โดย วิชิต บางซ่อน     

“จากความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา รวมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมา
แต่โบราณ ทำให้ชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็น
มรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน…..ก๋องปู่จาคือตำนานแห่งการตีกลองเพื่อบอกเหตุ….และบอก
เวลาอันเป็นที่มาของคำว่า”ทุ่มและโมง..”

         คราวนี้…..ก็คงจะเป็นเวลาของการพักผ่อนกันบ้าง…ตามโอกาสที่ควรจะเป็น เพราะเป็นธรรมชาติ
ของมนุษย์เรา   ที่เมื่อตรากตรำทำงานหนักมาจนถึงจุดๆ หนึ่ง….. ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการอ่อนล้าให้
เห็น….ซึ่งนี่คือสัญญาณที่เตือนให้มนุษย์รู้ว่า ”แบตเตอรี่” ในตัวของเราเริ่มจะอ่อนแรงลงบ้างแล้ว
         ทางออกของการสร้างประจุไฟในมันสมองของเราก็คือ… การพักผ่อนประการหนึ่ง….  หรือเปลี่ยน
สถานที่พักผ่อน….เป็นการท่องเที่ยวอีกประการหนึ่ง….
         เราจะเลือกให้คุณทั้งสองทางนะครับ…..  คือพักผ่อนสมองด้วยการท่องเที่ยว…..  เราจะไปเที่ยว
จังหวัดลำปาง….รวมทั้งไปร่วมงานสืบสานตำนานล้านนาด้วยพร้อมๆ กัน โดยจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน
กำลังเหมาะ….   ประมาณว่าช่วงไหนมีวันหยุดแบบคาบเกี่ยวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์   หรือมีวันหยุดชดเชย
ควบเป็น 3 วันอย่างที่บอกไปแล้ว เราก็จัดโปรแกรมเดินทางได้
         จังหวัดลำปาง  หรือเขลางค์นครที่เรามีเป้าหมายในทริ๊ปนี้ จะมีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ
ประมาณ 650 กิโลเมตร….คุณสามารถเลือกการเดินทางได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัว…รถทัวร์ปรับอากาศ…
หรือเครื่องบิน ซึ่งมีบริการทุกวัน….อันนี้แล้วแต่สะดวกครับ….แต่ถ้าอยากจะให้สนุกและเป็นบรรยากาศ
ของการพักผ่อนจริงๆ ก็น่าจะขับรถมอเตอร์ไซค์ไปกันเอง เพราะตลอดสองข้างทางที่รถวิ่งผ่าน จะมี
รายละเอียดของการท่องเที่ยวโปรยให้เราเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งวัน….ยิ่งสามารถหาคนขับเสริมขึ้นมา
ช่วยเปลี่ยนอิริยาบทได้….ก็จะดีมากยิ่งขึ้น….
         เราจะเริ่มต้นการเดินทางกันอย่างง่ายๆ จากส่วนกลางของกรุงเทพฯ นี่แหละ…..ตรวจเช็ครถคู่ใจ
ให้ละเอียดสักหน่อยนะครับ….สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปิดไฟหน้าเพื่อความปลอดภัยของคุณเองด้วยเลย…..
พร้อมแล้วก็เดินทางได้ครับ


         เส้นทางที่เหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางขึ้นส่วนเหนือของประเทศไทยเราในช่วงนี้  น่าจะเป็น
ทางหลวง 340 ที่ตัดจากนนทบุรีไปเชื่อมกับถนนสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรีนะครับ เพราะถนนสายนี้จะมี
สภาพสมบูรณ์กว่าทางหลวงหมายเลข 1  ที่ออกจาก กรุงเทพ-อยุธยา-อ่างทอง-สิงห์บุรี  และชัยนาท…..
เนื่องจากถนนหมายเลข 1 นี้เริ่มจะหมดสภาพไปจากฝีมือของบรรดาโชเฟอร์รถ 10 ล้อเกือบตลอดทั้ง
สายแล้ว
         ใช้ถนนสาย  ”บรรหารบุรี”  น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปี 2547…. ขับไปเรื่อยๆ  ประมาณ 2
ชั่วโมงเศษ เราก็จะออกไปเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 1 ตรงสามแยก ”หางน้ำสาคร”….. ขับต่อไปอีก
ประมาณ 40 กิโลเมตรก็จะผ่านจังหวัดนครสวรรค์ และกำแพงเพชร ตามลำดับ

