|
ที่จริงแล้ว การนำเอาโคลนมาพอกหน้าหรือพอกตามร่างกายนั้น
เป็นทางออกของมนุษย์เรา...
ที่เลียบแบบจากธรรมชาติของสัตว์มาใช้ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่...แล้วเหมากองเอาอย่าง
ง่ายๆว่าธรรมชาติบำบัด....บางประเทศใช้ทรายกลบตัว...บางประเทศใช้โคลนในการ
พอกตัว..... ในขณะที่นกและช้าง..ใช้ฝุ่นเป็นตัวบำบัดอาการบุกรุกของปาราศิต.....โดย
เป้าหมายก็คือการผ่อนคลาย หรือเพิ่มความสุ
องแต่ละชีวิตให้ดึยิ่งขึ้น...
สวัสดีสี่ทีครึ่งคับ....แฟนานุแฟนของไรดิ้ง-ไทย ด็อทคอม.....
ตอนที่ผ่านมา ผมเล่าให้เพื่อนๆ เห็นภาพของ ออบหลวง ในยุค 4-50
ปีที่ผ่านมาให้ฟังไปแล้วนะครับ.....
คราวนี้ก็จะออกเดินทางต่อ....
อ้อ.....ก่อนที่จะออกเดินทาง.....ผมขออนุญาตบอกความลับแบบวางมัดจำให้สมาชิกทราบไว้ก่อนนะครับ
ว่า....เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมแอบไปเที่ยวเมืองจีนมา 3-4 เมืองครับ....โดยเฉพาะบนภูเขาหิมะมังกรหยกนั่น....
อย่าให้เซดดีกั่ว...มันหนาวถึงกับคนที่ไปด้วยกันฉี่ไม่ออก.....คือฉี่มันเป็นน้ำแข็งไปทั้งกระเพาะน่ะ.....แต่คน
อย่างวิชิตนี่ไม่โง่แบบคนอื่นครับ-ผมใช้ไฟแช็กจุดลนมันดื้อๆ
เลยแหละ.....คราวนี้ก็ฉี่ได้คล่อง......
เอ๊ะ....เวอร์อ๊ะป่าวฟะเนี่ย....ไว้ติดตามอ่านดูละกัน...รับรองมันหยดครับขอให้จบเรื่องที่ผมไปเที่ยว
แม่ฮ่องสอนแบบวนรอบให้จบเสียก่อน....เดี๋ยวได้อ่านแน่....
กลับมาบนเส้นทางสายออบหลวง-แม่ฮ่องสอนกันต่อนะครับ....
หลังจากนั่งถ่าย-ยืนถ่ายและแอ่นถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว....เราก็ออกเดินทางต่อโดยใช้ทางงหลวงสาย
108 ยืนพื้นมาจนถึงอำเภอแม่สะเรียงเอาตอนบ่ายแก่ๆ.....
ที่นี่ผมเคยมาแวะพักกับน้านายห้างคราวที่ใช้รถอาฟริกาทวินและแอบพริเลียร์มาตกน้ำจมโคลนกันอย่างที่
เล่าให้ฟังไปแล้ว....
และก็ที่แม่สะเรียงนี้อีกนั่นแหละ ที่ผมเคยขี่รถฮอนด้าบีทมาพร้อมกับทีมนักเดินทางรุ่นใหญ่ที่ใช้รถโฟร์วีล
(Bjg foot.....ล้อทั้ง 4 ใหญ่ขนาดล้อหลังรถแทร็กเตอร์-แต่ดอกยางไม่หยาบมาก-ตัวของรถที่วางอยู่บนล้อขนาด
ยักษ์นั้นจะสูงระดับหลังคารถเมล์) ของคุณบุญเอก โฆษานันตชัย
(เจ้าของบริษัทน้ำมันเครื่องเอลฟ์-เสียชีวิตไป
แล้ว)....มากันทั้งหมดประมาณ 20 คัน (มอเตอร์ไซค์ 10 คันและบิ๊กฟูต
10คัน).....ปรากฏว่าในระหว่างทางที่ผม
ขับฮอนด้าบีทตีคู่มากับ หมวดโหด.....มือบิดตีนบูดประจำกลุ่ม.....
