|
....พวกมันมิจำเป็นต้องเร้นกายเพื่อหลบซ่อนสายตาของบรรดาลามะ......เจ้าของฉายาแปดเทพ
อสูรมังกรฟ้า.....เนื่องเพราะเหล่าผู้แปลกหน้าล้วนมิใช่ยอดฝีมือที่จะมาชำระแค้นให้กับใครใน
ยุทธจักร...เป้าหมายของตือเซียมเหล่านั้นกลับกลายเป็นวิหารกงซีล้งอันมีกลิ่นอายอันสะอิด
สะเอียนยิ่ง...ฮ่าฮ่าฮ่าและยามาฮ่า
หนีห่าวนะฮ่อ......
สวัสดีจีไอบลูครับ พระเดชพระคุณที่รักของวิชิต
กลับมาพบกันอีกเช่นเคยบนแผ่นดินตงง้วน... บริเวณเชิง
เขาคุ้นลุ้นอันไกลโพ้นจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน......ที่วิชิตกำลังพล่ามแบบติดลมในบรรยากาศเจาะลึกที่ผมพาคุณผู้อ่าน
ไปเยือนถิ่นดอกบัวตองมาแล้ว 3 ฉบับติดต่อกัน....คอลัมน์นี้จะเป็นตอนที่
4 ซึ่งผมเกริ่นล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะชวนคุณผู้อ่าน
ไปลุยต่อที่เมืองฝาง....เมืองแห่งพระนางสามผิว...
จะพาไปดูให้เห็นกับสายตาของคุณผู้อ่านว่าตอนเช้าผิวของพระนางเป็นสีอะไร...และตอนบ่ายเป็นสีอะไร....ถึงกับ
มีการบันทึกความมหัศจรรย์พันลึกเอาไว้ว่าเมืองนี้คือเมืองแห่งพระนางสามผิว
แต่แล้ว....ในแว่บหนึ่งของความคิด.....พระราหูก็เข้ามามั่วในสมอง.......ทำให้บังเกิดจันทร์คราดขึ้นมาในหัวใจ
อันเปราะบางของวิชิตเข้าให้อย่างจั๋งหนับบุเรงนอง....และนัดจิงหน่อง......เมื่อผมนึกขึ้นมาได้ว่า....เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
นั้น ดวงชะตาฟ้าลิขิต ทำให้วิชิตได้หลุดไปเที่ยวเมืองจีนมาอีกแล้วเป็นครั้งที่82...ที่เมืองต้าลี่.....ไปดูโรงถ่ายหนังเรื่อง
8 อสูรมังกรหยก...เอ๊ะ...หรือมังกรฟ้ากันแน่ฟะ....มันจำไขว้ไปไขว้มาอยู่
2 มังกรน่ะเพ่
เอาเหอะ...จะเป็นมังกรฟ้าหรือมังกรหยกก็อย่าไปสนใจมันเลยครับ....เอาเป็นว่าวิชิตไปเที่ยวมาก็แล้วกัน
ต่อจากนั้น-ขบวนพาเหรดก็พาผมไปเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยกอันลือชื่อเป็นเมืองที่2...แล้วก็หลุดไปเที่ยวเมือง
ลี่เจียง...อันเป็นเมืองมรดกโลกเป็นเด้งที่ 3...โหย.....หนุกอย่าบอกใครเชียวครับ...
ด้วยเหตุนี้เอง.....ที่ผมต้องวกเลี้ยวรถจนติดขอบอ่าง...หันหัวกลับอย่างกระหันแบบ
180 องศา....ก็จะมาเล่าเรื่อง
ไปเที่ยวเมืองจีนให้คุณผู้อ่านฟังเสียก่อนดีกั่ว....ก่อนที่กลิ่นส้วมและเสียงขากถุยมันจะจางหายออกไปจากสมอง.......คือ
เปลี่ยนบรรยากาศแบบเงียบสงบของเมืองเหนือแล้วไปฟังเสียงอึกกระทึกครึกโครมของคนจีนปราศรัยกันให้หูดับตับแตก
ไปสัก 2-3-4-5 ตอน... แล้วค่อยกลับมาขี่รถลุยเมืองเหนือกับผมต่อ...... หลังจากจบมินิซีรีส์ชุดนี้ไปแล้ว..... เพราะ
ยังไงยังไง....เมืองแม่ฮ่อนสอนนี่ก็อยู่ในประเทศไทย.....ขาดเหลือเฟือฟายด้านข้อมูลและภาพประกอบมุมไหนก็สามารถ
ขับรถย้อนเส้นทางไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติมเอาในช่วงที่พาคุณผู้อ่านไปเที่ยวเมืองลี่เจียงจนได้นั่นแหละ
ว่ากันตามนี้นะครับ......