         ถ้าออกจากกรุงเทพฯในช่วงเช้าไม่เกิน 7 โมง….เราก็จะผ่านจังหวัดกำแพงเพชรประมาณ 11
โมงเศษ… ยังเร็วเกินไปที่จะพักรับทานอาหาร…แต่ถ้าเป็นการแวะพักเพื่อเติมน้ำมันและยืดแข้งยืดขา
เพื่อเปลี่ยนอิริยาบทสัก 10 นาทีก็ไม่เลวจนเกินไปนัก
         เข้าห้องน้ำและล้างหน้าล้างตา พอให้ประสาทเปิดดีแล้ว….ก็เริ่มออกเดินทางต่อเลยจะดีกว่า…..กะ
ว่าไปให้ถึงจังหวัดตากประมาณเที่ยง แล้วแวะรับทานอาหารกันที่ทางแยกจะเข้าจังหวัดตากสักครึ่งชั่วโมง
กำลังเหมาะ
         จากนั้นเริ่มต้นเดินทางต่อ
         เราจะผ่านอำเภอบ้านตาก….บ้านแม่เชียงราย…..แม่พริก…..แม่วะ….เถิน….แล้วก็เข้าจังหวัดลำปาง
ในที่สุด…..  ซึ่งหากเราใช้ความเร็วในการเดินทางอยู่ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นระดับความเร็ว
ที่ปลอดภัยพอสมควรแล้ว….เราน่าจะถึงลำปางในเวลาไม่เกินบ่าย 3 โมง….


.         หาที่พักซึ่งมีอยู่มากมายในบริเวณรอบๆ เมืองให้ได้เสียก่อน…..ราคาห้องพักก็จะอยู่ในประมาณ
350 บาท มีน้ำอุ่นให้อาบและมีทีวีติดจานดาวเทียมให้ติดตามข่าวได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว…..
แต่ถ้าคุณต้องการพักในตัวเมืองก็เข้าไปพักในโรงแรม ”ทิพย์ช้าง” ได้…..ราคาห้องพักคืนละ 500 บาท….
มีหมอนวดแผนโบราณบริการจนถึงห้องพักในกรณีที่คุณปวดเมื่อยจากการเดินทางและต้องการคลายเส้น
         ด้านหน้าของโรงแรมทิพย์ช้างนี้…จะมีรถม้าอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปางให้คุณนั่งชมเมือง
ในราคาเที่ยวละ 100 บาท หรือตามแต่จะตกลงกันเป็นกรณีไป


         ส่วนในช่วงเย็นนั้น…ถ้าคุณชอบเดินดูวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน…..ไม่ไกลจากโรงแรมทิพย์ช้างที่กล่าวนี้
มากนัก…จะมี”กาดหมั้ว”ให้คุณเดินเลือกซื้ออาหารการกินแบบพื้นเมืองหลายสิบหลายร้อยเจ้า…..แต่ถ้าไม่
ชอบเดินเล่น คุณก็สามารถขับรถเลียบแม่น้ำวังเพื่อหาพื้นที่เหมาะๆ จากร้านอาหารริมน้ำเพื่อการสนทนา
และเปลี่ยนบรรยากาศได้อีกแบบหนึ่ง…..แล้วแต่ความพอใจของคุณเป็นประเด็นสำคัญ
         ทานอาหารให้อิ่ม  และพักผ่อนให้เพียงพอ….พรุ่งนี้  เราจะไปเที่ยวตลาดทุ่งเกวียนและไปชมศูนย์
บริบาลช้างของกรมป่าไม้ ….ก่อนที่จะย้อนกลับเข้ามาดูบรรยากาศของงาน”ก๋องปู่จา-ล้านไทย”ในช่วงบ่าย
ต่อไป
         เช้าวันต่อมา…..
         หาต้มเลือดหมูซดเรียกความสดชื่นกันเสียก่อน……ด้านหน้าของโรงแรม
ทิพย์ช้างนั่นแหละ เป็นร้านเก่าเล่ายี่ห้อของที่นี่….  น้ำต้มกระดูกหมูของเขาร้อน 
และหอมหวนดีนัก…. หรือใครอยากทานอาหารพื้นเมือง….ก็ ”ไส้อั่ว” ไง….กินกับ
ข้าวเหนียวร้อนๆ จิ้มกับน้ำพริกหนุ่ม….อิ่มจนจุกแบบไม่รู้ตัวทีเดียว…

