บนท้องถนนสู่เขาบู๊ตึ้งผู้คนยังขวักไขว่ นิสิตสุราปี
1 ทั้งสองยังคงเดินฝ่าลมหนาวกลางฤดูชิวเทียน เพื่อหา โรงเตี๊ยม
พักผ่อนสักครา
ในสายลมรุนแรงมันเริ่มรู้สึกสร่างเมาขึ้นอีกสามส่วน
มิคาดว่ามันทั้งคู่ต่างมองหาเหลาสุราไปพร้อมๆ
กันด้วย พวกมันแม้มิอยากเมา แต่มิอาจไม่เมา เนื่องเพราะมันทั้งสองรู้สึกไม่ถูกต้องนัก
ที่จำอยู่อย่างเดียวดาย ท่ามกลางชนบู้ลิ้มที่มิคุ้นหน้า ไหนเลยมันจะปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปโดยมิมีเบียร์ลีโอมาย้อมใจสักจอก
เคี๊ยก
เคี๊ยก
กล่าวกันตามจริง เอียเท้าน้อยชาวไตจ้วงในโรงเตี๊ยมที่ปีศาจสุราทั้งสองเพิ่งจากมา
นับเป็นแม่ยั่วเมืองได้จริงๆ มาตร
ว่านางมีโฉมสะคราญมิเทียมเท่า พิมซอนย่า หรือ ลูกเกด เมทะนี
แต่เสน่ห์ยียวนกวนราคะของนางกลับเหนือกว่า นับเป็นเลิศใน
พิภพจบแดนแล้ว เสียดายนางยังอ่อนเยาว์กว่าปีศาจสุราทั้งสองอยู่หลายส่วน
มาตรว่ามันทั้งคู่หากตัดใจมิได้ คุกเมืองต้าหลี่น่า
จะเป็นทางเลือกเพียงสายเดียวของพวกมัน
.นับเป็นเรื่องประเสริฐที่มันทั้งสองเลือกการเดินทางเป็นคำตอบสุดท้าย
กลับมาพบกันใหม่ ในเมืองจิ้งหุ่งนะครับ สมาชิกที่เคารพของวิชิต
..
ในตอนที่ผ่านมา เราโดยสารรถเมล์อนาถา มาจากเมืองอุดมไซของเมืองลาว
และก็มาค้างคืนที่เมืองเม็งลา 1 คืน
แล้ววันนี้ เราก็มาถึงเมืองเชียงรุ้ง หรือจิ้งหุ่ง เอาในวันที่
12 ของเดือนเมษายน 2543 รวมเป็นเวลาที่ผมขี่รถออกมาจากรุงเทพฯ
ได้ 7 วันเข้านี่แล้ว ส่วนเวลาที่จะเดินทางกลับจะเป็นอีกกี่วัน
เรายังประมาณไม่ได้
สิ่งที่ผมจะต้องทำประการแรกก็คือหาที่พักให้ได้เสียก่อน แล้วหลังจากนั้น
เราจะลองสอบถามหาคนที่พอพูดภาษา
ไทยหรือสื่อภาษาไทยจากโรงแรมที่พักนั่นแหละ
ปรากฏว่าเมื่อเดินออกมาจากจุดจอดรถทัวร์ เราก็พบโรงแรมอยู่ปากทางนั่นเอง
ผมจัดการเดินเข้าไปสอบถาม
พนักงานประชาสัมพันธ์หน้าเคาน์เตอร์ แต่ปรากฏว่าสื่อกันไม่รู้เรื่อง
นังหมวยฝ่ายต้อนรับ พูดแต่ภาษาจีนและโบกมือโบกไม้
อยู่ประการเดียว
..ไม่ว่าผมจะพูดภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยอย่างไร
ยายคนต้อนรับ คงโบกมือและส่ายหน้ามันยันเต
สุดปัญญาที่จะสอบถามเรื่องการเปิดห้องพักได้ เราก็เดินคอตกกลับออกมาตั้งหลักกันหน้าโรงแรม
.คราวนี้เอา
ใหม่
เราจะต้องไปหาบริษัทรับบริการจัดทัวร์ เป็นแหล่งหาข้อมูล
