|
" บ้านของไทลื้อ
จะมีสองยุค
..โดยยุคแรกๆ นั้น ปลูกแบบคนพื้นบ้านคือสร้างจาก
ไม้ไผ่แบบฟาก แล้วมุงหลังคาด้วยฟาง ลักษณะจะเป็นบ้านทรงกระต๊อบวางกับดิน
และมีหน้าจั่วแบบบ้านไทย ส่วนบ้านยุคที่สองซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทางการจีนกำหนด
จะเป็นบ้านไม้หลังคามุงกระเบื้องยกพื้นสูงแบบมีใต้ถุนเหมือนบ้านในชนบทของไทย
และไม่นิยมใช้ส้วมแบบมาตรฐาน แต่ใช้วิธีโบราณคือ "ไปทุ่ง"
กลับมาพบกับเรื่องของการท่องเที่ยวใน
Riding-thai "อีกครั้งหนึ่ง
เป็นเรื่องสบายๆ ตาม
สไตล์ที่เราเคยวางเอาไว้
..
คราวนี้เราจะไปท่องเที่ยวและศึกษาวัฒนธรรมของ"คนไตลื้อ"
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติซึ่ง
ได้ชื่อว่า "เป็นเลือดเนื้อของชาวไต"มาแต่โบราณ
ตามประวัติของชาวไทยลื้อนั้น
แต่เดิมเคยอยู่ที่แคว้นสิบสองปันนา
.มีอยู่ด้วยกันหลายเมือง
ทีเดียว เช่นเมืองพง
.เมืองล่า
.เมืองกาหล่านป้า..(ปัจจุบันคือส่วนใต้ของเมืองเชียงรุ้ง)
..
เส้นทางการอพยพของชาวไทยลื้อนี้
มีประวัติบันทึกเอาไว้ที่วัดท่าฟ้าใต้(อยู่ที่อำเภอเชียงคำ-
พะเยา) ผู้ที่เป็นหัวหน้าในการอพยพครั้งนั้น คือพ่อเฒ่าแสน มังคละ
.ได้พาลูกบ้านเมืองพงเดินป่าข้าม
เขามาทางเมืองหลวงน้ำทา(ลาว)
ผ่านเมืองหงสา เข้าเมืองเงิน (ด้านตรงข้ามกับอำเภอห้วยโก๋น-น่าน)
.
จากเมืองเงินที่กล่าวนั้น
พ่อเฒ่าแสน
พาลูกบ้านเดินต่อมาจนถึงเมืองเชียงคำ(พะเยา)
บาง
ส่วนหยุดอยู่ที่นี่ และบางส่วนเลยต่อไปจนถึงแม่น้ำยม แล้วลงหลักปักฐานกันอยู่ที่นั่น
.
เรียกกันว่า
"บ้านท่าฟ้า" และที่สุดก็สร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยลื้อเอาไว้แห่งหนึ่งเรียกกันว่า
"วัดท่าฟ้าใต้"เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนที่อพยพตามมาทีหลังได้ปักหลักอยู่ทางด้านเหนือ
กลาย
เป็นหมู่บ้าน"ท่าฟ้าเหนือ"ไปโดยปริยาย
ส่วนชาวลื้อที่อยู่อำเภอเชียงคำ
ก็สร้างวัดแสนเมืองมา เพื่อเป็นศูนย์รวมใจของชาวไทยลื้ออีก
แห่งหนึ่ง โดยในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีงาน"สืบสานวัฒนธรรมไทยลื้อ"ขึ้นที่นี่เป็นประจำ
ภายในบริเวณวัดที่กล่าวนี้
หากเข้าไปในโบสถ์ก็จะเห็นภาพเขียนแสดงวิถีชีวิตของชาว ไทยลื้อ
มาเป็นขั้นเป็นตอน นับแต่โบราณ มาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
.และยังมีพระพุทธรูปที่เป็นศิลป
ของชาวไทยลื้ออีกต่างหากด้วย
.โดยมีธงยาวที่ชาวเหนือเรียกกันว่า
"ตุง" นั้น จะต้องทำให้มีความยาว
เท่ากับ 20 วาทีเดียว
ชาวไตลื้อจะเรียกกันว่า
"ตุงซาววา" สาเหตุที่ต้องมีการทำ "ตุง"
ให้ยาวถึง 20 วานั้น
..มีคำ
อธิบายว่า
."ไม่ว่านรก-สวรรค์จะมีจริงหรือแม่ แต่ชาวไทยลื้อก็เชื่อกันว่า
หากบังเอิญมีญาติมิตรของ
เราได้ตายไป
.และบังเอิญให้ตกนรก
.ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่
..หากได้ทำบุญด้วย
"ตุงซาววา" แล้ว
.