         
         ยังไม่ต้องเช็คเอ้าท์จากโรงแรมนะครับ…..เพราะเราจะต้องเที่ยวอยู่ที่ลำปางอีก 1 วัน พรุ่งนี้ถึงจะเดินทางกลับ…..วันนี้เราจะไปเที่ยวและให้อาหารช้างกันที่อำเภอห้างฉัตรแล้วค่อยล่องลงมา
เที่ยวตลาดทุ่งเกวียน…..แล้วมาสรุปกันที่งาน”ก๋องปู่จา”อย่างที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรกแล้ว
         จากตัวเมืองลำปาง…..เราจะใช้ทางหลวงที่เป็นถนนเชื่อมจากเมืองลำปาง-เชียงใหม่…..เป็นระยะทาง
ประมาณ 30 กิโลเมตร….ก็จะถึงโรงพยาบาลช้าง…..ให้สังเกตป้ายทางด้านขวามือเอาไว้ให้ดี….และระวังรถ
ที่จะวิ่งสวนทางลงมาจากเขา…ก่อนที่จะเข้าไปเที่ยวชมศูนย์กลางและโรงพยาบาลช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก…..
         ตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมนะครับ เพราะเราคงทราบข่าวจากสื่อต่างๆกันจนเต็มสองหูสองข้าง
แล้ว…..เพียงแต่เมื่อเราได้มีโอกาสมาเที่ยวจังหวัดลำปางกันแล้ว ก็น่าจะถือโอกาสนี้เก็บเกี่ยวเอาความสุข
กลับไปด้วยในคราวเดียวกันนี้เลย….ส่วนใครจะมีเมตตาจิตซื้ออ้อยให้ช้าง หรือจะถือโอกาสนั่งช้างเพื่อถ่าย
รูปเอากลับมาเป็นที่ระลึกก็ตามสะดวกของแต่ละบุคคล…เพราะเงินค่าบัตรที่เราจ่ายไปนั้น บางส่วนจะต้อง
แปรเปลี่ยนมาเป็นเงินเดือนของควานช้างบ้าง….ค่าบำรุงรักษาสถานที่บ้าง…..นึกเสียว่าเราช่วยช้างให้พอมี
ที่อยู่ที่กินไปตามอัตตะภาพก็แล้วกัน….สบายใจ


         จากโรงพยาบาลช้าง…..เราล่องกลับเมืองลำปาง…..ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 5 นาที…ก็จะมาถึง
ตลาดทุ่งเกวียน…..ที่นี่จะมีผลไม้เมืองหนาวจากเมืองจีน เช่นลูกท้อ-ลูกสาลี่ และแอ็ปเปิ้ล วางขายอยู่หลาย
สิบราย….ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 40 บาท….เลือกซื้อเอามาเป็นของฝากก็ได้….ส่วนอาหารพื้นเมืองเช่นแคบ
หมู….ไส้อั่ว….น้ำพริกหนุ่ม….กระเทียมดอง..ก็มีให้เลือกมากมาย
         ติดกับตลาดขายของกินนี้ จะเป็นตลาดขายเครื่องดินเผาเซรามิก…..ของสวยๆและถูกๆน่าซื้อเอามา
เป็นของงฝากทั้งนั้น…..  ซื้อมาเถอะครับเงินไม่รั่วไหลไปไหน…  แถมเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอีก
ต่างหากด้วย….


