โดย วิชิต บางซ่อน     

               สลามัตปากีครับ มิตรรักนักอ่านที่เคารพ
              เดือนนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวประเทศมาเลเซียโดยรถมอเตอร์ไซค์กันบ้าง….หลังจากขี่
รถไปเที่ยวเมืองเหนือในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้ว

               เส้นทางที่ผมใช้เป็นประจำ ก็จะยึดเอาถนนสายพระราม 2 ตียาวไปโผล่ถนนสายปากท่อ....
แล้วไปกินข้าวเช้าเอาที่จังหวัดเพชรบุรี......ก็บริเวณใกล้ๆตีนเขาวัง....สายในเมืองไงล่ะ เขาจะมีร้าน
อาหารเพชรปิ่นแก้ว ขายของประเภทตลาดกับข้าวสารพัดอย่าง

              จากนั้นก็อัดยาวไปอีก 3- 400 กม. ก็จะไปถึง สี่แยกปฐมพรเอาในเวลาประมาณเที่ยงนิดๆ...
ที่นี่จะมีร้านอาหารอิสลามอยู่ 2- 3 เจ้า ถ้าทริ๊ปไหนไปกันหลายคน ผมก็จะซื้อนมไมโลดื่มซะกล่องนึง
แล้วเดินทางต่อ เพราะไปกันหลายคนนั้นแวะกินข้าวทีหนึ่ง มันจะเสียเวลาไปมากกว่าปกติ แต่ถ้าไป
แบบเดี่ยว ผมมักจะแวะกินข้าวหมกไก่แล้วก็แถมด้วยซุปหางวัวอีกถ้วย......เสียเวลาไปอย่างเก่งก็ 15
นาที....ขี่ต่ออีก 4-5 ชั่วโมงก็จะไปถึงอำเภอหาดใหญ่เอาในเวลาไม่เกิน 6 โมงเย็นพอดีๆ

              แต่สำหรับการเดินทางเป็นขบวน 10 คันขึ้นไป เราควรแวะพักผ่อนนอนฟังเสียงน้ำทะเลกันที่
โรงแรมจันทร์สมธาราจังหวัดชุมพรซะวันหนึ่ง พอวันที่สองก็ค่อยๆ ย่องไปนอนฟังเสียงคลื่นที่หาด
สะมิหราเพื่อเตรียมตัวข้ามแดนกันเป็นครั้งสุดท้าย

              หลังจากพักผ่อนกันที่หาดสมิหราและเตรียมเอกสารกันตามขั้นตอนแล้ว....วันต่อมาก็คือการ
ข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย

              การข้ามแดนก็ไม่ยากอะไรครับ ก็เพียงถ่ายสำเนาเอกสารของพาหนะที่จะขับขี่ไป 1 ใบ แล้ว
ก็เขียนคำร้องขอข้ามแดนจากทางการไทย ซึ่งเขาก็จะทำเอกสารกำกับรถให้เราพกติดตัวไปด้วย จากนั้น
ก็เอาพาสปอร์ตไปแสดงตัวที่ด่านต.ม. ....ขี่รถเลยไปอีก 50 เมตรก็เข้าด่านมาเลเซีย....ยื่นเอกสารและ
เรื่องข้ามแดนเหมือนฝั่งไทยแล้วก็เสร็จขั้นตอน

              คราวนี้ก็จอดรถเอาไว้ตรงร้านขายของปลอดภาษี    ที่นี่เราจะต้องทำประกันภัยสำหรับรถ
มอเตอร์ไซค์จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 250 บาท สำหรับระยะเวลา 1 เดือน เสร็จแล้วก็เดินเข้าไปแลกเงิน
ในร้านปลอดภาษีซึ่งอยู่หลังห้องประกันภัยนั่นแหละ

              ผ่านกรรมวิธีในการแลกเปลี่ยนเงินตราและประกันภัยแล้ว ก็เริ่มเดินทางกันเสียที......ถัดจาก
นี้ไปอีกประมาณครึ่งกม. จะมีด่านทหารตรวจแบบเข้มข้นอยู่แห่งหนึ่ง.....เขาจะตรวจละเอียดแบบรื้อค้น
กันทุกกระเป๋าเลยทีเดียว(โดยเฉพาะกับคนไทย).....

