|
เคยเล่าให้คุณผู้อ่านทราบไปแล้วว่า ผมเคยขี่รถมาที่อำเภอเถิน...หาเช่าที่พักได้ในราคามิตรภาพ..
คือ80บาท...แล้วดันทำน้ำมันเครื่องหก (ปากถุงหลุดเพราะความลื่นจากตัวมันเอง)....คราวนี้เลย
เดือดร้อนถึงคนทำความสะอาด...ผมฝากเงินไว้ให้เป็นค่าชำระล้างทำความสะอาดถึง
10 บาท
(โอโฮ...สปอร์ตซะไม่มี)....ว่ากันวุ่นไปหมด...
สวัสดีตรีมูรติครับ...เพื่อนๆ
ที่รักของวิชิต
กลับมาลุยกันแบบเจาะลึกกับผมอีกครั้งบนเส้นทางสายเถิน-ลี้และลำพูน....ก่อนที่จะเบี่ยงออกไปใช้เส้นทางสาย
จอมทองและออบหลวงกันต่อไป.....
ช่วงนี้พรรคพวกที่ล่วงหน้าไปก่อนนั้นส่งข่าวมาบอกว่า
หาที่พักได้แล้ว....เป็นโรงแรมม่านรูดในตัวเมืองลำพูน....
ซึ่งผม (และใครๆ ที่ขับรถมอเตอร์ไซค์เที่ยวอย่างตัวผมนี้ )ไม่รังเกียจครับ
เพราะเราสามารถจอดรถเอาไว้ตรงหน้าห้อง
พักของเราได้แบบใกล้ชิด (ก็คราวที่ผมพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวงานช้างสุรินทร์ไงเพ่)
ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการ
ตรวจเช็ครถและอุปกรณ์เดินดงหลงป่าที่เรามัดติดท้ายรถไปได้-เผลอๆ
ก็เอายาชาตราเสือ11ตัวมานั่นซดแก้คอแห้ง
ไปด้วยเช็ครถไปด้วย...ได้บรรยากาศดีพิลึก
สำหรับทางแยกเข้าอำเภอเถินเพื่อตัดไปออกอำเภอลี้นั้น....มันมีทางแยกเข้าอยู่
4-5 เส้นทางครับ....ประมาณว่า
ถนนสายเอเชียที่ขึ้นไปเชียงใหม่นั้น มันวนอ้อมไปรอบเมืองแบบบายพาส.....ทางที่จะตัดเข้าสู่ตัวเมืองได้สั้นที่สุดคือปาก
ทางเข้าตำบลล้อมแรด.....ถนนก็จะเบนเข้าทางส่วนใต้ของอำเภอเลยทีเดียว....แต่หากใครไม่คุ้นกับเส้นทางก็จะไปเข้า
ตรงปากทางแยกอำเภอวังชิ้น (แพร่-อุตรดิตถ์-เลี้ยวขวา)....ซึ่งอยู่เลยขึ้นไปอีกประมาณ
2-3 กม.
แต่ก็อย่างที่บอกแล้วไงว่า
ผมเคยไปหกคะเมนตีลังกาและน้ำมันเครื่องหกใส่โรงแรมเขามาเมื่อ
14 ปีที่แล้ว....ทำ
ให้รู้เส้นทางแบบทะลุปรุโปร่งพอสมควร....ก็เลยทำให้ผมยอมโง่เข้าเมืองทางถนนสายล้อมแรด....จบ
ถนนจากอำเภอเถินไปลี้นั้นมีระยะทางประมาณ
40 กม เศษ...เป็นทางหลวงหมายเลข 106 ผมใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง
ก็ออกมาทำหน้าแหลมอยู่แถวๆอำเภอลี้ด้วยความบริดวก....ตรงนี้ผมขอประชาสัมพันธ์ไปยังผองเพื่อนที่ชอบขับรถไปตาม
เส้นทางแบบฮาร์ดคอร์กึ่งดิบกึ่งสุกอย่างผมซะหน่อยนะครับ....คือตอนนี้เส้นทางสายเถิน-ลี้ดีกว่าเดิมเยอะแล้วนะเพ่.....