เพราะคนทำทัวร์มันก็น่าจะพูดภาษาอังกฤษได้แน่นอน
หลังจากเดินเกร่อยู่บนถนนสายนี้ไม่นานนัก เราก็พบบริษัททัวร์เข้าแห่งหนึ่ง
เห็นป้ายติดเอาไว้ว่า
ซิสอ บานา
ทัวร์เซ็นเตอร์ ท่าทางมันน่าจะได้ความเหมือนอย่างที่เราต้องการ
ผมจัดการเดินเข้าไปสอบถามไอ้ตี๋ที่นั่งอยู่บริเวณเคาน์เตอร์
ตามความตั้งใจที่บอกไปแล้ว แต่ผิดหวังแฮะ ไม่มีใคร
พูดภาษาอังกฤษได้สักคนหนึ่ง
ไม่ว่ามันจะระดมใครต่อใครเข้ามาฟังผมพูดไทยและอังกฤษ
ทั้งหมดล้วนแล้วแต่สั่น
หัว
อะไรของมันวะ อุตสาห์ตั้งบริษัททัวร์ แต่ไม่มีใครพูดภาษาที่
2 ได้ซักตัวหนึ่ง
หมดท่าเข้าจริงๆ ผมงัดเอาพาสปอร์ตออกมาให้มันดู
..และชี้ไปที่ภาษาอังกฤษแล้วก็ชี้กลับมาที่หน้าผม
แล้ว
บอกว่า ไทย
..อยากจะรู้ว่าไอ้ตี๋พวกนี้เข้าใจในตัวผมที่พยายามสื่อไปหลายแบบหลายประการว่ามันจะรู้บ้างไหมว่าผม
ต้องการอะไร
ปรากฏว่าทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไทกั่ว
.คงจะหมายความว่าคนไทยนั่นแหละ
..โอเช
.อย่างนี้พอ
มีเค้า
.
ผมเดินไปชี้แผนที่เมืองเชียงรุ้ง ซึ่งมีภาพสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
สำหรับให้ลูกค้าทัวร์ดู และชี้ไปที่วัดไทลื้อแห่ง
หนึ่ง พร้อมกับบอกไอ้ตี๋เหล่านั้นว่า ไตลื้อกั่ว
..เลียนแบบที่เขาเรียกเราว่า
ไทกั่ว บ้าง
มันทำท่างงกันสักพัก จนผมชี้มาที่ปากของตัวเองแล้ว พูดย้ำไปใหม่ว่า
ไตลื้อกั่ว
.
.คราวนี้ ทุกคนพยักหน้า
ก่อนจะหันไปโทรศัพท์ ส่งภาษาโล้งเล้งกันสักครู่ แล้วทำท่าว่าให้ผมคอยอยู่ที่นี่
ไม่นานนัก ไอ้ตัวปริศนาก็เดินหน้าตาตื่นเข้ามาในร้านทัวร์แห่งนี้
มันเหลียวซ้ายแลขวาอยู่พักหนึ่งก็หันมา
มองหน้าผม ในขณะที่ผมก็มองหน้าไอ้หมอนี่อยู่เช่นเดียวกัน
เจ้าเว้าลาวได้บ่
.. ผมทักไอ้หมอนี่เป็นภาษาลาวไปโดยอัตโนมัติ
ในขณะที่มันก็ยื่นมือมาให้ผมจับ
ไล่
..กูพูกไล่
.แต่บ่ค่อยไล่พูก
.กูชื่อ อาลิ่ว
อ้ายดิ้ว
แนะนำตัวเองแบบลาวปนเจ็ก
แต่แปลกที่มันบอก
ว่าพูกไล่
..(ก็หมายความว่าพูดได้) แทนที่มันจะบอกว่าข้อยเว้าลาวไล่
..สงสัยว่าคนลื้อคงจะใช้คำว่าพูด
แทนคำว่า เว้า อัน
เป็นภาษาลาว
.ทำไมมันกลับไปกลับมาหยั่งงี้ฟะ
แค่อ้ายดิ้ว บอกมาเพียงนี้ก็เหมือนกับพระมาไลย์มาโปรดสำหรับคนตาบอดอย่างเราแล้วละครับ
..ความจริง
เสียง
ที่อ้ายดิ้ว บอกผมว่ามันชื่อ อาลิ่ว ในครั้งแรกนั้น คงจะเป็นเพราะผมปรับหูฟังสำเนียงของอ้ายดิ้วไม่ถนัดในครั้งแรก