              ผ่านด่านทหารแล้วเราก็ขับรถต่อไปตามเส้นทางนี้เรื่อยๆก็จะเป็นทางด่วนลอยฟ้า รถมอเตอร์ไซค์
ไม่ต้องเสียเงินครับ เราขับรถเลาะไปข้างๆด่าน ที่เขามีรูปแสดงให้เห็นว่าเป็นทางเลี่ยง เลยไปนิดหน่อย
ก็จะเข้ามาเชื่อมกับทางเดียวกับรถยนต์ปกติไป


              คราวนี้เราก็จะใช้ความเร็วยืนพื้นกันอยู่ที่ 120 -130 กม./ชม.ได้อย่างสบายมาก......เมื่อหลาย
ปีก่อนหน้านั้น บนทางด่วนที่ว่านี้ ยังไม่มีปั๊มน้ำมันครับ ผมมักจะเอาถังน้ำมันของเครื่องตัดหญ้ามัดซ้อน
ไปบนถังน้ำมันติดรถแล้วก็ทำก็อกสามตา เชื่อมให้น้ำมันทั้งสองถังทะลุถึงกัน พอถังประจำรถหมดก็อก
1 ผมก็เปิดถังที่มัดซ้อนไป (โดยปิดก็อกของถังน้ำมันจริงซะก่อน เพื่อไม่ให้มันไหลเข้าไปหากัน…ทำให้
คำนวณการเติมครั้งต่อไปไม่ถูก) พอถังน้ำมันพิเศษหมดอีก ผมก็เปลี่ยนเป็นไปเปิดก็อกสำรองของถัง
ติดรถ แล้วรีบมองหาป้ายบอกทาง เพื่อลงจากทางด่วนลงไปเติมน้ำมันข้างล่าง.....

              ….ทำอย่างนี้ เราก็จะได้ระยะทางเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 100 กม.ต่อการเติมน้ำมัน 1 ครั้ง

              ส่วนอาหารการกินนั้น ส่วนมากผมก็จะกินข้าวราดแกงแขกตามร้านริมถนน.....ข้าวแกงแขกนี่
ก็เหมือนข้าวแกงแบบไทยๆ เรานี่แหละครับ คือจะมีอาหารสำเร็จปรุงใส่หม้อเอาไว้ เช่นแกงฉู่ฉี่ปลาทู...
แกงส้ม....ต้มยำ....แล้วก็มีน่องไก่ทอด และไข่ต้มยืนพื้น จะกินอะไรก็ไปชี้กับข้าวในหม้อแกง คนขายเขา
ก็ตักข้าวใส่จานแล้วก็ราดกับข้าวให้เรา.....ราคาจะตกเป็นเงินไทยประมาณ 25 บาท

              แต่ปัจจุบันนี้ เมื่อทางด่วนของมาเลย์เสร็จครบตามเป้าหมาย สมบูรณ์ดีแล้ว ทั้งปั๊มน้ำมันและ
ร้านอาหาร รวมไปถึงที่พักจอดรถนอนจะมีให้เห็นทุกๆ 50 กม.ทั้งขาไปและขากลับเลยทีเดียว ผมเคยขี่
รถกลับมาจากสิงคโปร์บนเส้นทางด่วนสายนี้ตอนตี 1 ยังมาแวะนอนพักเอาแรงบนจุดพักรถเขาเลย....
สบายดีมากครับ ไฟฟ้าสว่างตลอดเส้นทาง 800 กม.นั่นแหละ

              เราผ่านเมืองยงเป็ง แล้วถึงเมืองอิโปห์เอาตอนเที่ยงเศษๆ .....แวะกินข้าวกลางวันกันตาม
ธรรมเนียมกระเพาะ.....จากนั้นก็เดินทางต่อไป พูดแล้วเหมือนโกหก......เมื่อก่อนนั้น (ตอนที่ทางด่วน
ลอยฟ้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราจะมาถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 4 ทุ่มเป็นอย่างน้อย) แต่สำหรับ
คราวนี้ (2547)    เรามาถึงที่พักในเมืองกัวลาลัมเปอร์เอาตอนบ่ายแก่ๆ   ของวันเดียวกันนั้นเอง.....
              มาเลเซียจะมีจุดเด่นอยู่ที่หอคอยคู่ของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ปิโตรนาสของเขานั่นเอง เป็น
ตึกที่สูงที่สุดในโลกมี 2 หอติดต่อกัน เห็นเอกสารที่เขาแจกตอนที่เราไปชมหอกระจายเสียงของรัฐซึ่ง
ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันนั้น มันสูงรองลงมาจากหอหอยนั่น 100 กว่าฟุต)

              หลังจากพักผ่อนหลับนอนกันจนเรี่ยวแรงกลับคืนมาดีแล้ว วันรุ่งขึ้น เราขี่รถไปเที่ยวชมวัง
สุลต่านกันเพื่อย้อนความหลัง....