ปลายของตุงนี้ก็จะยาวลงไปถึงนรกขุมสุดท้าย เพื่อให้ญาติมิตรได้เกาะใบบุญนั้น
.ขึ้นมาจากนรกได้
."
ปัจจุบันศูนย์วัฒนธรรมไทยลื้อ
อยู่ที่อำเภอเชียงคำ (พะเยา) เสียเป็นส่วนมาก
โดยมีวัด
แสนเมืองมา-วัดสบแวน-วัดท่าฟ้าใต้และวัดท่าฟ้าเหนือเป็นจุดศูนย์กลาง
โดยมี"พระครูโชติธรรมาภินันท์"
เป็นเจ้าอาวาสของวัดท่าฟ้าใต้และเป็นเจ้าคณะตำบลของอำเภอเชียงคำ
อีกตำแหน่งหนึ่ง
ประเพณีดั้งเดิมของชาวไทลื้อจะให้ลูกเขยมาอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิง
.ลักษณะจะเหมือนกับ
การขยายครอบครัวจากพ่อ-แม่-ลูก-ลูกเขย-แล้วก็หลาน-เหลนไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นบ้านของคนไทลื้อจะมีนอกชานเชื่อมต่อระหว่างบ้านหลังใหญ่ไปหาบ้านหลังย่อม
เชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆเหมือนกับการขยายครอบครัวของคนไทยตามชนบท
อันเป็นเครื่องชี้ชัดให้เห็น
ว่ าวิถีชีวิตของชนชาติ "ไต" มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมเหมือนกันจนแยกกันไม่ออก
ปัจจุบันชาว
"ไตลื้อ" ส่วนใหญ่ยังคงมีวิถีชีวิตแบบเดียวกันนี้อยู่ที่เมืองเมืองสิบสองปันนา(ทางส่วน
ใต้ของประเทศจีน) โดยเฉพาะที่หมู่บ้าน "กาหล่านป้า"
นั้น รัฐบาลจีนกำหนดให้เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรม
ตัวอย่างชาวลื้อโดยเฉพาะ
.ส่วนที่เมือง"เม็งลา"จะมีชาวจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาผสมกับชีวิตชาวไทยลื้อ
ประมาณครึ่งต่อครึ่ง โดยมีชาวไทลื้อกระจายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆใน
"แคว้นจิ้งหุ่ง" 12 หัวเมืองดังนี้
1
ปันนาเชียงรุ้ง
2
ปันนาเมืองแจ่
3
ปันนาเมืองหุน
4
ปันนาเมืองฮาย
5
ปันนาเมืองโลง
6
ปันนาเชียงล้อ
7
ปันนาเมืองหละ
8
ปันนาเมืองพง
9
ปันนาเมืองฬาหลวง
10
ปันนาเมืองวัง
11
ปันนาเมืองอู
12
ปันนาเมืองอีงู้
ทั้งสิบสองปันนาที่กล่าวนี้
มีเนื้อที่รวมกัน 25,000 ตารางกิโลเมตร มีประชากรรวมประมาณ 4
ล้านคน โดยในช่วงสุดท้ายของการรวมตัวกันอย่างหลวมๆของแคว้นสิบสองปันนานั้น
มี "เจ้าคำลือ"
เป็นประมุข
..วังของเจ้าคำลือนั้นตั้งอยู่ที่สหรัฐไทยเดิม"เชียงตุง"
เรียกว่า "หอคำ"
กล่าวกันว่า
แต่เดิมนั้นชาวไตในลุ่มแม่น้ำโขง จะอาศัยอยู่ตอนกลางของประเทศจีน
แต่เมื่อชาว
"มองโกล"ได้รุกรานแผ่นดินใหญ่จนชาวจีนแตกย่อยเป็นหลายกลุ่ม
ชาวไตลื้อเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย
ไฉนเลย ชนกลุ่มน้อยของไทยลื้อจะทานกำลังของชาวมองโกลได้ไหว
คิดได้ดังนั้น
เจ้าหลวงและขุนนางผู้ใหญ่ของไทยลื้อจึงเร่งอพยพผู้คนลงเรือแล้วล่องลงมาตาม
แม่น้ำโขง
จนกระทั่งเช้าตรู่วันหนึ่ง ขบวนอพยพของชาวไตลื้อก็มาถึงทำเลที่เหมาะแก่การเพาะปลูก