.แต่
พอผมเรียก อาลิ่ว ไปหลายๆครั้ง มันส่ายหัว และบอกใหม่ช้าๆว่า
อ้ายดิ้ว
บ่แม่นอาลิ่ว
อ้ายดิ้ว ที่ว่านี้ เป็นคนไตลื้อ อยู่เมือง
เชียงกู
.ผมเองก็ไม่รู้ว่าเมืองที่ว่านี้อยู่ที่ไหน
เพราะสอบถามจะเอาให้
ได้ความจริงๆ เข้า มันก็พูดไม่รู้เรื่องเอาเสียอีก
..คือหากจะถามหรือพูดอะไรกับไอ้หมอนี่แล้ว
อย่าถามซ้ำ ถามไปอย่างธรรมดา
และพูดด้วยอาการธรรมดา มันก็จะตอบและพูดออกมาด้วยอาการเข้าใจแบบรวมๆ
พอจะจับใจความได้ แต่ถ้าซักถามเพื่อจะ
ให้ได้ความรู้ละเอียดแบบเน้นคำ อ้ายดิ้ว จะเกิดอาการสับสนและเฟอะไปแบบกู่ไม่กลับ
ผมต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อยู่หลาย
ตลบ กว่าจะจูนมันอยู่
สิ่งแรกที่ผมต้องการให้อ้ายดิ้ว ช่วยเป็นธุระก็คือ
ให้มันช่วยหาโรงแรมให้
. เอาห้องชนิดประโยชน์สูงและ
ประหยัดสุดนั่นแหละ
ปรากฏว่าโรงแรมก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบริษัททัวร์ที่ผมเข้าไปขอรับบริการนั่นเอง
แต่เรามองไม่ออก
ว่ามันเป็นโรงแรม เนื่องจากภาพรวมๆของสถานที่แห่งนั้น เป็นศูนย์สรรพสินค้า
ตัวโรงแรมและเคาน์เตอร์ต้อนรับ มันไป
เริ่มต้นอยู่ที่ชั้นสอง ส่วนชั้นล่างเป็นร้านขายของจิปาถะประเภทของชำบ้าง
ร้านขายซาละเปาผสมติ๋มซำบ้าง
.
ราคาห้อง
เตียงคู่ ตกห้องละ 240 เหยียน แต่ทางบริษัททัวร์ มันลดให้เหลือ
120 เหยียน
.ก็คงจะเป็นไปในลักษณะ เราเป็นลูกทัวร์ของ
เขานั่นเอง และมันก็คงได้ค่าน้ำร้อนน้ำชาที่เอาแขกไปส่งให้กันในที
..เออ
หยั่งงี้ค่อยเข้าท่าหน่อย
.โรงแรมแห่งนี้อ้าย
ดิ้วอ่านชื่อให้ผมฟังว่า หยุนหนานลาลิว ผมจำได้ดีเนื่องจากเก็บรองเท้าลำลองที่โรงแรมเขาทำด้วยกระดาษแข็งใส่เดินใน
ห้องมาด้วย
ชื่อโรงแรมมันมีอยู่ที่รองเท้า
ที่จริงอ้ายดิ้ว พระเอกม้าขาวของเรามันก็เป็นซีเคียวริตี้ อยู่ในโรงแรมที่เราเข้าไปติดต่อเป็นครั้งแรกนั่นเอง
แต่นัง
หมวย ที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันเฟอะฟะ ทั้งๆที่เราก็เอาพาสปอร์ตไทยให้มันดูแล้ว
มันน่าจะมีอาการตอบรับในลักษณะที่ไป
ชวนใครคนใดคนหนึ่ง ที่พอจะสื่อภาษาไทยกับเราได้ มาเป็นผู้อธิบาย
ไม่ใช่พูดมันแต่ภาษาจีนและโบกมืออย่างที่เราเห็นใน
ครั้งแรก
.เป็นเรื่องน่าสังเกตจริงๆ ว่านิสัยและมุมมองอันแคบของคนจีนและคนลาว
เป็นไปในลักษณะอาการเดียวกัน
.