โดยทางการเขาขยายไหล่ทางออกไปอีก1ช่องจราจร-เลยทำให้ตอนแซงรถใหญ่ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อนหน้านั้นอีก
เยอะเลย...
ใช้เวลาอีกไม่นาน
ผมก็หลุดออกมาจากไหล่เขาแล้วตามไปสมทบกับพรรคพวกตามที่บอกไว้อย่างไม่ยากเย็น
อะไรนัก
จังหวัดลำพูนที่ผมขับมาทะลุออกทางอำเภอลี้นั้นที่จริงก็ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่แค่
30 กม.เศษเท่านั้นเอง.....
ผมว่าน่าเป็นเมืองพี่เมืองน้องของเวียงกุมกามในอดีตก็เป็นได้เหมือนกัน
เพราะในช่วงที่พระยาเม็งรายมาสร้างเมือง
เวียงกุมกามนั้น....ก็เป็นยุคเดียวสมัยเดียวกับเมืองลำพูนนั่นเอง....แต่เมืองเวียงกุมกามไปอยู่ในทำเลไม่เหมาะอันเป็น
ที่ลุ่ม....น้ำท่วมตลอด 3 เดือนในเวลาน้ำเหนือหลาก เลยทำให้เมืองนี้ร้างไปในที่สุด.....(เวียงกุมกามนั้นอยู่ห่างจากเมือง
ลำพูนประมาณ 20 กม.นะครับ....อยู่ใกล้ๆ ทางไปอำเภอฮอด)
จังหวัดลำพูนนั้น
ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้อย่างสั้นๆ
ว่า.....เมืองนี้
เดิมมีชื่อว่า "นครหริภุญไชย" สร้างเมื่อ พ.ศ.1200
โดยฤาษีวาสุเทพได้เกณฑ์พวก เมงคบุตร ผู้มีชื้อสายมอญมาสร้าง
ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำปิงและแม่น้ำ กวง
เมื่อสร้างเสร็จได้เชิญพระธิดาพระมหากษัตริย์แห่งกรุงละโว้พระนามว่า
"จามเทวี" มาปกครองเมือง มีกษัตริย์ครอง
เมืองสืบต่อมาหลายราชวงศ์ จนมาถึงสมัยกรุงธนบุรี เจ้ากาวิละได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้ากรุงธนบุรี
ทำการขับไล่พม่า
จนสำเร็จได้ไปครองเมืองเชียงใหม่ และให้เจ้าคำฝั้นน้องชายครองเมืองลำพูน
ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ลำพูนมีฐานะเป็นเมืองขึ้น มีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อกันมาจนถึงพลตรีเจ้าจักรคำขจร
ศักดิ์เป็นเจ้าผู้ครองนคร และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี
พ.ศ. 2475 จึงได้ยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครมา
ตั้งแต่บัดนั้น นี่คือประวัติศาสตร์แบบสั้นๆ ที่คนสมัยเก่าบันทึกเอาไว้
จังหวัดลำพูนนี่....ผมเคยขับรถตัดออกมาจากทุ่งบัวตองกับเพื่อนคู่หูด้วยความซ่า........ประเภทที่ว่า-มีเส้นทางใหม่
อันไหนที่ใครยังไปไม่ได้หรือไม่ได้ไป...ผมก็จะแส่หาเรื่องขี่รถมันลุยดะเข้าไปตามมาตรฐานไอเอสโอ9002.....พร้อมกับ
ความฟกช้ำดำเขียวไปทั่วร่างกาย....เพื่อให้เหลือร่องรอยกลับมาเลียแผลที่บ้านในภายหลัง
ไม่ให้ดำไม่ให้เขียวได้ไงครับในเมื่อเอารถยักษ์ขนาด
750 ซี.ซี.แบบนั้นลุยเข้าไปในร่องน้ำตามภูเขาน่ะ-แถมบาง
ช่วงยังมีรถตีนตะขาบ กำลังถากถางบุกเบิกทางอยู่จนฝุ่นฟุ้งไปหมด....บางครั้งรถมันถลาหลุดลงไปในร่องน้ำตีนภูเขาจน
หัวทิ่มตกลงมานอนจุกอยู่หลายครั้ง ต้องสลับกับคู่หูลงมาลากรถขึ้นจากหล่มกันแบบทุลักทุเล
เหตุการณ์มันเริ่มทรมานบันเทิงตั้งแต
่11 โมงเช้า...โดยไม่มีอาหารตกถึงท้องจนเกือบ 4 โมงเย็น.....น้านายห้างที่เข้า
ไปจมปลักจมโคลนคราวนั้นถึงกับลมออกหูและหมูเป็นลม......กว่าจะหลุดออกมาถึงอำเภอจอมทองและหาเบียร์รองท้อง
ได้...นู่นแหละครับเกือบ 6 โมงเย็น....
