ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์

 


           บทความเพื่อการขับขี่รถอย่างถูกต้องฉบับนี้ เป็นเพียงการชี้นำให้ผู้ที่กำลังจะเลือกใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะแบบกว้างๆ
ซึ่งเป็นการประมวลเอาความรู้เบื้องต้นมาปูเป็นแนวทางให้กับผู้สนใจสำหรับศึกษาในรายละเอียดก่อนการใช้รถ    เพื่อประโยชน์ต่อ
สังคมและประเทศชาติ เนื่องจากในทุกๆ ปี จะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเป็นจำนวนนับหมื่นคน มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอีก
จำนวนไม่น้อย

           การทำความเข้าใจกับยานพาหนะที่จะเลือกใช้ และการทำความเข้าใจกับผู้ขับขี่ยานพาหนะให้เข้าใจในขีดความสามารถ
ของตัวเราเองเสียก่อน ถือได้ว่าเป็นการป้องกันภัยเบื้องต้นซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาได้ว่า ในเส้นทางที่ตัวรถเคลื่อนไปข้างหน้า
นั้น จะมีสิ่งใดเข้ามาเป็นตัวแปร ที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ในวินาทีใด้

           หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านคงจะได้ประโยชน์จากบทความเหล่านี้ตามสมควรแก่ภาวการณ์รับรู้และความเข้าใจของแต่ละบุคคล
ต่อไป…หากข้อเขียนเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับชีวิตของใครอยู่บ้าง ผมขอยกความดีเหล่านี้ให้กับศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าในฐานะ
ที่ส่งผมไปอบรมที่ประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งและหลายวาระ

ด้วยความปรารถนาดี
วิชิต บางซ่อน
ติ-ชมและแนะนำข้อเขียนได้ที่ mongkolriding@gmail.com ครับ


บทที่1 การตรวจสภาพรถจักรยานยนต์ก่อนการใช้งาน

               ก่อนที่จะขี่รถจักรยานยนต์ทุกครั้งควรมีการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อให้กล้ามเนื้อตื่นตัว และควรทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง
อย่าขับขี่รถด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เพราะในนาทีต่อจากนี้ไป ท่านจะต้องใช้สติและสมองที่เต็มไปด้วยปัญญา ที่จะบังคับรถให้ไปในทิศทาง
ของเป้าหมายด้วยความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะในตอนเช้า อาจต้องใช้เวลามากในการกระตุ้นร่างกายและจิตใจที่ได้พักผ่อน
มาตลอดคืนให้ตื่นตัว ดังนั้นจึงควรเริ่มต้นที่ตัวของเราก่อน เช่น ในขณะที่ท่านเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์และกำลังรอเวลาให้เครื่องยนต์
อุ่นเครื่องอยู่นั้น ท่านก็สามารถใช้เวลาในส่วนนี้ปรับสภาพร่างกายตามไปด้วยสัก 4-5 ท่าดังนี้

           1 สะบัดข้อมือทั้งซ้ายและขวาไปพร้อมๆ กัน 10 ครั้ง

           2 ยืนในท่าพัก แล้วหมุนข้อเท้าซ้าย-ขวาข้างละ10 ครั้ง

           3 กางแขนออกแล้วเหวี่ยงตัวไปทางซ้ายและขวา 10 ครั้ง

           4 ยืนกางขาออกเล็กน้อย-มือเท้าเอวแล้วหมุนคอไปทางซ้ายและขวา 10 ครั้ง

           5 กางขาในท่าเดิม-มือทั้งสองข้างแตะที่ไหล่ แล้วหมุนแขนไปข้างหน้า-หลัง 10 ครั้ง

           ปฎิบัติเพียงเท่านี้คุณก็สามารถปรับสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะขับขี่รถได้อย่างพอเพียงแล้ว