.              ไปเที่ยวนี้ที่วังสุลต่านมีการนำม้ามายืนยามคู่กับทหารด้วย ซึ่งแต่ก่อนหน้านั้น ผมไม่เห็นมีทหาร
ม้า.....นี่คงเป็นการเพิ่มสีสันของการสร้างภาพเพื่อการท่องเที่ยวของเขานะครับ เพราะดูๆ ไปมันก็เข้าท่า
ดีเหมือนกัน เมืองไทยเราก็เห็นมีการตั้งแถวตรงกระทรวงกลาโหมเป็นกองเกียรติยศและเปลี่ยนเวรกัน
บ้างแล้วเมื่อ 2- 3ปีที่ผ่านมา

              เสร็จจากการเยี่ยมชมวังสุลต่านแห่งรัฐเซลังงอแล้ว (รัฐเซลังงอเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของ
ประเทศเขานั่นเอง) เราก็จะเดินทางไปเที่ยวกันที่เกนติ้งไฮแลนด์ต่อไป

              ปกติแล้ว หากคุณจะไม่มาเที่ยวเมืองกัวลาลัมเปอร์ เราจะสามารถแวะขึ้นไปเที่ยวเกนติ้ง
ไฮแลนด์ได้โดยไม่ต้องเข้าเมืองหลวงครับ ให้ใช้เส้นทางปกติจากด่านสะเดา แล้วก็ขี่รถไปเรื่อยๆ บน
ทางด่วน....ผ่านเมืองยงเป็ง....ผ่านเมืองอิโปห์....แล้วก็ผ่านตำบล"สลิมริเวอร์"......

              นี่แหละครับ ลงจากทางด่วนตรงป้ายสลิมริเวอร์ หรือแปลว่า แม่น้ำผอม...หรือแม่น้ำแคบก็แล้ว
แต่....  เส้นทางนี้จะเป็นถนนสายเดิมที่แต่ก่อนผมขับขี่รถอยู่เป็นประจำ.....  มันจะตัดผ่านทางแยกเข้า
เกนติ้ง... ถ้าคุณเผลอขับรถเลยไป ก็จะถึงป้ายเมือง "ราวัง" เขียนเป็นภาษาปะกิตว่า (RAWANG)
เมืองราวังที่ว่านี่จะมีน้ำตกให้สังเกตอยู่ข้างทาง เหมือนๆกับน้ำตกไทรโยคที่อยู่ริมถนนจังหวัดกาญจน์ฯ
เรานี่แหละ  ถ้าหลุดเลยไปอีกก็จะถึงเมือง "ทาปา" (TAPAH).....ให้เลี้ยวกลับมาใหม่  (คือก่อนจะถึง
เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประมาณ 50 กม.เห็นจะได้)

              เมื่อคิดว่าเดินทางจากชายแดนไทยไปบนทางด่วน จนมาถึงตำบลแม่น้ำผอมนี่ จะมีระยะทาง
ประมา ณ 400 กม....ถ้าเลยไปเข้าเมืองก็จะเป็นระยะทาง 460 กม.เกนติ้งวันนี้ มีกระเช้าแขวนเอาไว้
บริการนักท่องเที่ยวที่มากับรถบัสใหญ่ครับ เพราะว่าบัสใหญ่มันจะขึ้นยอดสูงสุดไม่ไหว ต้องลงเปลี่ยน
เป็นรถปิ๊กอัพ แต่เมื่อมีกระเช้าลอยฟ้าเข้ามาแทนที่ รถปิ๊กอัพก็แปรสภาพเป็นรถสำหรับขนกระเป๋า
สัมภาระแทน ส่วนคนก็ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไป

              เราใช้เวลาบนกระเช้าลอยฟ้า 15 นาที ก็ขึ้นมาถึงยอดเขา ซึ่งจะมีโรงแรมระดับ 3-4-5 ดาว
เอาไว้บริการนักท่องเที่ยว...ทุกโรงแรมจะสร้างล้อมรอบบ่อนกาสิโนเอาไว้โดยตลอด เวลาที่ใครมีเงิน
เหลือและไม่รู้จะเอาไปผลาญที่ไหนให้หมดตัว ก็สามารถเดินมาตามทางเดินร่วมของโรงแรมเพื่อมา
เข้าบ่อนพนันได้.....

              พรรคพวกที่ไปด้วยกันแวะเข้าไปอุดหนุนกันจนสมอยาก แต่ผมไม่สนใจกับเรื่องของการพนัน สู้เดินลงไปชั้นใต้ดิน หาซื้อเบียร์มากินแก้หนาวดีกว่าแค่ 2-3 กระป๋องก็ได้เวลากินข้าวพอดี…… คราวนี้ก็
นอนดูทีวีต่อในห้อง เพราะออกมาข้างนอกก็ไม่มีอะไรให้ดูนอกจากเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วไปทั้ง
ขุนเขา
              พรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับกรุงเทพฯแต่เช้า คิดว่าน่าจะมาถึงด่านจังโหลนในเวลาประมาณบ่าย
แก่ๆ จากนั้นเราจะแวะพักที่หาดใหญ่ ซื้อของบางอย่างมาฝากคนทางบ้าน
              แล้วพบกันใหม่บนเส้นทางใหม่นะครับ