งานนั้นก็เลยต้องแวะพักที่จังหวัดลำพูนดังว่า
เย็นนั้น.....
หลังจากเอารถเข้าจอดเรียบร้อยแล้ว....น้าจ่าและนายหนุ่มก็เดินข้ามถนนไปซื้อยาชาตราลีโอมาเสริมกับแกล้ม
ส่วนผมเองนั้นไม่ชอบยาจืดแบบที่ว่า เลยงัดเอาโหง่ว เก พ๊วย ที่นางสงกรานต์เสวยไปในตอนที่ผมรายงานการพยากรณ์
ของฉบับที่แล้ว.......เข้ามาเสริมบารมีตัวเองพอเป็นสังเขป พร้อมกับตรวจเช็ครถกันไปด้วย
ปรากฏว่ารถของผมโซ่
หย่อนไปเล็กน้อย แต่ของน้าจ่าและนายหนุ่มออกอาการโซ่ยาน...ประมาณว่าคงจะอัดเล่นกันจนสุดกำลังรถน่ะ..ส่วนรถคัน
ของผมต้องแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เลยไม่มีปัญหา
พูดถึงรถที่ผมเอาไปเที่ยวกันในทริ๊ปนี้แล้วถือว่าสมน้ำสมเนื้อกันครับ
เพราะเรดเดอร์ 150 ที่นายหนุ่มและน้าจ่าขี่
ไปนั่นก็ผ่านการโมไปแล้วอย่างเต็มที่ ส่วนคันของผมคุณผู้อ่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า
รถคันนี้ถูกขยายความจุกระบอกสูบ
ไปแล้วในช่วงขวบปีที่ผ่านมา....
เช้าวันรุ่งขึ้น
เรารวมกลุ่มกันไปซดต้มเลือดหมูข้างตลาดเช้า จากนั้นเราใช้ทางหลวงหมายเลข108ไปออกบ้าน
โฮ่งแล้วรูดไปสามแยกจอมทอง.....แวะเติมน้ำมันปั้มเดิมที่ผมเคยมาพักหลบฝนเมื่อคราวที่ขี่รถอาฟริกาทวินมากับน้า
นายห้างเมื่อ 4-5 ปีก่อนหน้านั้น....
ปั้มน้ำมันหรือร้านรวงอะไรแถวนี้ส่วนมากจะใช้คนพม่าหรือชนกลุ่มน้อยที่ลงมาขายแรงงานรับจ้างเกือบจะทั้งหมดครับ....
มีอยู่คราวหนึ่งที่ผมขำจนเกือบตกรถ.....ก็คราวที่มาแวะพักหลบฝนที่บอกไปแล้วนั่นแหละ....คราวนั้นน่าจะเป็นฝนหลงฤดู
เพราะช่วงที่เราเดินทางไปทุ่งบัวตองนั้นอยู่ในประมาณปลายปีเป็นอย่างช้า....แต่ฝนดันมาตกเอาตอนหน้าหนาว....เราทนขับ
ฝ่าฝนกันไปได้พักหนึ่งก็ยอมแพ้....