บทที่ 2 การตรวจสภาพรถ

              รถไม่สามารถที่จะบอกการสึกหรอด้วยตัวของมันเองได้ ท่านจะต้องให้การดูแลรักษาตรวจสภาพรถให้คงสภาพดีอยู่เสมอ
อย่างน้อยๆ 2 วันต่อครั้งก็ยังดีกว่าไม่ได้ตรวจเอาเสียเลยเพราะเมื่อการชำรุดแสดงว่ามีสิ่งสึกหรออย่างหนัก และค่าใช้จ่ายในการ
ซ่อมแซมก็จะสูงตามไปด้วยโดยแบ่งเป็นรายย่อย 10 จุด ดังต่อไปนี้

1. น้ำมันเชื้อเพลิง เปิดดูถังน้ำมัน ลองประเมินดูว่ามีน้ำมันเพียงพอในการเดินทางแต่ละเที่ยว
หรือไม่?

2. น้ำมันเครื่อง ต้องดูว่าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับที่กำหนดไว้หรือไม่ และน้ำมันเครื่องยัง
สะอาดไหมควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้หรือยัง

3. ยาง ตรวจดูยางทั้งสองล้อว่า ยางอ่อนหรือแข็งเกินไปหรือไม่? มีตะปูหรือเศษแก้วติดอยู่ที่ยาง
บ้างหรือเปล่า? ขนาดของการเติมลมยางให้ดูจากคู่มือหรือแผ่นสติ๊กเกอร์ของรุ่นนั้น ๆซึ่งจะ
แสดงเอาไว้ที่บังโซ่

4. โซ่ ตรวจสอบความตึงของโซ่ให้หย่อนประมาณ 10-20 ม.ม. (ในขณะตั้งรถอยู่บนขาตั้งกลาง)
ควรหยอดน้ำมันเครื่องที่โซ่ด้วย (ตรวจสอบและปรับให้เหมาะสมทุกครั้งก่อนออกเดินทางไกล)่

 
5. เครื่องยนต์ ตรวจเครื่องยนต์ว่ามีรอยรั่วที่ส่วนใดบ้างหรือเปล่าและมีน้ำมันเครื่อง หล่อลื่นเพียงพอไหม



6. เบรค จะต้องตั้งระดับเบรคให้เหมาะสม การตั้งระบบเบรคไว้สูงเกินไปก็เหมือนกับ การเหยียบเบรกไว้ตลอดเวลานั่นเอง

7. คลัทช์ คลัทช์ทำงานเป็นปรกติหรือเปล่า โดยลองบีบคลัทช์ดู และตรวจสายคลัทช์ว่า หลุดหรือขาดบ้างหรือเปล่า….ในกรณีที่เป็นรถขับ
เคลื่อนอัตโนมัติและรถแบบครอบครัว เราก็ทราบได้เองอยู่แล้วในระหว่างการใช้รถ


8. ไฟ ไฟจะต้องใช้งานได้ทุกดวงตรวจและตั้งให้สัญญาณไฟหยุด ติดทันทีที่เหยียบเบรค หากใส้หลอดไฟเสื่อมจะต้องเปลี่ยนไฟใหม่

9. แบตเตอรี่,….กระจกมองหลัง….,น๊อตต่างๆ แบตเตอรี่มีน้ำมันกลั่นอยู่พอหรือไม่,กระจกมองหลัง
อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจนหรือไม่...และ,น๊อตเช่น น๊อตโช้คหน้า.โช้คหลัง,ตะเกียบหลัง,
ว่าหลุดหรือหลวมบ้างหรือไม่่

10.ติดเครื่องดู....แล้วลองฟังเสียงเครื่องดูว่ามีเสียงผิดปรกติหรือไม่ หากเสียงของเครื่องยนต์ดัง
ผิดปกติ ไม่สมควรขับขี่รถเพื่อเดินทางไกลโดยเด็ดขาด



บทที่ 3 เครื่องแต่งกายเพื่อความปลอดภัย

 