.เพียงแต่ว่าคนจีนจะแสดงออกในทางกล้าพูดกล้าทำมากกว่าคนลาว
หลังจากได้ที่พัก เราจัดการอาบน้ำอาบท่ากันพอคลายเครียด ที่นี่ค่อยดีกว่าที่เมืองเม็งลา
เพราะเป็นห้องน้ำในตัว
และมีแอร์ฯ แถมราคายังเท่ากันเสียอีก
บริเวณโดยรอบของโรงแรมที่เราพักนั้น มีลักษณะเป็นอาเขต ขายอาหารและร้านสรรพสินค้าประเภทโชห่วย
สลับไปกับร้านขายรองเท้าและเสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าประเภทอะไรๆ
ก็ 20 บาท ตามราคาในเมืองไทย ดูกันจนทั่วแล้ว ผมเลย
ชวนน้านายห้างไปหาร้านข้าวต้มกินรองท้องกันคนละชาม
.หมดค่าอาหารไปคนละ
12 เหยียน สบายท้องไป
ภาคบ่ายในวันนี้ เรายังมีเวลาว่างเหลืออยู่ เลยเดินข้ามถนนไปยังโรงแรมที่ อ้ายดิ้ว ทำงานอยู่
โดยหวังจะชวน
มันมากินข้าวเย็นกับเรา เป็นการตอบแทนน้ำใจของมันในฐานะพระเอกม้าขาว
ปรากฏว่า มีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เป็นไท
จะเผ่าไหนผมไม่รู้ สามารถพูดไทยผสมจีนได้นิดหน่อย บอกผมว่าอ้ายดิ้วออกเวรไปซะแล้ว
แต่ให้ ท่าอยู่นี่ เขาจะ
โทรศัพท์ไปตามอ้ายดิ้วให้
ไม่ถึงห้านาที อ้ายดิ้วก็เดินใส่เสื้อยืดหน้าตาแดงก่ำ ออกมาจากด้านหลังของโรงแรม
พร้อมกับเพื่อนๆ ของมัน
ที่ทำงานอยู่ในร้านบริการทัวร์ ที่ผมไปหาที่เช่าโรงแรมในช่วงเช้า
ไปไหน
. อ้ายดิ้วถามผมเป็นประโยคแรก ที่พบหน้ากันในช่วงบ่าย
บ่ฮู้
..เจ้าไปเฮ็ดอะหยังมาล่ะ หน้าถึงแดงซำนี้
ผมมั่วภาษาลาวปนไทยมันเข้าไปบ้าง
เพราะเห็นหน้า
ตามันแดงก่ำดังว่า
..แถมมันยังเดินขากเสลดมาตลอดทางซะอีกด้วย
 |
เวียนหน้า
.. กูกินเบียร์กะเสี่ยวมาหลายจอก
ขาก
.. มื้อนี้บ่เฮ็ดงานแล่ว
.
อ้ายดิ้วสั่นหัว สลัดไปมา
และตบต้นคอ ก่อนจะตามมาด้วยอาการขากถุย อย่างที่ผมเห็นเจนตาในช่วงที่ได้มาเป็นมิตรต่างแดนกับอ้าย
ดิ้ว
..โอเช
.เมื่อมันไม่ได้ทำงานแล้วก็ดี ผมจะชวนมันไปเป็นไกด์เที่ยวด้วยกันในเมืองเชียงรุ้ง
คงจะดีกว่าอยู่เปล่าๆ แต่
ปัญหาอยู่ที่ว่า อ้ายดิ้วไม่ค่อยเข้าใจภาษาไทยมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่รู้จักมันเอาเสียเลย
ผมใช้วิธีพูดแบบลาวผสมไทย
ผสมคำเมืองบ้าง คำนี้พูดไทยไปมันไม่เข้าใจ ผมก็แปลงกลับมาเป็นลาว
หรือย้อนมาเชียงใหม่บ้าง มันก็จะจับความได้
พอสมควร เพราะยังไงๆ คนลื้อนี้ก็จะใช้ภาษาในกลุ่มล้านนาผสมล้านช้างอยู่แล้ว
ผมเองก็ไปลุยมาจนทะลุปรุโปร่ง
ทั่วประเทศหลายตลบ คงจะพอเอาตัวรอดได้บ้างหรอกน่า
อย่างคำว่า พรุ่งนี้ เมื่อผมพูดไปแล้ว อ้ายดิ้วทำหน้าแบบสงสัย
ผมก็พูดใหม่ว่า มื้ออื่น อ้ายดิ้วทำท่าเข้าใจ
ในภาษาลาวคำนี้
..เราก็สื่อกันได้ ผมสอบถามว่า มื้ออื่นในภาษาไทลื้อ