สาเหตุที่ผมจะหลุดวงโคจรจากประเทศไทยแล้วไปตกระกำลำบากอยู่ที่เมืองจีนในคราวนี้ก็มีสาเหตุอยู่นิดหน่อย
ครับ....
เรื่องของเรื่องก็ครือว่า....ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้....ผมอยู่ดีไม่ว่าดี....ดันไปเสนอตัวช่วยสมาชิกฮอนด้าแฟนคลับ
ของบริษัทนัดพบบางใหญ่....ช่วยเขานำขบวนคาราวานไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในจุดกำหนดนัดหมาย......ในประมาณ
รัศมี 200 กิโลเมตร-รอบกรุงเทพ
เคยเห็นไหมครับที่มีมนุษย์แต่งชุดสีขาวๆ ขับนำขบวนบ้าง...ขนาบข้างบ้าง....พารถมอเตอร์ไซค์ไปเป็นร้อยๆ
คันน่ะ.....
อย่างนั้นแหละที่ผมไปช่วยทำหน้าที่ในฐานะครูฝึก.....
ฮ่า.....วิชิตนี่ก็เป็นครูฝึกสอนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์กับเขาด้วยนะครับคุณเพ่...พูดแล้วจะหาว่าคุย...
ก็เสนอตัวไปช่วยเขาแบบไม่คิดชีวิตแต่คิดจะเอาเงินนั่นแหละ...บุญพาวาสนาก็ส่ง
ทำให้วิชิตกลายไปเป็นพนักงาน
กิตติมศักดิ์ของบริษัทนัดพบบางใหญ่เอาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว.....ผลก็เลยกลายเป็น
ซตพ.ให้ผมถูกแจ็กพอตไปดังว่า......
คราวนี้ก็ได้บทสรุปนะครับว่า..... ทางเสี่ยประภาวุธ ชาลาอาดิศัย... เจ้าของบริษัทนัดพบบางใหญ่... เขาช่วยเป็น
สปอนเซอร์...ส่งวิชิตไปเที่ยวเมืองจีนด้วยสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว
ตรงนี้วิชิตขออนุญาตคุณผู้อ่านและนายใหญ่ทั้ง 2 ของ โมโตครอส
กล่าวขอบคุณไปยัง คุณวุธ ในโอกาสนี้อย่าง
เป็นทางการสักครั้งนะครับ... อย่าหาว่าวิชิตยังงู้นยังงี้เลย..... ถือว่าเป็นการบูชาครูตามแบบวัฒนธรรมของไทยเราไปก็
แล้วกัน.....
ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันเลยดีกั่ว......
การเดินทางไปเมืองจีนครั้งนี้ค่อนข้างมั่วกว่าทุกครั้งที่ผมเคยเจอะมาแฮะ.........
ที่ผมบอกว่ามั่วกว่าทุกครั้งนั่น....เพราะมันมีสาเหตุใหญ่ๆ อยู่
2-3 ประการครับ....
เริ่มต้นด้วยประการที่หนึ่ง.....เมืองลี่เจียงที่เราตั้งเป้าหมาย...และเลือกไปนั้น...มันเป็นเมืองปิดครับ....ประมาณว่า
ไม่มีเครื่องบินในเชิงพาณิชย์ให้บริการเหมือนเมืองอื่นๆ.....ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหน....ฝืนบินไปได้ไม่เกิน
1 เดือนก็ต้องปิด
ตัวเองลงโดยไม่ต้องมีใครมาอธิบายให้หนวกหูแต่อย่างใด
เพราะฉะนั้นคำตอบตรงนี้ก็ต้องบอกว่า....ใครจะไปเที่ยวก็ต้องเช่าเครื่องบินแบบเหมาลำไปเพียงสถานเดียว
ประการที่ 2 .....เครื่องบินที่จะใช้เป็นพาหนะไปในครั้งนี้....มันมีความจุประมาณ
150 คน....เพราะฉะนั้น...บริษัท
ทัวร์ต่างๆ จึงต้องรวมพลังกันเสาะหาพันธมิตรที่จะรวมตัวกันให้ได้ไม่ต่ำกว่า
150 คน...ไม่เช่นนั้น...ค่าใช้จ่ายๆ ต่างๆ
บรรดามีที่เกี่ยวกับการบินก็จะถูกนำมาลงขันหารเฉลี่ยกันอีกรายละ
1-2 พันบาท..แล้วแต่กรณีว่าจะมีผู้โดยสารขาด
จำนวนไปกี่คน.....