สาเหตุก็เพราะในช่วงหน้าหนาวนั้น
หากใครเคยขับรถฝ่าลมหนาวก็จะรู้ดีว่า ทุกช่วงจังหวะของการหายใจ
มันจะมี
ฝ้าจากลมหายใจไปฉาบอยู่บนหน้ากากของหมวกกันน็อคจนมองแทบไม่เห็นทาง....ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาที่เราต้องยอมรับ
สภาพ....แต่ที่เรารับสภาพไม่ไหวก็เพราะมันมีฝนตกลงมาเพิ่มความพร่ามัวให้กับทัศนะวิสัยรอบข้างให้มีอันตรายมากยิ่ง
ขึ้น.....เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีสำหรับสภาพอากาศแบบนี้ก็คือหยุดพักคนและพักรถจะดีกว่า
สถานที่เราเอารถเข้าไปหลบฝนก็คือปั้มน้ำมันปตท.ใกล้ๆ
สามแยกจอมทองที่ผมกำลังย้อนอดีตให้ฟังนี่เอง....
เราหยุดรถอยู่ประมาณ
15 นาทีฝนก็ซาลง......ผมเลยถือโอกาสอุดหนุนปั้มน้ำมันแห่งนี้เสียเลย-ค่าที่เราเข้ามาหลบฝน
นี่แหละ.....
ผมเห็นเด็กปั้มที่นี่หน้าตามันแปลกๆพิกลก็เลยถามไปว่าบ้านเอ็งอยู่แถวไหนฟะ....ไอ้เด็กปั้มคนที่กล่าวยืนมองหน้า
ผมแบบคนไร้อารมณ์ใดๆทั้งสิ้น....ประมาณว่ามันจะให้ผมบอกว่าจะเติมน้ำมันกี่บาทมากกว่าจะไปซักถามเรื่องอื่นๆ
ของ
มัน....มันขี้เกียจตอบหรือไงก็หาทราบไม่
ผมเห็นมันยืนจดจ้องทำท่าจะเติมน้ำมันอยู่แบบไม่ขยับเขยื้อนอย่างนั้นเลยบอกมันไปแบบไม่คิดอะไรมากว่า....
50 บาท เต็มถัง....
ไอ้เด็กปั้มคนนั้นมันหันมามองหน้าผมแบบไม่เชื่อหูและสายตาของมันเองว่าผมบอกไปได้ไงว่าจะเติม
50 บาทเต็มถัง
น่ะ....ว่าแล้วมันก็ดึงเอาหัวจ่ายออกไปจากปากถังแล้วเอาไปเก็บเฉยเลยว่ะ.......ผมก็งงในพฤติกรรมของมัน.....ส่วนน้านาย
ห้างที่ไปด้วยนั่นก็บอกซ้ำไปว่า.... เอ้าทำไมไม่เติมให้เขาล่ะ.....
คราวนี้ก็ได้เรื่องซีครับ....ไอ้เด็กปั้มคนที่ว่านั่นทำหน้าเครียดและอธิบายด้วยสำเนียงของชาวเขาให้ผมขำจนปวดท้อง
แบบเอาจริงเอาจังว่า
โอ๋ย....จะเตอแค่ห้าซิบ่ะ...เล้ะห้ะ
เตถานี่....เตอม่ะด้ะแน่....ข่าทูน...ม่ะเตอให้หร็อะ....
ผมจับใจความได้ดังนี้ครับ...
..โอ๋ย จะเติมแค่ 50บาท แล้วเอาให้เต็มถังนี้เติมไม่ได้แน่...ขาดทุน
ไม่เติมให้หรอก...
พอมันพูดจบและเอาหัวจ่ายไปเก็บอย่างที่ว่า
มีหรือครับที่ผมและน้านายห้างจะไม่ขำกันจนแทบตกรถ....คือขำใน
ความเซ่อของมันนั่นอย่างหนึ่ง...และขำในสำเนียงการพูดของมันอีกอย่างหนึ่ง.....โดยเฉพาะกับรถอาฟริกาทวินที่ผม
ขับไปมีความจุของถังน้ำมัน 28 ลิตร.....ต่อให้น้ำมันลิตรละ 5
บาท.....มันก็ซัดเข้าไปร้อยกว่าบาทอยู่ดี.....