ไม่รู้น้าหมวดคนที่ว่านี้ไปพลาดท่ายังไงไม่ทราบ....รถที่แกขี่เกิดอาการแฉลบจากเส้นประแบ่งครึ่งถนน.....
แถออกไปชนกับรถมอเตอร์ไซค์วิบาก KDX 250 ของนายสันต์ ซึ่งกำลังขับเอ้อระเหยลอยชายอยู่ทางปีกขวา
ของถนน.....พากันเซถลาออกไปห้อยต่องแต่งอยู่กับเถาวัลย์ขอบเหวอย่างน่าเสียวหวาด.....เล่นเอาขบวนต้อง
หยุดแก้ไขปัญหากันแบบชุลมุนชุลเก....เรียกเสียงหัวเราะพอเป็นน้ำย่อยกันอยู่นานพอสมควร.....
ยังไม่พอ.....
หลังจากเราเดินทางเข้าไปเปิดห้องพักในแม่สะเรียงได้อย่างที่ผมเล่าให้ฟังแล้ว.......คราวนี้กลับมาถึงคิว
ของรถโฟร์วีลของกลุ่มมือหินตีนโหดที่ขับตามกลุ่มมอเตอร์ไซค์จะต้องลงข้างทางบ้างเช่นเดียวกัน....รถคันที่ลงไป
นอนตะแคงอยู่ข้างทางกลายเป็นรถบิ๊กฟุตครับ.....สาเหตุก็เพราะความล้อโตของมันนั่นแหละคือต้นเหตุ.....กล่าว
คือในขณะที่รถคันนำซึ่งเป็นรถแบบวงล้อปกติกำลังโยนซ้ายโยนขวาอยู่บนเส้นทางอย่างเมามันนั้น.......คนขับ
รถบิ๊กฟูตก็เกิดอาการมันมือขึ้นมาบ้าง......เลยจัดการโยกซ้ายป่ายขวาจี้ตามไปอย่างติดๆ.....
ไม่นานนักวงล้อโตซึ่งมีแรงเหวี่ยงหนีศูนย์หนักเป็นพันกิโลกรัมก็ทำพิษ.....มันจัดการสร้างวีรกรรมด้วยการ
พลิกรถที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนคัซซีส์ให้หงายท้องกลับลงมาอยู่ข้างล่าง...แล้วพลิกกลิ้งหล่นลงไปจากไหล่ทาง
อีก 3-4 ตลบจึงหยุดนิ่งอยู่ที่ร่องน้ำที่ไม่ลึกจนเกินไปนัก
เดือดร้อนถึงเพื่อนร่วมทางอีก 2-3 คันต้องใช้ลวดสลิงค์มาลากกลับขึ้นมาตั้งลำกันใหม่.....กว่าจะลากจะดึง
กันมาถึงที่พักก็เกือบจะตีหนึ่งเข้าไปนู่น....คืนนั้นเราเลยแทบจะไม่ได้นอนกัน
เพราะมันระงมไปด้วยเสียงของ
เพื่อนร่วมขบวนการที่ผลัดกันวิจารณ์ในสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นที่ผ่านมา
โหย....หนุกอย่าให้เซดครับ......
เราสรุปกันว่าผมจะพักที่แม่สะเรียงนี่แหละ.....เพราะได้บังกะโลหลังเดิมที่เคยมาพักกับน้านายห้างอย่างที่
ี่เล่าให้ฟังไปแล้ว...แต่น้าจ่าและนายหนุ่มต้องการไปสัมผัสหมอกที่บ้านแม่ลาน้อย....อันเป็นกึ่งกลางระหว่างแม่-
สะเรียงและทุ่งบัวตอง(ทุ่งบัวตองอยู่ที่อำเภอขุนยวมนะครับ....ห่างอำเภอแม่สะเรียงประมาณ
40กม.).....และเขา
ทั้งคู่ต่างเตรียมเอาเต๊นท์มาพร้อมแล้ว....จะขอแยกตัวออกไปนอนนับดาวที่ชานทุ่งบัวตองเลย...(ดอกบัวตองนี้จะ
มีให้เห็นก่อนถึงอำเภอแม่สะเรียงประมาณ 4-50 กม. แล้วละครับ)....ส่วนผมจะตามไปพบกับพวกเขาในวันรุ่งขึ้น
เรื่องการออกไปนอนพักที่กลางทุ่งบัวตองนั่น ผมบอกตรงๆ ว่าเข็ดครับ....และมันก็ไม่ได้ให้บรรยากาอะไร
ที่ดีขนาดหนักจนน่าจะไปนอนพักแต่อย่างใดทั้งสิ้น....เพราะไหนจะเสียงสรวลเสเฮฮาของคนที่เข้ามาพักแรมกัน
อย่างไร้ระเบียบ-และไหนจะความอัตคัดขัดสนเรื่องห้องน้ำ-ห้องส้วม...และอาหารการกิน....มันขาดแคลนไปหมด
ครับ...แถมนอนก็ไม่ค่อยหลับเพราะความเจ็บหลัง....บวกกับเสียงหนวกหูของดนตรีคนพิการที่ยกวงเข้าไปเล่นกัน
แบบไม่เกรงใจผู้พักแรมคนอื่นจนเกือบรุ่งเช้า.....มันจะโหดแค่ไหน
คุณผู้อ่านลองประเมินเอาเอง......