พูดว่ายังไง
มันบอกว่า มื้อพูก
คำว่า มื้อพูก
ที่กล่าวนี้ ผมได้ยินคนเชียงรายแถวอำเภอเชียงของพูดกัน
..อย่างงี้ก็ง่ายผมละ
อ้ายดิ้วพาผมเที่ยวได้แน่นอน เพราะงั้นถ้า
จะตั้งต้นหาที่เที่ยวกันและให้ง่ายต่อการสื่อสาร เราจะต้องไปตั้งหลักกันที่ร้านทัวร์นั่นแหละ
เพราะมันมีแผนที่เป็นสื่อช่วย
ผมชวนอ้ายดิ้ว เดินข้ามทางแยกไปยังร้านทัวร์ดังว่า แล้วก็ชี้ไปบนแผ่นภาพที่บริษัททัวร์เขาทำเน้นให้เป็นจุด
ท่องเที่ยว เช่น อนุสาวรีย์มังกรบิน (ผมก็ไม่ทราบหรอกว่ามันเป็นอะไร
แต่มีในรายการทัวร์) อ้ายดิ้วหันไปถามเพื่อนที่ยืน
อยู่ข้างๆพักหนึ่งก็หันมาตอบว่า ร้อยหลักป่าย
ก็หมายความว่า
ร้อยกว่ากิโล
.ไม่ไหวแฮะไกลไปหน่อย เจอะเอา
ค่าแท็กซี่ก็อ้วกน่ะซี
ครั้นจะอาศัยรถเมล์ไป เราก็ไม่รู้ว่ามันจะวิ่งแบบหวานเย็นหรืออย่างไร
ก็ไม่ทราบอีกนั่นแหละ สรุป
แล้ว ผมบอกว่า ไปเที่ยวหมู่บ้านคนไทลื้อดีกว่า มีอยู่ที่ไหนบ้าง
เอ็งจงพาข้าไปทัศนาจรจะได้หรือหาไม่
อ้ายดิ้วพยักหน้า แล้วบอกผมง่ายๆว่า ไป
เราจัดการเรียกแท็กซี่ โดยให้อ้ายดิ้วนั่งคู่ไปกับคนขับ ซึ่งรถแท็กซี่ที่นี่
ใช้มิเตอร์ เริ่มราคาครั้งแรกที่ 5 เหยียน
(ประมาณ 22 บาท) นับว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับของไทยเราที่เริ่มต้นกันที่
35 บาท
รถวิ่งผ่านทางแยกไป 2-3 แห่ง ก็ถึงทางตัน
ที่จริงไม่ใช่ทางตันหรอก
มันเป็นถนนปกตินั่นแหละ เพียง
แต่ว่า เขาไม่ให้รถวิ่งเข้าไป
..ซึ่งผมเพิ่งจะมารู้เอาทีหลังว่า
ในหนทางตันที่กล่าวนี้ เขาปิดถนนจัดงานวันสงกรานต์
(ปีใหม่)ให้กับชนชาวลื้อ เหมือนๆกับ เราปิดเส้นทางเข้าสนามหลวง
ตอนมีงานสรงน้ำพระพุทธในประรำพิธีสงกรานต์
ในประเทศไทย ราคาในมิเตอร์ขึ้นมา 7 หยวนเศษ ผมให้ไป 8 หยวน
.ไม่ถึง
35 บาทเอาด้วยซ้ำไป
เราจ่ายค่าเข้าไปเที่ยวงานคนละ 10 เหยียน
ผมอยากจะรู้เหมือนกันว่า
เขาจะฉลองกันยังไง เหมือนใน
ประเทศไทยเราไหม และในกลุ่มไทลื้อ จะมีไทกลุ่มไหนอีกบ้าง
พูดง่ายๆ
ว่าเราสนใจอยากจะเรียนรู้ในวัฒนะธรรม
ของชนผู้สืบสานสายเลือดไท เป็นประเด็นสำคัญ
ภายในใจกลางงานคือลานวัด
จะเป็นวัดอะไรผมไม่ทราบ
ถามอ้ายดิ้ว ก็ไม่ได้ความชัดเจนอะไรนักแต่รู้ว่า
เป็นวัดไทยพุทธ โดยสังเกตจากพระพุทธรูปและหอระฆัง อะไรต่างๆ บรรดามี
เหมือนกับวัดในเมืองไทยเราทุกอย่าง ไม่มี
ร่องรอยของความเป็นวัดในสายมหายานแบบหนังกำลังภายในแต่อย่างใด
โดยทางส่วนหน้าของลานวัดที่กล่าว มีกลอง
ยาววางอยู่ใบหนึ่ง แล้วก็ฆ้องขนาดใหญ่แขวนอยู่ใบหนึ่ง
เรื่องกลองยาวนี่ ผมเคยอ่านหนังสือสารคดีอยู่เรื่องหนึ่ง แต่จะเป็นเรื่องอะไรผมจำไม่ได้เสียแล้ว