แล้วมันดันทึกทักเอาแบบจริงๆอย่างนั้นได้ยังไงผมก็นึกไม่ออก...แล้วจะไม่ให้ขำได้ยังไงล่ะครับ
เราแวะเติมน้ำมันปั้มจี้เส้นนี้ไปคนละ
100 บาทเศษ....แล้วเดินทางต่อ...ไปทางสายฮอดและกะจะไปกินอาหารกลางวัน
กันแถวๆออบหลวงวันนี้เราน่าจะไปถึงทุ่งบัวตองไม่เกินบ่าย 3 โมงอย่างแน่นอนจากสามแยกจอมทองนั้น-หากเราเลี้ยวขวาที่นี่-เส้นทางจะพาเราไปผ่านน้ำตกแม่กลางหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง-ผมลืมชื่อไปแล้ว.....เลยไปอีกไม่ไกลนักจะเป็นสามแยกขึ้นดอย
อินทนนท์.....เราต้องเสียเงินที่ด่านปากทางเข้า
แต่ถ้าหากเราจะไปออบหลวง....ก็ต้องตรงต่อไป(เป็นเส้นทางอ้อมกว่าขึ้นไปทางดอยอินทนนท์แล้วตัดลงที่บ้านปางอุ๋ง-
ทะลุออกทุ่งบัวตองแบบเฉียดเลยทีเดียว)......เส้นทางเริ่มคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาแต่ไม่ค่อยมีรถวิ่งสวนทางออกมามากนัก....
อีกชั่วโมงต่อมาเราก็ไปถึงอุทยานแห่งชาติออบหลวง
ออบหลวงนั้น-ตามกายภาพ
(โอ้โฮ...ศัพท์สูงนะครับเนี่ย) ธรรมชาติของมันแล้ว คือกำแพงธรรมชาติที่เกิดจากการมา
บรรจบของภูเขา 2 ลูกต่อกัน....โดยมีสายธารขนาดใหญ่ (จะเรียกว่าลำธารมันก็เล็กไปหน่อยนะครับ...จะเรียกว่าแม่น้ำมัน
ก็โตไปอีก.....ครั้นจะเรียกว่าลำคลอง...มันก็ไม่ขุ่นและไม่ลึกเท่าคลองเสียด้วย....ผมก็เลยขออนุมานเรียกว่าเป็นสายธารแล้ว
กันนะงับเพ่)....
สรุปแล้วออบหลวงก็คือกำแพงธรรมชาติที่มีลำธารไหลอยู่ด้านล่าง.....ซึ่งตามปกติหากไม่มีภูเขาสูง
2 ลูกมาบรรจบกัน....
มันก็คือลำธารขนาดใหญ่....แต่เมื่อมีภูเขามาโอบ (ออบ) เอาไว้.....สายธารส่วนนี้ก็จะแคบลงมาเท่ากับลำธารปกติ...แล้วก็จะ
บานกว้างออกไปใหม่....เมื่อพ้น ออบที่กล่าวนี้
ปกติแล้วหากใครไม่สนใจในประวัติศาสตร์ของออบหลวงก็มักจะขับรถผ่านกันไปเฉยๆ
หรือไม่ก็อาจจะหยุดรถลง
ไปถ่ายรูปเอามาไว้เป็นที่ระลึกกัน...ก็เท่านั้น...แต่เล็กๆวิชิตไม่.....ใหญ่ๆวิชิตทำครับ.....
บอกเสียเลยครับว่า
เมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมานั้น ออบหลวงนี่คือชุมชนขนาดใหญ่พอๆกับอำเภอแม่สะเรียงหรือ
อำเภอจอมทอง.....