ประการที่ 3 ก่อนที่เราจะเดินทางไปเมืองลี่เจียงเพียงแค่อาทิตย์เดียวเอง.....ประเทศจีนดันถูกแจ็กพ็อต....
เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเฉินตู...ทำให้มีคนตายไปหลายหมื่นคน.....และเส้นทางที่จะไปเมืองลี่เจียงนั้น-ใช้ถนนหลวงสาย
เชื่อมกับเมืองบริวารของเฉินตู......หากบริษัททัวร์จะขืนไปตามกำหนดการเดิม...โอกาสที่ลูกทัวร์จะต้องเปลี่ยนแผนการ
ท่องเที่ยว แล้วแปลงตัวเป็นปอเต็กตึ้งไปช่วยเขายกศพและกวาดถนนก็มีความเป็นไปได้สูง.....
นี่ยังไม่ได้เล่าให้เซ็งไปอีกเด้งหนึ่ง.....เกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถือโอกาสปั่นหุ้นจากราคาเดิมขายลิตรละ
23 บาทกลายเป็น 35 บาทเอาแบบหน้าด้านๆอีกต่างหาก.....ค่าตั๋วเครื่องบินเลยขึ้นและขึ้นไปตามราคาของน้ำมันเชื้อเพลิง
ด้วยนะครับเพ่...
.
นี่แหละโยม.....
กว่าจะเซ็ทผังการเดินทางของคณะลูกทัวร์ได้ครบทั้ง 150 ราย.....บริษัททัวร์และฝ่ายผู้ใช้บริการก็แทบจะเดิน
เหยียบปากกันวันละ 30 หน....ทั้งเลื่อนวันเดินทาง...ทั้งปรับราคาค่าลูกทัวร์...กลับไปกลับมาอยู่เกือบ
2 เดือน
เชื่อก็ขอบคุณ...ไม่เชื่อก็ขอบใจ
และก็ขอเตือนเอาไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า...หากใครคิดจะซื้อบริการทัวร์ไปเที่ยวเมืองลี่เจียง.....จะต้องทำใจเอาไว้เลย
ว่า...โอกาสที่คุณจะวืด-ไม่ได้ไปทัวร์ตามกำหนดการที่ลางานเอาไว้แล้ว...มีมากกว่า
50-7 0เปอร์เซ็นต์ครับ....
พูดแล้วจะหาว่าคุย 555......เมื่อต้นปีที่ผ่านมา...วิชิตวางแผนเพื่อจะข้ามไปเที่ยวประเทศพม่าทางส่วนเหนือครับ....
ไปซื้อทัวร์มาแล้ว 3 ราย....ราคาค่าทัวร์หัวละสามหมื่นบาท+และ+
หากไปคนเดียวจะต้องเพิ่มเงินอีกเฉลี่ย
5,000บาท...
ป่านนี้ยังม่ะได้ไปเลยอะ.....
สงสัยว่าเขมรจะขอเอาเขาพระวิหารตั้งแต่เขามออีแดงจนถึงจังหวัดสุรินทร์ไปขึ้นเป็นมรดกโลกเสียแล้วก็ไม่รู้.....
เอ๊ะ...เกี่ยวกันป่าวฟะเนี่ย....
แหม....พูดถึงเขาพระวิหารแล้วเนี่ย...วิชิตคันปากเอาจริงๆ ครับ....คืออยากจะบอกผ่านไปยังพวกนักวิชาเกินหลายๆ
ท่านที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิรัฐบาล (หรือรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ)
ว่าไทยเราจะเสียดินแดนอีก
ครั้งหนึ่ง....หรือไทยเราจะเอาเอกราชไปยกให้เขมร...อะไรทำนองนั้น....