ผู้เขียนเขา
บอกว่า กลองยาวนั้นเป็นเครื่องดนตรีที่ไทยเราได้รับอิทธิพลมาจากพม่า
..ผมก็ยังฝังใจมาจนบัดนี้
แต่พอมาเห็นกลองยาว
ที่เมืองสิบสองปันนาเข้าในวันนี้ ทำให้ผมเชื่อใหม่ว่า กลองยาวน่าจะเป็นมรดกทางวัฒนะธรรมของไทยเรามานานแล้ว
ดัง
จะเห็นได้จากของจริงที่เมืองเชียงรุ้งนี่เอง เพราะผมก็เชื่ออยู่เหมือนกันว่า
คนที่เมืองเชียงรุ้งนี่ เขาคงไม่ได้ไปลอกแบบเอา
กลองยาวมาจากประเทศไทยเราแน่
.และอีกอย่างหนึ่ง ตามรูปแกะสลักหรือปูนปั้นตามชุมชนชาวไตที่ผมได้ไปเห็น
มาอีกหลายแห่งนั้น จะมีรูปคนรำกลองยาวเป็นขบวนเลยทีเดียว เรียกกว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวที่คนไตยังถือเป็น
เครื่องหมายประจำชนชาติของตัวเองเลยก็ว่าได้
ผู้หญิงไทลื้อทุกคน จะแต่งตัวในสไตล์เดียวกันหมด คือนุ่งกระโปรงผสมผ้าซิ่นรัดรูปคาดเข็มขัดเงิน
เช่น
เดียวกับเสื้อรัดรูปใช้สีผ้าเป็นเฉดสีเดียวกับกระโปรงและมีลูกไม้ระบายตรงเชิง
บางคนใส่รองเท้าซ่นสูงและบางคน
ที่เปรี้ยวจัดๆหน่อยก็ใส่รองเท้าทรงตึก
..หรือส้นตึกแบบวัยรุ่นทั่วไปกำลังฮิตกันนี่แหละ
ผิดกับเครื่องแต่งกายของชาวไทลื้อ ที่อำเภอเชียงคำแฮะ
ไทลื้อที่อำเภอเชียงคำ จะนุ่งซิ่นลายเหมือนผ้าซิ่นเชียงใหม่
ส่วนเสื้อจะมีทั้งผ้าลูกไม้สีขาวหรือสีชมพู ที่ไม่
เกี่ยวเป็นสีเดียวกับผ้าซิ่น และไทลื้อในประเทศไทย จะห่มสะไบเฉียง
แถมยังมีผ้าโพกหัวอีกต่างหาก มองเหมือนคนไต
ใหญ่ชายแดนแม่ฮ่องสอน
สิ่งที่ผู้หญิงไทลื้อในเมืองเชียงรุ้งนิยมประดับร่างกายมากที่สุด
ก็ดูเหมือนจะเป็นริ้วเงินริ้วทอง ที่เมืองไทยเรา
เอามาประดับประตูบ้านตอนปีใหม่นั่นแหละ พอนึกออกไหมครับ
นึกถึงป้ายสวัสดีปีใหม่หรือแฮปปี้นิวเยียร์
ที่มีเป็น
ริ้วๆละเอียดๆ อย่างนั้น แต่ไม่มีอักษรแฮปปี้นิวเยียร์
นั่นอย่างหนึ่ง
แล้วก็ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ที่ทำเป็นสายยาวๆ
เอามาพาดหรือขึงไปตามสายไฟนั่นก็อีกอย่างหนึ่ง ที่ผู้หญิงไทลื้อ
ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ก็แล้วแต่ ทุกคนจะเอา
สายล่อฟ้าที่บอกไปแล้วแต่งมัดรวมกับทรงผมอย่างที่กล่าวนี้หมด
แล้วก็แถมด้วยดอกไม้พลาสติค
พอนึกภาพดอกไม้
พลาสติคออกไหมครับ
..เป็นดอกไม้ที่ทำเป็นช่อเป็นพวง เหมือนกับอีตอนที่มีการทอดผ้าป่าหรือกฐินกันนั้น
จะมีพาน
วางผ้าไตรชุดใหญ่อยู่ชุดหนึ่ง แล้วก็มีดอกไม้พลาสติควางหุ้มผ้าไตรอยู่
..นั่นแหละครับ
คืออุปกรณ์เสริมความจ๊าบของ
คนไทลื้อ พันรอบมวยผมไพล่มาข้างหูทางด้านขวาอีกอย่างหนึ่ง เป็นสวยซะไม่มี
..และสิ่งที่ทุกคนจะต้องถือติดมือเอา
ไว้เสมอก็คือร่ม
.