เล่าให้ฟังดีกว่า เพราะได้บอกแล้วว่าผมเคยขี่รถมาที่แม่ฮ่องสอนเมื่อ
14 ปีที่ผ่านมาแล้ว (มีใครขี่รถมาก่อน14ปีบ้าง
ไหมเนี่ย....สงสัยไม่มีแหง) ถนนที่เลยออกมาจากเชียงใหม่จะมาหมดทางราดยางเอาแถวๆป่าซางนะครับ.....เลยป่าซางออก
มาครึ่งกม.ก็เป็นทางลูกรังไปโดยตลอด-ช่วงนั้นชาวบ้านจะใช้รถจี๊บกันเป็นพื้น
สาเหตุที่คนแถวนี้ใช้รถจี๊บก็เพราะว่า
มันสามารถสร้างอาชีพได้แบบเดียวกับเราใช้รถกระบะในปัจจุบันนั่นส่วน
หนึ่ง....โดยเฉพาะอาชีพซื้อของ-กับข้าวเอามาขายให้กับ นายห้างป่าไม้ในหมู่บ้านออบหลวงที่ผมกำลังแวะถ่ายรูปอยู่
นี่แหละ
และอีกส่วนหนึ่งก็คือหากไม่ใช่รถจี๊บวิลลี่แล้ว...โอกาสที่จะเอามาขับบนเส้นทางสายนี้ไม่รอดแน่นอน...เขาเรียก
รถจี๊บแบบนี้ว่า จี๊บสห....เป็นการเรียกแบบชาวบ้านจากคำเต็มว่ารถจี๊บสหประชาชาติ...
ย้อนหลังไปค่อนข้างยาวหน่อยก็ต้องเท้าความไปถึงยุครัชกาลที่
5 นู้นแน่ะ.....ช่วงนั้นอังกฤษได้เมืองฮินดูสถาน(อินเดีย)
และพม่าเป็นเมืองขึ้นได้เรียบร้อยโรงเรียนแขกไปแล้วนะงับ.....
เมื่ออังกฤษได้ประเทศทั้ง
2 เป็นเมืองขึ้นดังว่า.....โดยเฉพาะประเทศพม่านั้นปลูกไม้สักได้แบบเดียวกับประเทศไทย....
อังกฤษทดลองส่งไม้สักทองเข้าไปขายในยุโรป....ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่เป็นไม้เบา
แต่ไม่เปราะและมอดไม่เชิญชิมอีกต่าง
หากด้วย.....คุณสมบัติข้อหลังนี้แหละที่ไม้ทั่วโลกหาไม่ได้
อังกฤษตั้งบริษัท
อีสเอเชียติค สำหรับส่งออกสินค้าจากอินเดีย.....และตั้งบริษัท
บอมเบย์เบอร์ม่า สำหรับการส่ง
ออกไม้สักจากพม่า....ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3....และส่งออกจนไม้เกือบหมดประเทศพม่าอยู่รอมมะล่อแล้ว.....ก็เลยขอให้บริษัท
บอมเบย์เบอร์ม่าออกสำรวจป่าไม้นอกอาณาเขตที่ตัวเองปกครองอยู่.....
สำรวจไปสำรวจมาก็เดินทะลุประเทศพม่าเข้ามาถึงเมืองไทยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเรานี่แหละ.....ตรงนี้ก็เลยมาเกี่ยว
พันกับพระยาสีหนาทราชาที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่า เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรกนั้น
ท่านเป็นหนุ่มชาวไทยใหญ่ที่ชื่อ
ชานกะเร.....เข้ามารับจ้างคุมงานตัดไม้อยู่ที่หมู่บ้านปางหมู
(เมืองแม่ฮ่องสอน)....แล้วได้แต่งงานกับลูกสาวของเจ้าเมือง
(ที่ได้รับสัมปทานตัดไม้สักให้บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า-ที่ออบหลวงนี้เอง).....จวบจนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่
4 จึงได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์เป็นพระยาสีหนาทราชาในภายหลัง
ไม้สักที่จะลำเลียงออกมาจากหมู่บ้านปางหมูนั้น....เขาจะใช้วิธีให้ช้างลากลงน้ำปายครับ......ไม่ว่าหน้าน้ำหรือหน้าแล้ง...