และเป็นชัยภูมิที่ถูกต้องตามหลักพิชัยสงคราม
.มีแม่น้ำเป็นสายเลือดใหญ่สำหรับการเพาะปลูกและ
การคมนาคมสะดวก
จึงให้ยั้งขบวนอพยพเอาไว้ตรงนั้น
แล้วขนานชื้อเมืองแห่งนี้ว่า
"เชียงรุ่ง"
ส่วนชาวไทยลื้อบางส่วน
ยังไม่วางใจในความปลอดภัยของเมืองเชียงรุ้ง
..ก็เลยอพยพต่อลง
มาทางใต้
.ผ่านเมืองกาหล่านป้า
.เมืองล้า
.แล้วเข้าเมืองหลวงน้ำทา
ทะลุมาจนถึงจังหวัดน่าน
และเชียงคำในปัจจุบันนี้นั่นเอง
ในส่วนของเมืองลาวนั้น
ชาวไตลื้อก็จะอยู่ปะปนอยู่กับคนลาวแบบไม่แยกหมู่แยกเหล่าอะไร
ทั้งสั้น...แต่ส่วนมากแล้วชนชาวไตเหล่านี้จำนำ "ผ้าตอมือ"
มาขายบริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่เมืองหลวง
พระบาง...คือ "บ้านผานม"....มีตั้งแต่ผ้าสไบเฉียงไปจนถึงผ้าซิ่นและกระเป๋าสะพาย-กระเป๋าใส่
เงิน....ผมเคยขับรถมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวที่เมืองหลวงพระบาง2-3ครั้งแล้ว....ไว้โอกาสหน้าจะ
เอาเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้ฟังอย่างละเอียด (ในส่วนเมืองหลวงพระบาง)....แต่ตอนนี้เป็นช่วงชีวิตของ
ชนชาวไตลื้อโดยเฉพาะจึงจะขอผ่านไปก่อน
และสำหรับวันนี้
เรากำลังเดินอยู่บนชีวิตจริงของชาวไทยลื้อที่จังหวัดเชียงรายของเดือนมีนาคม
ซึ่งได้เขียนนำไปในบรรทัดต้นๆแล้วว่า ชนชาวไทยลื้อจะร่วมกันสืบสานตำนานของตนเองเอาไว้ใน
เดือนที่กล่าวนี้ทุกปี ท่ามกลางกลิ่นอายของ "ไตลื้อ"
แบบเต็มตัว "ผู้บ่าว" และ "ผู้สาว" จะแต่งตัวด้วย
ผ้าฝ้ายทอมือ(ส่วนมากจะทอใส่กันเอง-เป็นวัฒนธรรมประจำเผ่า) ส่วนคนเฒ่าและแม่อุ้ย
ก็จะเข้าครัว
เพื่อทำอาหารสำหรับการนำไปไหว้พระในวัดที่ตัวเองศรัทธา ซึ่งส่วนมากแล้ว
คนไทยลื้อมักจะเคี่ยว
น้ำตาลปึกเพื่อนำเอาไปถวายเป็น"ผ้าป่า"ของหวาน
ภายในบริเวณงานจะประกอบไปด้วยร้าน-รวงประเภท"ผ้าตอมือ"
หรือในภาษากลางเราเรียก
กันว่าผ้าทอมือนั่นเอง และบางส่วนจะเป็นอาหารแบบเดียวกับชาวเหนือ
คือมีสำรับกับข้าวตั้งบน "โตก"
และล้อมวงรับประทานอาหารกันแบบวิถีชีวิตคนไทย(ที่เมืองเชียงรุ้งจะกินอาหารแบบเดียวกันนี้
เพียงแต่เครื่องแต่งกายของชาวไทยลื้อที่นั่น แต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าเป็นกระโปรงรัดรูปและไม่โพกผ้า
แบบชาวลื้อในเมืองไทย) โดยมีร่มขนาดเล็กและมีลักษณะ "ขึงตึง"
ติดมืออยู่เกือบทุกคน
.โดยปีใหม่
ของชาวไทยลื้อในเมืองจีนจะอยู่ในช่วงสงกรานต์เช่นเดียวกับชาวไทยสมัยโบราณ
ไม่ว่ารกรากในการทำมาหากินของชาวลื้อที่อยู่ในเมืองไทย
หรือจะเป็นรากเหง้าเดิมอยู่ที่
เมือง สิบสองปันนาก็ตาม วิถีชีวิตของชนทั้งสองจะสานต่อกันได้
ด้วยวัฒนธรรมและประเพณี รวม
ไปถึงการใช้ "ภาษาไทย" ที่ยังสื่อกันได้จนถึงยุคปัจจุบัน
..
|