           1. หมวกกันน็อค
           2 .เสื้อแขนยาว
           3. กางเกงขายาว
           4. ถุงมือ
           5. องเท้าหุ้มข้อ

           เครื่องแต่งกายในการขี่ต้องมีความคล่องตัวสำหรับอิริยาบทต่างๆ ที่สมบุกสมบัน

           ก.การเลือกเครื่องแต่งกาย......สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องระลึกเสมอว่าเหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวของร่างกายตลอดจนการ
ป้องกันร่างกายหรือไม่

           ข.ควรเลือกชุดที่มีสีเห็นง่ายหรือสีสะดุดตา เพราะอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่เกิดจากฝ่ายตรงข้ามไม่ค่อยให้ความ
สนใจหรือระมัดระวังว่าจะมีรถจักรยานยนต์วิ่งอยู่ การที่จะป้องกันเหตุนี้คือต้องเลือกเครื่องแต่งกายที่มีสีสะดุดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในตอนกลางคืนเครื่องแต่งกายดำจะมีระยะเห็นต่ำกว่าเครื่องแต่งกายขาวถึง 80% ดังนั้นไม่ควรสวมเครื่องแต่งกายด้วยผ้าสีคล้ำ ซึ่ง
จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการมองเห็นของยานยนต์อื่นๆ

บทที่ 4 วิธีการขี่ที่ถูกต้อง

           การที่จะขี่รถจักรยานยนต์ได้อย่างคล่องแคล่วนั้น จะต้องทำให้ร่างกายและรถได้สมดุลย์ซึ่งกันและกันทำอย่างไรร่างกายและรถ
จะอยู่ในระดับเดียวกัน.? ซึ่งเรื่องที่กล่าวนี้ เราจำเป็นจะต้องฝึกให้เป็นนิสัยด้วยการปรับท่านั่งให้สมบูรณ์ 7 จุด ดังนี้

          1. ตา พยายามอย่ากรอกตา หรือชำเลืองสายตาในขณะขับขี่รถ และจะต้องพยายามแผ่สายตาออกไปให้กว้างทั้งสองข้างเท่าๆ
กันด้วยการใช้ลำคอบังคับทิศทางของสายตา ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือไม่ควรปล่อยจิตใจให้เหม่อลอยและเหลียวมองข้าง หรือมองสิ่ง
อื่นใดที่อยู่ในอาการ”มองจนเหลียวหลัง”เพราะจะเหมือนการขี่รถแบบคนตาบอด

          2. บ่า จะต้องทำให้เป็นธรรมชาติ …ไม่ควรเกร็งเพื่อช่วยในการทรงตัวในสภาพถนนต่างๆ…จงทำบ่าให้เป็นที่ตั้งของลำคอและ
แขนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

          3. ศอก ไม่ควรกางศอกในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ เพราะอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจากการกระแทกจากสิ่งรอบข้างได้
ทุกขณะ และจะทำให้การทรงตัวไม่ได้สมดุล

          4. มือ การใช้มือจับแฮนเดิ้ลควรใช้นิ้วหัวแม่มือรับส่วนใต้ของคันเร่งและเบรคหน้า สำหรับมุมของข้อมือควรวางในมุมที่มีการ
เคลื่อนไหวที่คล่องตัว เมื่อมีการเบรคกระทันหันจะได้เบรคได้ทันท่วงที

          5. สะโพก ควรเลือกตำแหน่งที่นั่งโดยจะไม่ทำให้กำลังไปอยู่ที่แขนหรือบ่ามากเกินไป ไม่ควรนั่งล้ำมาข้างหน้าหรือร่นไปข้างหลัง ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ตัวรถแกว่งไปมาเมื่อใช้ความเร็วขึ้นไปถึงระดับที่ไม่ปลอดภัย

          6. เข่า ควรวางแนบไปกับถังน้ำมัน และควรแนบให้กระชับเมื่อสภาพถนนไม่ดี หรือในช่วงเลี้ยวโค้ง เพื่อช่วยในการทรงตัวให้
สมดุล