เขาก็จะลากไปทิ้งเอาไว้ในแม่น้ำปายตลอดลงมา...แล้วพอถึงหน้าน้ำหลาก-ซุงทั้งหมดก็จะเริ่มไหลลงมา......โดย
นายห้างฝรั่ง
ก็จะจ้างคนงานทิ้งไว้เป็นระยะๆ ตามหมู่บ้านเลียบลำน้ำตรงส่วนที่เป็นคุ้ง-โค้ง......ตรงไหนซุงไหลมาติดขัด-คนงานที่อยู่ตาม
หมู่บ้านก็จะทำหน้าที่คัดไม้ให้ไหลไปตามแนวขนานกับลำน้ำ-แล้วสุดท้ายก็มาตั้งเป็นแคมป์ใหญ่ที่ออบหลวง.....เพราะตรงนี้
เป็นแหล่งกระจุกของซุงขนาดใหญ่ๆทั้งนั้น
เล่าให้ฟังไปแล้วนะครับว่า ปกติแล้วลำน้ำสำหรับล่องซุงนี้จะเป็นเหมือนสายธารกว้างๆ.....แต่เมื่อมันไหลมาถึงออบหลวง
นี่ก็จะถูกลดขนาดให้แคบด้วยแนวกั้นของภูเขา.....
เพราะฉะนั้น......นายห้างฝรั่งก็จะต้องมาตั้งกองบัญชาการอยู่ที่ออบหลวงแบบถาวรที่นี่-เพื่อให้คนงานคัดไม้ให้
ไหลลงไปตามลำน้ำส่วนหนึ่ง ส่วนไหนที่ติดขัดมากๆ ชนิดที่จะทำให้เป็นการลำเลียงยุ่งยากมาก
เขาก็จะดึงไม้ต้นเหตุของ
ความหายนะขึ้นฝั่งแล้ว ก๊บซุงให้เป็นรูปปิรามิด 3 ท่อน-ให้รถจี๊บลากเอาไป
รวมหมอน ที่ปางชักไม้แถวๆอำเภอป่าซาง.....
รอการชักลากไปลงแพที่แม่น้ำปิงอีกทีหนึ่ง......
สังเกตไหมครับว่าที่ทำการของกรมป่าไม้และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ยังมีที่ทำการอยู่ใกล้ๆออบหลวงนี้อยู่.....สาเหตุก็เพราะเรา
ก็ขนข้าราชการตีตรา ชักลาก มาประกบการทำงานกันแบบตัวต่อตัวที่นี่อีกแห่งหนึ่งเลย.....จนกระทั่งรัฐบาลไทยประกาศปิด
ป่าแบบถาวรไปเมื่อประมาณปี 2510 หรืออะไรนี่แหละ-ออบหลวงก็ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นวนอุทยานแห่งชาติออบหลวงมา
ตั้งแต่บัดนั้น.....
แถมให้อีกนิดหนึ่งก็ยังได้นะครับว่า-ลูกหลานของนายห้างป่าไม้คนที่กล่าวนี้ก็ย้ายที่ทำมาหากินไปอยู่ที่กรุงเทพ...โดยตั้ง
บริษัท หลุยส์ ที เลียว โนเวลอยู่ตรงสี่กั๊กพระยาศรี (ปัจจุบันนี้คือด้านหลังกระทรวงกลาโหมเยื้องไปทางเสาชิงช้านะครับ).....
ตอนผมเด็กๆย ังเจอะแกขึ้นรถเมล์สายบางขุนเทียน-สนามหลวงเกือบทุกอาทิตย์.....ประมาณว่าแกคงอายุสัก
70ปีเห็นจะได้.....
ส่วนผมตอนนั้นก็3-4ขวบ....เพราะฉะนั้นหักลบกลบหนี้แล้ว..อายุผมก็เริ่มจะย่างเข้าใกล้เมรุไปเต็มเหนี่ยวแล้วละมั้งเนี่ย
นี่ไงคือรายละเอียดอีกภาคหนึ่งของออบหลวง
โอยเหนื่อย
จากออบหลวงเราแวะถ่ายรูปกันเล็กน้อยแล้วเดินทางต่อ....ส่วนอาหารกลางวันดูจะเร็วไปนิด
เพราะมันเพิ่ง 11โมงเท่านั้น
เลย...สู้รูดไปกินบ่ายกันที่แม่สะเรียงเลย...จะโก๋กว่าเป็นไหนๆ....
อ้าว..มัวแต่เล่าเรื่องออบหลวงให้ฟัง....เลยหมดตอนผมซะแร้ว.....พบกันใหม่ที่เมืองปายและภูโคลนนะครับ
|