ที่บอกว่ามีนักดนตรีพิการยกวงเข้าไปเล่นกันในดงทุ่งบัวตองนั้น
ผมเชื่อว่าทุกคนพิการหมดครับ ....คือน่าจะ
พิการหูหนวกมากกว่าอย่างอื่น เพราะพี่แกไม่ได้ยินเสียงอื่นใดทั้งสิ้น...นอกจากเสียงของต้นเสียงที่โคตรจะเพราะอยู่
คนเดียวนั่นเองเป็นประเด็นที่ผมตีความไปเช่นนั้น
เพราะงั้นผมยอมเสียเงิน 350 บาท ซื้อความสบายหูอยู่ในเมือง....แถมมีที่นอนและน้ำอุ่นๆให้อาบและหลับ
แบบสบายใจจะดีกว่า....จริงไหมครับ...ส่วนคู่หูคู่ฮาทั้ง 2 +
1สาวจะไปแวะนอนตรงไหน ผมว่าพวกเขามีคำตอบอยู่
ในใจแล้วละ
ว่าแล้วเราก็แยกย้ายกันตรงนั้น.....พรุ่งนี้เรานัดเจอะกันที่ร้านข้าวมันไก่สามแยกปั้มน้ำมันที่เป็นขาประจำกัน
อยู่......
พูดถึงร้านข้าวมันไก่เจ้านี้ ผมจำได้ว่าเคยมากินของแกไม่น้อยกว่า10ปีขึ้นไปแฮะ....ผมชอบซดน้ำแกงจืด
น่ะ..มันคล่องคอดีจริงๆและเจ้าของร้านก็จะตักมาเสริมให้แบบไม่อั้นเสียด้วย.....และไก่ของแกน่าจะเป็นไก่ตอน
ครับ คือมันไม่เหนียวแบบไก่ชกมวย...และก็ไม่ยุ่ยแบบไก่ซีพี....ซึ่งเดี๋ยวนี้เราแทบจะหาไก่ตอนจริงๆกินไม่ได้
แล้ว......จะมีีอีกแห่งหนึ่งก็ที่เบตงนั่นแหละ...ผมเคยไปกินมาเมื่อหลายปีแล้วละ......ก็คราวที่เอารถฮอนด้าบีทขับ
ไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์กับน้าหมวดโหด(คนที่ขี่รถจะตกเหวที่ผมเล่าให้ฟังนั่นแหละ)
เช้าวันรุ่นขึ้นก็เป็นไปตามกำหนดการที่เราได้นัดกันเอาไว้แล้ว....ก็ต่างคนต่างได้รับความพอใจกันไป
คนละแบบหยั่งที่ผมได้บอกไปแล้ว
จากสามแยกทางออกอำเภอแม่สะเรียง เราเติมน้ำมันกันตรงปากทางแล้วเริ่มวอร์มเครื่องยนต์ไปตาม
เส้นทางสู่แม่ฮ่องสอน....และก่อนที่จะถึงปากทางเข้าแม่ฮ่องสอนไม่ไกลนัก
เราก็เห็นป้ายชี้ทางแยกออกซ้าย....ไป
บ้านเสือเฒ่า....เชิญชวนให้เราแวะเข้าไปเที่ยวหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวซึ่งมีระยะทางประมาณ