          7. ปลายเท้า จะต้องชี้ไปทางด้านหน้าโดยวางบนแท่นเกียร์ ช่วงขาควรทิ้งน้ำหนักไว้ที่เบรคและให้ขนานไปกับระดับพื้นถนน
เพื่อจะได้เหยียบเบรคหรือเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีและมั่นคง

บทที่ 5 การหยุดและการจอด


          ก่อนหยุดควรมองถนนให้ดีเสียก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงชะลอรถ โดยการคืนคันเร่งน้ำมันให้เครื่องเบาลงแล้วแตะเบรค
หน้า-หลังด้วยน้ำหนักกดที่เท่ากันจนรถหยุดสนิทแล้วจึงดับเครื่อง หรือหากเป็นสภาพถนนที่เป็นดินปนทรายยอาจจะจอดด้วยวิธีลด
ความเร็วและเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลง แล้วจึงใช้ทั้งเบรคหน้าและเบรคหลังเพื่อจะให้จอดอย่างนิ่มนวล การเบรคด้วยเครื่องยนต์นั้น
เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ

          ควรทราบไว้ด้วยว่าในรถจักรยานยนต์นั้นมีเบรคอยู่ 3 จุดคือ
          1. เบรคมือสำหรับล้อหน้า
          2. เบรคเท้าสำหรับล้อหลัง
          3. การบิดคันเร่งน้ำมันย้อนขึ้น(คืนคันเร่ง) ซึ่งเป็นการเบาเครื่องยนต์อย่างหนึ่ง เราเรียกกว่า”เอ็นยิ่นเบรค” เบรคทั้ง 3 จุดนี้ ถ้า
ผู้สนใจหมั่นฝึกฝนแล้ว จะให้ความปลอดภัยในการขับขี่รถอย่างสมบูรณ์ที่สุด การเบรคล้อหน้าหรือล้อหลังเพียงอย่างเดียวอาจทำให้รถ
เสียการทรงตัว พลิกคว่ำลงได้

          • การเบรคทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ในขณะเดียวกันเป็นการกระทำขั้นพื้นฐาน

          •ถ้าสภาพถนนดี ควรใช้เบรคหน้าหน้าให้มากกว่าเบรคหลัง จะได้ระยะทางในการเบรคที่สั้นกว่า แต่ถ้าสภาพถนนลื่นหรือทาง
ลาดควรใช้เครื่องยนต์เป็นตัวเบรคแล้วจึงเบรคด้วยล้อหน้าและล้อหลังเท่าๆกัน”ห้ามเบรคกระทันหันเด็ดขาด”

          •การเบรคด้วยล้อหน้า จะใช้เมื่อถนนดีและเป็นการเบรคที่ใช้กำลังบังคับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

          •การเบรคด้วยเครื่องยนต์ เป็นการปรับความเร็วรถในขณะรถวิ่งบนพื้นถนนที่มีความลื่นได้ง่าย สำหรับทางลาดจะใช้ได้
เหมาะสม และจะใช้รวมกับการเบรคของล้อหน้าและล้อหลัง

ข้อเตือนใจ

          ความเร็วของยานพาหนะที่ใช้กำลังของเครื่องยนต์เป็นตัวช่วยนี้ อยู่ในสภาวะที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์จะกระทำ
ได้ด้วยตนเอง การรู้จักเรียนรู้และฝึกฝนเท่านั้น จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการนั่งอยู่บนพาหนะที่มีความเร็วสูง โดยมี
ผู้ขับขี่นั่งอยู่บนเบาะไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้การที่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความน่ากลัวของความเร็ว สามารถที่สามารถ
ประเมินได้ดังนี้คือ

          ความเร็ว 60 ก.ม. จะเหมือนกับการโดดลงมาจากตึกชั้นที่ 5
          ความเร็ว 70 ก.ม. เหมือนกับการโดดลงมาจากชั้น 7 และ
          ความเร็ว 90 ก.ม. เหมือนกับการโดดลงมาจากหลังคาชั้น 10