         คราวนี้ เราก็เข้าไปเที่ยวภายในงาน”มหัศจรรย์ก๋องปู่จา”กันเสียที…..
         คุณคงจะสงสัยอยู่เหมือนกันนะครับว่า”ก๋องปู่จา”ที่กล่าวนี้ คืออะไรกันแน่ เพราะหากเรามิได้เป็นชาว
เหนือโดยกำเนิดแล้ว…..ก็ยากที่จะเข้าใจในสรรพสำเนียงอันแปลกแปร่งนั้นได้
         แต่สำหรับชาวล้านนาเองนั้น ต่างก็เข้าใจกันมาแต่อ้อนแต่ออกว่า ”ก๋อง” ก็คือ ”กลอง” ในสำเนียง
ของคนภาคกลาง…..ส่วน ”ปู่จา” ก็คือ ”บูชา”

         เมื่อรวมความหมายทั้งหมดสำหรับก๋องปู่จาแล้วก็หมายความว่า”กลองบูชา”นั่นเอง…..ส่วนจะมี
ความหมายขยายลึกลงไปจนถึงระดับที่ว่า ”ตีกลองเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือไม่นั้น คงจะเป็นเรื่องของ
ความละเอียดอ่อนในการถ่ายทอดวัฒนธรรมทางภาษาของท้องถิ่นเป็นแห่งๆ ไป….
         สาระสำคัญของการสร้าง”ก๋องปู่จา”ขึ้นในระยะแรกๆนั้น บางตำนานกล่าวเอาไว้ว่า”เป็นกลองเพื่อตี
บอกเวลา”ของแต่ละท้องถิ่น…..
         จากการตีเพื่อบอกเวลาในแต่ละท้องถิ่น…..  ได้ขยายกลายเป็นการตีเพื่อแจ้งข่าวหรือสื่ออาณัติ
สัญญาณ…..เพื่อประชุมกันในงานสำคัญ
         จากการตีเพื่อนัดประชุม “ก๋องปู่จา”ได้ขยายความสำคัญออกไป เป็นการตีประโคมให้ศาสนิกชนได้
เตรียมตัวเพื่อไปทำบุญในวันพระ…..
         จากพื้นฐานดังเดิมของการตีในลักษณะประโคมด้วยกลองใบใหญ่แบบกลองเพลเพียงลูกเดียว…..
กลองบูชาได้ขยายลักษณะและมิติของเสียงออกไป ด้วยกลองลูกเล็กๆ อีก 1….อีก2…และอีก 3 เป็นอันยุติ
สำหรับการแบ่งแยกรายละเอียดของสัญญาณต่างๆออกไป…..ประหนึ่งว่าก๋องปู่จา คือการเคาะระหัสมอส
หรือระหัสโทรเลขในยุคอีเล็คโทรนิคส์นั่นเอง….
         ด้วยความหลากหลายของกลุ่มชน ที่แยกตัวออกไปตามหมู่บ้านที่ห่างไกล….ก๋องปู่จา จึงถูกพลิก
แพลง ”แนวเพลง” หรือการ  ”ย่ำรัวกลอง”  ให้แตกต่างออกไปจากการเคาะสัญญาณแบบเก่า….    หลาย
หมู่บ้านเริ่มนำเอาจังหวะดนตรีและท่วงทำนองเข้ามาเสริม…..จนในที่สุด….ฆ้อง….เริ่มเข้ามาผสานเสียง
ให้มีท่อนแยกของเสียงออกไปอีก 1 อย่าง….. แล้วติดตามเข้ามาด้วยฉาบ….   จนในที่สุดปี่ชวา ก็เป็นตัว
สอดแทรกเป็นมิติเสียงสุดท้ายที่เราได้ยินและได้เห็นกันในปัจจุบัน