15 กม.เศษๆ...นับ
ว่าสะดวกขึ้นมากเลยทีเดียว
ก่อนหน้านั้นการจะไปเที่ยวบ้านกระเหรี่ยงคอยาวที่กล่าวนี้ นักท่องเที่ยวจะต้องไปเหมาเรือหางยาวเพื่อ
ที่จะไปหมู่บ้าน น้ำเพียงดินสถานเดียวครับ ถึงจะได้เห็นมนุษย์เผ่าพันธุ์ประหลาดที่ว่านี้....โดยเรือหางยาวจะใช้เวลา
วิ่งประมาณ 20 นาทีเศษๆ ก็ถึง
คนขับเรือหางยาวเล่าให้ผมฟังว่า ชนชาวกระเหรี่ยงคอยาวจะเริ่มใส่ห่วงทองเหลืองที่น่อง....เป็นจุดเริ่ม
ต้นความสวยเมื่ออายุได้5ขวบ...และจะใส่ห่วงที่คอเมื่ออายุได้6ขวบ.....โดยจะเพิ่มน้ำหนักไปทีละกิโลทุกๆ
3 ปีนะ
ครับ....เท็จหรือจริงยังไงก็ลองไปสอบถามอีตาคนขับเรือหางยาวที่ว่านั่นเอาเองวิชิตไม่เกี่ยว
หากจะให้วิชิตเกี่ยว...ผมก็จะเดาเอาว่าเขาคงจะมีข้อยุติในการใส่ห่วงที่คออยู่เหมือนกัน...เช่นพออายุ
30 ปี
ก็คงจะไม่เพิ่มน้ำหนักอีกแล้ว....หากไม่มีข้อกำหนดเวลาเอาไว้
ผมว่าคนพวกนี้คงจะคอหักตายเอาตั้งแต่อายุประมาณ
40 ปี เพราะน้ำหนักของห่วงน่าจะเฉียดๆ 20 กิโลเข้าไปแล้วมั้ง.....ลองนึกดูเอาก็ได้ว่าอีตอนที่เขาก้มลงจะตักน้ำใน
ตุ่มขึ้นมาล้างเท้านั่น....ดีไม่ดีหัวได้ทิ่มลงไปในตุ่มตายเข้าสักวันหนึ่ง....หรือไม่ก็กำลังขึ้นบันไดแล้วดันหงายท้องลงมา
คอหักตายเพราะน้ำหนักถ่วงของห่วงก็เป็นได้อีกหลายกรณี....ส่วนที่เราเรียกเขาว่ากระเหรี่ยงคอยาวนั่น
ก็เป็นสาเหตุ
มาจากน้ำหนักของกำไลคอมันไปกดกระดูกไหปลาร้าของเขาให้ลู่ลง....มันเลยมองเหมือนคอของพวกเขายาวขึ้นนั่น
เอง....แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ยาวขึ้นครับ....เพียงแต่ไหล่ของเขาลู่ลงไปอย่างที่บอก
ห่วย.....คิดแล้วปวดหัวแทนครับ....
ในหมู่บ้านกระเหรี่ยงบ้านเสือโฮกหรือเสือเฒ่าอะไรนี่....มองดูโอ่อ่าดีเหมือนกันแฮะ....