บทที่ 6 สายตาและการมองเห็นที่จำกัด

          โดยทั่วไปเมื่อเรากล่าวถึงการมองเห็น หมายความว่าสายตาเปล่าของเรามองเห็นชัดเจนที่จุดใดจุดหนึ่ง บริเวณที่เลยไปจากจุด
ที่เห็นได้ชัดเจนนั้นเราจะเห็นในลักษณะที่พร่าหรือไม่ชัดเจน ระยะที่เรามองเห็นชัดเจนเราเรียกว่า "สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า" ระยะที่เรา
มองเห็นด้วยแต่ไม่ชัดเจนเราเรียกว่า "นอกสายตา" นักขับรถจำเป็นจะต้องมองสิ่งต่างๆ อยู่รอบตัวทั้งบริเวณที่อยู่ตรงหน้าและบริเวณ
ที่อยู่สายตา เพื่อให้เห็นความเป็นไปของสิ่งต่างๆรอบตัวเรา นักขับขี่จะมองเห็นทั้งภาพที่อยู่กับที่และภาพที่เคลื่อนที่ใน

           เวลาเดียวกัน เราเรียกอาการเช่นนี้ว่าภาพเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นภาพที่เห็นชัดเจนได้ยากกว่าภาพนิ่งและยิ่งขับรถเร็วมากๆ ภาพ
ที่เห็นก็จะเคลื่อนที่เร็วมากขึ้นไปด้วย ขอบเขตของการมองเห็นในขณะที่สายตาวิ่งผ่านภาพนั้นๆจะมีมุมกว้างประมาณ 160 องศา
ครอบคลุมสองฟากถนนเท่าการมองเห็นขณะหยุดอยู่กับที่ในลักษณะมองตรง แต่เมื่อเรามองในขณะขับรถด้วยความเร็วสูงความ
ชัดของภาพจะลดลง เหลือเป็นภาพรวมที่สีสันผสมกัน จุดที่มองเห็นชัดเจนจะเหลือมุมกว้างประมาณ 35 องศา ผู้ขับรถจึงต้องส่าย
สายตาดูผู้ใช้ยวดยานอื่นๆรวมทั้งเครื่องหมายหรือสัญญาณอยู่ตลอดเวลา และเมื่อขับด้วยความเร็วสายตาต้องมองตรงไปข้างหน้า
เพื่อให้เกิดความปลอดภัยยิ่งขึ้นแต่ในกรณีขอบเขตการมองเห็นจะลดลงและไม่สามารถเห็นสิ่งที่อยู่นอกรัศมีได้ชัดเจน บนทางแคบ
หรือถนนที่มีจุดบอด (มองไม่เห็นทางข้างหน้า) จะต้องขับรถให้ช้าลง และต้องตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่าอาจจะเกิดอันตรายหรือพบ
อุปสรรคช้ากว่าที่จะแก้ไขได้ทัน

บทที่ 7 การเห็นและสะลึมสะลือ

           อาการสะลึมสะลือเกิดจากระบบประสาทที่อ่อนเพลีย ถ้าท่านรู้สึกเหนื่อยมากท่านอาจรู้สึกง่วงมากและไม่อยากรับรู้ต่อสิ่งใดๆ
เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ประสาทอาจไม่ยอมรับต่อสิ่งสำคัญๆ และจะทำให้เกิดการผิดพลาดมากขึ้น อาการสะลึมสะลือของสายตาจะทำให้
เสียการรับรู้ เสียการสนองตอบและการตัดสินใจที่รวดเร็วอันหมายถึงเสื่อมสมรรถภาพที่จะขับรถนั่นเองขอให้อ่านและพยายามปฎิบัติ
ให้เป็นนิสัย แล้วความปลอดภัยจะเป็นของคุณ....ขอให้โชคดีทุกท่านครับ

                                                                                                                                   วิชิต บางซ่อน