ร่มที่กล่าวนี้ จะมีลักษณะพิเศษครับ คือเมื่อกางออกไปแล้ว ร่มจะตึงแบนราบออกไปตรงๆ
เกือบจะไม่มีลักษณะ
ของมุมเอียงเพื่อไล่น้ำในกรณีกางเพื่อกันฝน และขนาดเนื้อที่ของร่มจะค่อนข้างแคบกว่าร่มแบบปกติที่ผมเห็นในเมือง
ไทย และมีการเขียนลวดลายเป็นดอกไม้เหมือนร่มแถวจังหวัดเชียงใหม่
ร่มอย่างนี้ เป็นลักษณะเดียวกับร่มชาวไทยใหญ่แถวอำเภอปายของจังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ
ใครเคยไปเห็นงานบวชลูก
แก้วในงานปอยส่างลอง
..นั่นแหละเป็นร่มแบบเดียวกัน
เครื่องหมายประจำเมืองของจังหวัดเชียงรุ้งนี้ เขาใช้เครื่องหมายนกยูงและช้าง
เป็นเทรดมาร์ค อันแสดงให้รู้ว่า
พื้นที่แห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยช้างและนกยูงอยู่มาก
ในทั่วบริเวณงานที่กล่าวนี้ มีการออกร้านแบบงานวัด มีหมูปิ้งบ้าง
ข้าวปลาอาหารแบบขันโตกบ้าง
. ขันโตก
นี่ก็เป็นลักษณะเดียวกับภาชนะประเภทถาดที่ถักด้วยหวายและมีขาหยั่งขึ้นมา
สูงประมาณคืบหนึ่ง
.ใส่อาหารหลายๆ อย่าง
แบบเดียวกับที่เราเห็นแถวภาคเหนือของเรา
แล้วก็ของเล่นของใช้คละเคล้ากันไป
ส่วนหนึ่งของลาน เป็นการละเล่นพื้น
เมืองของชนเผ่าต่างๆ ขับซอ และ ขับร้อง โต้ตอบกันไปมา
ดูๆก็เหมือนงานวัดในบ้านเรา
เพียงแต่ไม่มีรำวงเท่านั้น
ในลานขับซอและร้องเพลงที่กล่าวนี้ ผมเห็นมีชาวเขาแต่งตัวประจำเผ่าแบบคนแม้ว
มานั่งปนเป อยู่ด้วย แต่ท่าทางว่าจะเป็น
แม้วรุ่นใหม่แบบมีปีกซะมากกว่า เนื่องจากเสื้อผ้าอาภรณ์ของแม้วสาวคนนี้มันสดใสและขาวสะอาดกว่าแม้วป่าทั่วไป
และ
ท่าทางในการเดินหรือนั่ง เป็นไปในลักษณะคล้ายคนมีการศึกษา
ตีความไม่ออกแฮะว่าแกเป็นแม้วจริง
หรือแม้วแต่งตั้ง
เราเดินเที่ยวดูสินค้าแปลกๆ ตาอยู่จนสะใจ และเริ่มหิวข้าวพอสมควร
เลยชวนกันกลับที่พัก ส่วนอ้ายดิ้ว ขอตัวไป
โรงแรม เนื่องจากมันจะต้องไปเชิญธงลงจากเสา
ก่อนจากกัน อ้ายดิ้วบอกผมว่า ถ้ามีผู้หญิงมาชวนไปนอน อย่ายุ่งเด็ดขาด
มันย้ำอย่างจริงจัง เจ้าอย่าไปเน้อ
..
ไปบ่ได้ มันพูดเหมือนรู้ว่า ที่โรงแรมแห่งนั้นมีผู้หญิงหยำฉ่า
คอยจับแขกอยู่เป็นประจำ ซึ่งคุณผู้อ่านก็คงจะทราบแล้วนะ
ครับว่า ผมไม่ชอบเรื่องนี้ เพราะมันเสียเวลาเที่ยวหาความแปลกหูแปลกตาใส่ตัว
เรื่องพรรค์อย่างนั้น มันหาเหาใส่หัวซะมาก
กว่า
.