ที่ผมบอกว่าโอ่อ่านั่นก็คงเป็นเพราะแต่ละบ้านจะมีโรงช้างเป็นของตนเองไงครับ...ประมาณว่าคล้ายโรงเก็บ
รถยนต์ของคนในกรุงเทพนี่แหละ....ส่วนบ้านของคนที่เป็นเจ้าของช้างนั่น....ดันมีขนาดเท่ารูหนู....เพราะงบประมาณ
ส่วนใหญ่เอาไปลงทุนทำโรงช้างเสียหมดแล้ว....เป็นงั้นไป....ไงมันกลับกันอย่างนี้ฟะ
เราแวะถ่ายรูปและซื้อน้ำดื่มคนละขวดก็อำลาออกมายังตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามเป้าหมายของเราต่อไป
ปกติแล้วในช่วงที่ผมขับรถเที่ยวอยู่กับน้านายห้างเมื่อ 4-5 ปีก่อนนั้น
ผมมักจะมานอนค้างที่ตัวจังหวัดกัน
เป็นประจำ....แต่ปัจจุบันนี้การนอนค้างที่ตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนชักไม่ค่อยสนุกเสียแล้วแฮะ.....ทั้งนี้และทั้งนั้นผมว่า
ผังเมืองเขาเริ่มเสียไปแล้วครับ....คือเสียเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมนั่นมากกว่าอื่นใด
เคยเล่าให้คุณผู้อ่านซาบไปแล้วว่า ผมเคยขับรถมาเที่ยวเมืองเหนือนี่เมื่อ
14....เอ๊ะ..หรือ 40 ปีกันแน่...จำ
ไม่ได้แล้วครับ...เอาเป็นว่าเกินกว่า 10 ปีไปแล้วเป็นใช้ได้
มาในครั้งแรกๆ นั้นแม่ฮ่องสอนมีเพียง 4 อำเภอเท่านั้นคือ อ.เมือง-อ.แม่สะเรียง-อ.ขุนยวม
และ อ.ปาย....
(ปัจจุบันแม่ฮ่องสอนขยายตัวเมืองออกมาเป็น 7 อำเภอแล้วนะครับคือ...อ.
แม่ลาน้อย อ.สบเมย.และอ.ปางมะผ้า)...
ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมีถนนอยู่สายเดียว-อาคารบ้านเรือนล้วนสร้างด้วยไม้สัก...ตามประตูหน้าต่างตีไม้ประดับและลาย
ก้างปลาแบบเรือนปั้นหยา.......คลุมหลังคาด้วยใบตองตึง-ห้องแถว-อาคารพานิช-อยู่ริมถนนสายหลักเป็นเรือนแถว
ชั้นเดียว...ยังไม่มีแยกเป็นซอยย่อยเหมือนเดี๋ยวนี้...และตรงหน้าที่ทำการเทศบาลนั่นผมยังจำได้ติดตาก็คือ
รถดับ
เพลิงแบบสามล้อ...เป็นสามล้อเครื่องขนาดยักษ์ยี่ห้อมาสด้า...
รถ 3 ล้อแบบที่ว่านี้ ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านจะเคยเห็นมาบ้างหรือไม่นะครับ....ลักษณะมันก็เหมือนรถตุ๊กๆ
ในปัจจุบันนี้แหละ เพียงแต่ว่าขนาดของกระบะมันเท่ากับรถปิ๊กอัพ......ใช้เครื่องยนต์แบบ
4 จังหวะสูบเดี่ยว...ขนาด
500 ถึง 750 ซี.ซี.ผมถึงเรียกมันว่ารถสามล้อยักษ์ไงล่ะ.....มี
2-3 ยี่ห้อที่ส่งมาขายในเมืองไทยเรา ผมจำได้แค่ 2
ยี่ห้อคือไดฮัทสุ และ มาสด้า
เล่าให้ฟังไปแล้วนะครับว่า ช่วงนี้ผมไม่อยากพักที่แม่ฮ่องสอน....เพราะฉะนั้นเราจะขับรถขึ้นไปดูวิวบนวัดพระ
ธาตุดอยกองมู.....แล้วลงไปชมวัดนางพญา....กลับออกไปที่วัดจองกลางและอาณาบริเวณรอบๆ
เมืองสัก 1 รอบ
จากนั้นจะเลยไปถ้ำปลา
ถ้ำปลานี่ก็ห่างจากแม่ฮ่องสอนไปทางเหนือประมาณสัก 20 กม.เห็นจะได้นะครับ.....ใครไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนก็
็มักจะแวะเข้าไปให้อาหารปลาหรือนั่งพักผ่อนในสวนป่าเป็นของกำนัลให้กับสมองอีกหน่อยหนึ่ง
แต่สำหรับผมแล้ว ไม่ค่อยสนใจกับถ้ำปลานี่สักเท่าไหร่ เพราะดูไปมันก็เท่านั้นแหละ...ก็เห็นอยู่ว่ามันคือปลา
พลวงที่ว่ายไปว่ายมาอยู่ภายในถ้ำใต้น้ำ.....นอกจากนั้นก็ไม่เห็นมีอะไรให้ดูไปมากกว่าสวนป่าขนาดย่อมๆ....ซึ่งหาก
ทางอบต.ในท้องถิ่นช่วยกันเอาไม้ดอกเมืองหนาวมาปลูกแซมพอให้มีสีเหลืองสีแดงเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยแล้ว....สถานที่
ี่ท่องเที่ยวในเมืองไทยเราจะน่าเที่ยวขึ้นอีกเยอะเลย
ที่เขียนไปอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยเราไม่น่าเที่ยวนะครับ....ผมเพียงแต่ให้ความเห็นเพิ่มลงไปว่า
การจะส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวให้ผู้คนไหลหลงและแห่กันมาชมนั้นมันจะต้องมีการต่อ-เติม-เสริม-แต่งกันบ้าง...ไม่ใช่
ปล่อยให้เทวดาดูแลแทน.....ก็ไหนว่าส่งไปดูงานและทัศนะศึกษาตามต่างประเทศกันปีละหลายสิบหลายร้อยล้านบาท
นั่น...ไม่เห็นไปจดจำอะไรมาพัฒนาบ้านเมืองเลยล่ะ
ฮ่วย....