ผมว่าคนพวกนี้มีแต่ปากนะครับ.....แถมความคิดยังไม่สร้างสรรค์อีกต่างหากด้วย....หากเกิดไม่ทันอีตอนที่เขมรมัน
ฟ้องร้องคดีความเรื่องการถือครองสิทธิ์ปราสาทเขาพระวิหารกับศาลโลกเมื่อปี
พ.ศ.2505....และศาลโลกตัดสินให้ไทย
แพ้คดีความไปแล้ว.....เพิ่งจะมาคิดได้และคิดเก่งเอาในตอนนี้....สู้นิ่งซะดีกว่า......
หรือไม่งั้นก็กรุณาช่วยนำเสนอเสียด้วยก็ได้ว่า หากเขมรมันซ่ามากนัก
ก็ช่วยกันคิดหาวิธีขจัดพวกแรงงานเขมร
เถื่อนและไม่เถื่อนออกไปจากประเทศไทยเสียให้หมดยังจะประเทืองปัญญาผู้ฟังอย่างวิชิตนี่อีกหลายกิโลขีด....
จะล้างบางเขมรกันยังไงให้ดูสวยหรูในสายตาชาวโลกก็นำเสนอเข้ามา....ไม่ใช่มีปากแล้วเอาแต่ตำหนิคนอื่นน่ะไม่
เก๋นะพระคุณ
กลับมาเรื่องไปเที่ยวหุบเขาหิมะมังกรหยกกับวิชิตต่อดีกั่ว....
กำหนดการแบบคร่าวๆ ของขบวนการเขมรพลัดถิ่นของเรานั้นก็คือว่า
กลุ่มลูกทัวร์ทั้งหมดจะต้องไปรวมตัวกันที่สนาม
บินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 5 โมงเย็นของวันเช็งเม้ง....แล้วเครื่องบินของสายการบิน
western china ก็จะพาเราเหาะเหินเดิน
อากาศไปลงที่เมืองคุนหมิงในเวลาท้องถิ่นประมาณ 21.30น..... (เวลาในเมืองจีนก็ช้ากว่าเวลาในประเทศไทย
เฉลี่ย 1
ชม.นะงับ) พวกเราในกลุ่มจากบริษัทนัดพบบางใหญ่รวมตัวกันได้ทั้งหมด
19 พระหน่อ.....รวมกับลูกทัวร์จากบริษัท
ทัวร์ขายฝากอีก 7-8 ราย....(บอกไปแล้วไง-ว่านี่คือการร่วมมือกันหลายๆ
บริษัททัวร์...สำหรับค่าใช้จ่ายแบบเหมาลำเพื่อ
ไปตกระกำลำบากเอาข้างหน้า...)....เราก็ได้สมาชิกทั้งหมดเกือบ
200 คน....
แล้วการเดินทางก็เริ่มต้น...
ผมจะไม่เล่าให้ฟังนะครับว่าบรรยากาศนอกเครื่องบินเป็นยังไง เพราะพยายามจะงัดประตูเครื่องบินยังๆ
มัน
ก็เปิดไม่ออก..... ไม่มีไรหรอก..... ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไฟเขียวไฟแดงข้างบนนี้มันนับถอยหลังด้านละกี่นาที....
แล้วเขาใช้นางฟ้าหรือเทวดามายืนเป่านกหวีดกี่คน...อะไรทำนองนั้น....
แต่เมื่อประตูมันถูกล็อค ก็จนปัญญาที่จะเอา
รายละเอียดระหว่างทางมารายงานให้คุณผู้อ่านทราบได้เหมือนกัน....เลยงีบหลับไปอีตอนไหนไม่รู้ได้
ตื่นขึ้นมาอีกทีหนึ่งก็เพราะความสะเทือนของเครื่องบินอีตอนจะลง...ไม่รู้อากาศแถวเมืองจีนมันขรุขระเพราะแรง
สะท้อนของแผ่นดินไหวที่เมืองเฉิงตูหรือไงไม่รู้ได้....แถมไอ้ตี๋คนขับเครื่องบินก็สุดซ่า....รู้ก็รู้อยู่แล้วว่าสนามบินอยู่ไม่ไกล
สักเท่าใด...มันยังดันห้อแบบสุดเสียง.....ดิ่งลงหาสนามบินอีกแน่ะ.หากเป็นผมขับเอง...ผมก็ต้องปลดเกียร์ว่างแล้วละ...
แบบเดียวกับที่เราขับรถน่ะ...คือพอเห็นไฟแดงอยู่ข้างหน้าแล้วเราก็จะต้องปลดเกียร์ว่าง....ปล่อยให้แรงเฉื่อยพาตัวรถ
ไปจอดได้อย่างนิ่มนวลที่ตรงเส้นไฟแดงได้พอดี......พอเข้าใจไหมล่ะครับ...