เราแยกทางกับอ้ายดิ้วที่หน้าโรงแรม แต่ผมเห็นว่ายังมีเวลาเหลือก่อนนอนอีกเยอะ
เลยชวนกันเดินเที่ยวไปตาม
ริมถนนต่อ
..ที่นี่ยังคงมีร้านขายของริมถนนแบบอนาถาอยู่เยอะ
เช่น ร้านถอนฟันบ้าง ร้านขายขนมบ้าง ผมเดินไปเจอะเอา
ร้าน
..ไม่ใช่ร้านแฮะ คนขายมันเอากล่องกระดาษ
โตประมาณกล่องใส่โทรทัศน์
.. นั่นแหละร้านที่ผมกำลังพูดถึงละ
.
มันขายกล้องถ่ายรูปอยู่ เป็นกล้องปัญญาอ่อน ยี่ห้ออะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
ผลิตในประเทศจีน มีแฟล็ชและมอเตอร์ไดร๊ฟเสร็จ
รูปทรงสวยเอาเรื่องทีเดียว และผมก็สนใจไอ้กล้องชนิดนี้อยู่ด้วย
เนื่องจากกล้องตัวเก่าที่ผมพามันไปลุยมาทั่วทิศ(รูปที่ถ่ายมา
ให้คุณผู้อ่านดูกันอยู่นี่แหละ) มันเริ่มจะหมดอายุแล้ว กล้องเริ่มรั่วเป็นบางแห่ง
มีแสงลอดเข้าไป ทำให้สีเพี้ยนออกแดงๆ บ้าง
แล้ว ผมเลยแวะลองสอบถามราคา
ก็พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก ได้แต่อาศัยกระดาษเขียนตอบกันไปตอบกันมาอย่างที่ผมเคย
กระทำมาทุกแห่ง ดังที่เคยเล่าให้คุณผู้อ่านทราบไปบ้างแล้ว
ปรากฏว่า กล้องตัวนี้มันตั้งราคาขายเอาไว้ที่ 120 เหยียน
..นับว่าถูกมากทีเดียว
.ผมต่อไป
100 เหยียน
..มัน
ไม่ให้แฮะ
.
ไม่ให้ผมก็ไม่เอาเหมือนกัน
.เพราะก็ยังไม่รู้คุณภาพของกล้องด้วย
แต่ใจนั้นผมเสียดายเหมือนกัน
เสียดาย
ในความถูกของมันนั่นเอง
เราเดินจากร้านที่กล่าวนั้นมาได้สัก 10 ก้าวเห็นจะได้ ไอ้คนขายกล้องตนนั้น
วิ่งตาม มาฉุดแขนผมไว้ และยื่นข้อ
เสนอมาใหม่ ด้วยการขายให้ในราคา 120 เหยียนเท่าเดิม แต่จะแถมฟิล์ม
ให้ 1 ม้วน
..ซึ่งฟิล์มชนิดนี้ ถ้าซื้อในราคาประเทศ
ไทยจะตกอยู่ในประมาณ 120 บาท
เออ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้ามันแถมให้อย่างนี้ กลับจะได้ราคาถูกกว่าต่อเหลือ
100 เหยียนซะอีก ตกลงผมก็เลย
ซื้อกล้องตัวนี้กลับมาเป็นที่ระลึกและใช้งานในช่วงขากลับ เป็นการทดสอบคุณภาพสินค้าอนาถาไปในที
ซึ่งผมก็ได้ภาพทั้ง
หมดกลับมารายงานคุณผู้อ่านด้วยความสมบูรณ์พอสมควร
ได้กล้องมาตัวหนึ่ง ผมก็พอใจ เลยชวนกันกลับที่พัก
พรุ่งนี้อ้ายดิ้ว จะพาเราไปเที่ยวสะพานแขวนข้ามแม่น้ำโขง และอนุสาวรีย์นายกรัฐมนตรีจูเอ็นไลซึ่งเคยเดินทาง
มาเยี่ยมเมืองเชียงรุ้ง ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราจะไปรอพบกับมันที่หน้าโรงแรม
ตอนเที่ยง
โอ.เช. ฉบับหน้า เราไปเที่ยวดูสะพานแขวนและเที่ยวเมืองจิ้งหุ่งต่อนะครับ
|