สรุปแล้วเราก็แวะเดินวนเวียนถ่ายรูปวิวอยู่ภายในบริเวณส่วนป่าด้านนอกประมาณ
15 นาทีก็ออกเดินทางต่อ....
ซึ่งใจจริงแล้วผมอยากแวะที่ศูนย์วัฒนธรรมไทยใหญ่มากกว่า เพราะที่ศูนย์แห่งนี้มีบรรยากาศแบบแม่ฮ่องสอนในระยะ
แรกๆ เอาอย่างค่อนข้างมาก
ประมาณว่าใครอยากจะนึกถึงบรรยากาศของบ้านเมืองแบบเก่าก็ให้เข้ามาเที่ยวที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้แหละ
เนื่องจากเราจะได้เห็นบ้านหลังคามุงด้วยใบตองตึงเสริมด้วยบรรยากาศแบบไทยใหญ่ที่ผู้ชายนุ่งกางเกงคล้ายคนจีน
โบราณและใส่เสื้อป้ายข้าง.....
คุณผู้อ่านเคยเห็นเสื้อป้ายข้าไหมครับ?......หากรู้แล้วผมก็จะขออธิบายเสียเลยว่าให้ไปดูหนังจีนในยุค
กลาง...ประมาณว่าเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้น่ะ.....นักแสดงชายและหญิงเขาจะแต่งต้วด้วยการใส่เสื้อแบบที่ว่านั้น.....คือหากเรา
ใส่เสื้อในแบบปัจจุบัน...เราก็จะติดกระดุมตามแนวกลางอกลงไปจนถึงชายเสื้อ.....แต่หากเป็นเสื้อป้ายข้าง.....ลักษณะ
ของอกเสื้อมันจะปิดทับอกส่วนกลางมาทางข้างสะเอวนั่นแหละครับ.....เป็นแนวเฉียงลงมาจากเกือบถึงหัวไหล่...ไล่
กันลงมาโดยรังดุมเสื้อจะกลัดด้วยไม้โตประมาณนิ้วก้อยเหลาปลายสองด้านให้มนลงเล็กน้อย
ผมไปเห็นชาวไทยใหญ่แต่งตัวแบบนี้เมื่อไปครั้งแรกก็ออกจะงงๆ อยู่เหมือนว่าทำไมเมืองนี้ถึงได้มีแต่คนจีน
มากนักฟะ
ศูนย์วัฒนาธรรมไทยใหญ่ที่ว่านี้อยู่แถวๆ ชานเมืองแม่ฮ่องสอนนะครับ....จะเห็นป้ายบอกเส้นทางอย่างชัดเจน
เมื่อขับรถออกจาตัวเมืองแม่ฮ่องสอน
แต่ในเมื่อ 2 หนุ่ม1สาวแสดงเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่าเขาจะเอาหน้าไปแช่โคลนที่ภูโคลน....วิชิตก็ต้องเอา
กับเขาด้วยเหมือนกันเพ่....
คราวหน้า...ไปดูเมืองฝางกับผมนะครับ....ไปไหว้เจ้าแม่สามผิวกับวิชิต
สามช่า 555
|