         นี่คือภูมิปัญญาที่ชาวล้านนาถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมทางดนตรี เพื่อนำเอามาใช้ประโยชน์ในการส่ง
ข่าวมาดัดแปลงให้เป็นการละเล่นแบบพื้นบ้านเสริมเข้าไปในชีวิตในระหว่างที่ก๋องปู่จา ยังมิได้ทำหน้าที่
ส่งสัญญาณโทรเลขไปยังหมู่บ้านข้างเคียง
         กลองบูชา เริ่มมีครู เพื่อถ่ายทอดลีลาการเต้น….ประกอบการตี ให้ดูดีและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น….จน
กระทั่ง เมื่อเทศกาลงานบุญมาถึง…..ก๋องปู่จา จึงมีหน้าที่เสริมอีกประการหนึ่ง สำหรับนำเอามาตีแข่งขัน
ลีลากันในระหว่างหมู่บ้าน…..สามารถสร้างความคึกคักในงานบุญต่างๆได้เป็นอย่างดี
         ลักษณะการตีกลองบูชานั้น จะมีผู้ตีกลองประกอบกัน 2 คน….
         คนตีประกอบลีลาจะยืนอยู่ทางด้านซ้ายของกลองหลัก…..เยื้องมาทางกลองลูกอีก 3 ใบที่มัดติดตาย
เอาไว้ใกล้กลองตัวแม่…..ส่วนผู้ตีกลองให้จังหวะอีกคนหนึ่ง…จะยืนอยู่ทางซีกขวาของกลอง……หน้าที่ของคน
ตีกลองยืนจังหวะจะใช้เรียวไผ่ตีมุมกลองเฉียดๆ ระหว่างหนังขึงกลองและสันขอบกลองอยู่ในที….. ส่วนคู่
เสียงอื่นๆจะเป็นลูกกระทุ้งในช่วงที่”ก๋องปู่จา”ตียืนจังหวะได้แน่นดีแล้ว…..
         การ”ย่ำ”กลองบูชา จะเริ่มขึ้นจาก คนตีให้จังหวะทางซีกขวา ตีปีกกลองขึ้นเป็นจังหวะๆ ห่างกัน
ประมาณครึ่งวินาที…..3 ครั้ง…..จากนั้นคนตีประกอบลีลา จะเริ่มตีขัดจังหวะ และค่อยกระจาย ”ลูกเก็บ-
ลูกส่ง” ไปยังกลองบริวารอีก 3 ลูก ผสมกับเสียงของฉาบและเครื่องดนตรีประเภท”ตี”อีก 2-3 ชนิด ดังที่
ได้กล่าวมาแล้ว
         ท่วงทำนองและจังหวะของ ”ก๋องปู่จา” จะคล้ายๆเสียงของกลองยาว แต่ไม่กังวาลเท่า…. เพราะ
ก๋องปู่จา เป็นกลองตียืนอยู่เพียงลำพัง….และลักษณะกลองถูกปิดอับทึบทั้งสองด้านแบบกลองเพล

         สิ่งที่เราได้ยินและได้เห็นนั้น จะเร้าระทึกไปด้วยขบวนแห่และความหลากหลายของเสื้อผ้าแพร
พรรณแบบชาวเหนือ ที่ดูแล้วให้ความตื่นตาตื่นใจต่อคนต่างถิ่นอย่างเราจนแทบไม่อยากกลับบ้าน….

         อย่างไรก็ตาม…..งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา….เราเดินซื้อของที่ระลึกกันในบริเวณ ”กาดหมั้ว-คัวเมือง”
บนบรรยากาศแบบล้านนาสักเล็กน้อย….แล้วค่อยขับรถคู่ขากลับบ้าน….มานอนพักผ่อนที่จังหวัดตาก ….วัน
รุ่งขึ้นออกเดินทางในช่วงสายๆ หน่อย ก็จะถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ….ไม่เหนื่อยจนเกินไปนัก