นั่นแหละไอ้กัปตันคนนี้เสือกไม่เข้าใจ....สอบได้ใบขับขี่มายังไงไม่รู้เหมือนกัน...ผมละหงุดหงิดเป็นกำลัง....ไม่คิด
ดีกว่า..ปล่อยให้มันบ้าไปให้สุดฤทธิ์ ....ผิดถูกยังไงเดี๋ยวก็ไปเจอะกันที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน...ฮ่วย
สนามบินเมืองคุนหมิงที่ผมไปเห็นวันนั้น คล้ายๆ กับสนามบิน เมงกาลาบา
ที่เมืองพม่าครับ...คือกึ่งเงียบกึ่งร้างยังไง
พิกลไม่รู้ เพียงแต่ว่ามันไม่มัวซัวและอับชื้นแบบสนามบินพม่า....แต่กลิ่นส้วมที่พม่าเหม็นกว่าที่เมืองคุนหมิงอีกประมาณ
3 ส่วน.....
เราใช้เวลาเช็คเอ้าท์อยู่ประมาณ 45 นาทีก็หลุดออกมารวมตัวกันที่รถบัสขนาดกลางคันหนึ่ง.....และแน่นอนว่า
มันจะเป็นพาหนะคู่บุญของเราไปอีก 5-6 วันข้างหน้า...จนกว่ารายการทัวร์จะจบลง....
วันนี้เราเช็คอินเข้าที่พัก....โดยมีกำหนดการเริ่มต้นขบวนการท่องเที่ยวกันตั้งแต่เวลาตี
5 ของวันรุ่งขึ้น...(ซึ่งเท่ากับ
ตี 4 ของเวลาในประเทศไทย)
เช้าวันรุ่งขึ้น เราจะต้องขนกระเป๋าเอาไปกับรถทัวร์ด้วย เนื่องจากจุดหมายปลายทางของแหล่องท่องเที่ยวจะอยู่ที่เมือง
ลี่เจียง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองคุนหมิงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ
800 กิโลแม้ว....ซึ่งก็เท่ากับว่าเราจะต้องย้ายที่พักทุก
เมืองที่หยุดเที่ยว.....โดยวันสุดท้ายจะเป็นการนั่งรถรูดกลับแบบม้วนเดียวจบ
แบบไม่มีการแวะพักที่ไหนตลอดเส้นทางเลย
ทีเดียว
มัคคุเทศม์ประจำทีมของเราที่ไปจากประเทศไทยชื่อน้องหญิง...(ซึ่งทำงานดีกว่ายายหงส์ปีกหักที่ผมเคยไปทัวร์
กำแพงเมืองจีนมาก่อนหน้านั้น....ยังจำได้ไหมครับ....ผมเคยเอาเรื่องมาเขียนเล่าให้ฟังไปแล้วเมื่อ
3-4 ปีที่ผ่านมา)
ส่วนมัคคุเทศม์ประจำท้องถิ่นเป็นคนจีนกวางตุ้งครับ....เขาเคยมาเรียนภาษาไทยที่จังหวัดขอนแก่น....สามารถพูด
ภาษาไทยได้ดีพอสมควร....มีชื่อในภาคภาษาไทยว่า คุณคมสัน ตัวโตกว่าลูกหมาเล็กน้อย....คือสูงประมาณ
150
ซม....ผมเรียนไอ้ตี๋ตัวนี้ว่านายอ็อด.....เพราะรูปทรงทางกายภาพและชื่อของหมอนี่ดันไปพ้องกับพนักงานคนหนึ่งของบริษัท
นัดพบบางใหญ่....(แต่ไม่ได้ไปทัวร์ในเที่ยวนี้ด้วย)...ทุกคนก็เลยเรียกไอ้ตี๋คนนี้ว่า
อ็อดตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้ายที่
เราพบกันบนแผ่นดินมังกร.....
ฉบับหน้าผมจะพาไปเที่ยวเมืองต้าลี่นะครับ.....เป็นเมืองโบราณที่เราเคยเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ว่า
คนไทยเราอพยพมาจากเมืองหนองแสง.... หรือเมืองต้าหลี่....หรือต้าลี่....เมืองนี้แหละครับ
หนีห่าวนะฮ่อ.......
|