บนแผ่นดินมังกร (2)
โดย วิชิต บางซ่อน    


“ มิคาดว่า ผู้แซ่ดิ้วกลับช่ำชองในโรงเตี๊ยมแห่งนั้นจนยากบรรยาย ทารกชราทั้งสองถึงกลับเงียบงัน เมื่อผู้แซ่ดิ้
กล่าวเสียงเย็นเยียบให้มันทั้งสองทราบว่า ในโรงเตี๊ยมแห่งเขาเหลียงซานนั้น กลับเต็มไปด้วยนางคณิกา
และหญิงหยำฉ่าเดินสายขายกามกันเป็นที่เอิกเกริก…นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของปีศาจสุราชนิดเรื้อรังทั้งคู่…..
ในสายตาฝ้าฟางของมัน กลับมีรังสีอำมหิตชนิดหนึ่ง…..ไม่แน่ว่ามันคิดจะฆ่าฟันนางคณิกาเหล่านั้นหรือไม่..…
และอย่างไร….นับเป็นเรื่องที่มันจะต้องทุ่มเทชีวิตเสี่ยงกับโรคจาโบ้ฮวงและโรคเอดส์คนละสองสาม
กระบวนท่าเป็นแน่แท้….ฮา…ฮา และเคี๊ยกๆ…”


           วันนี้ ผมนอนตื่นสายเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่มีอะไรจะรีบร้อนเหมือนตอนที่อยู่ฝั่งลาว เลยนอนดูทีวีไปเรื่อยๆ รอเวลา
ให้ใกล้เที่ยงจึงจะไปหาอ้ายดิ้ว ให้มันพาเที่ยวต่อ เพราะเมื่อวานนี้ ผมยังไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรมากนัก

            เช้าวันนี้ เราไม่ได้ซื้ออาหารอะไรมากิน เพราะได้อาศัยแอปเปิ้ลและส้มที่ซื้อมาจากท่ารถเมือง ”โมฮั่น” กินรองท้องไป
คนละลูกสองลูกก็อิ่มตื้อ

           จริงอย่างที่อ้ายดิ้วเตือนเราว่าอย่าไปยุ่งกับผู้หญิงในช่วงเย็นวานที่ผ่านมาแฮะ เพราะเมื่อเราเดินกลับมายังโรงแรมที่
พักนั้น มีผู้หญิงพรรค์อย่างว่า แต่งตัวทาปากมายืนดักอยู่ปากทางขึ้นบันไดอยู่ทั้งสองฝั่ง ประมาณ 6-7 คนเห็นจะได้ บางคนก็เดิน
ตามและพูดไปด้วย แต่เราฟังไม่รู้เรื่อง เลยเดินแหวกสาวๆ เหล่านั้นมา แบบไม่สนใจแต่เสียดาย……เอ๊ะ มันยังไงฟะ

           เกือบเที่ยง เราจัดการแต่งชุดหล่อสุดไปยืนดักคอยอ้ายดิ้วตามที่นัดกันไว้….ผมยังต้องการที่จะไปศึกษารายละเอียดของ
”คนไต” อีกหลายอย่าง เพราะไหนๆได้มาเที่ยวเวลาที่เขากำลังฉลองงานปีใหม่อย่างนี้ มันง่ายกว่าที่เราจะเดินไปสืบเสาะเอาเอง
จากหมู่บ้านในช่วงวันธรรมดา แต่ช่วงแรกนี้ ผมจะให้อ้ายดิ้วพาไปเที่ยวสะพานแขวนข้ามแม่น้ำโขงก่อน เพราะยังติดใจในตัว
สะพานนี้ไม่หาย…..แม่น้ำโขงนี้อ้ายดิ้วบอกว่าคนจีนเรียก ”ลันซัง”…….ผมสงสัยว่าจะเป็นสำเนียงที่เราเรียกกันว่า ”ล้านช้าง” เช่น
เดียวกับชื่อเมือง ”ซิสอ บานา” ที่ไทยเราก็เรียกกว่าสิบสองปันนานั่นเอง….ผิดหรือถูกผมไม่รับรองนะครับ เพียงแต่สันนิษฐานให้
เป็นแนวทางเฉยๆ

           ลักษณะของสะพานแขวนที่ข้ามแม่น้ำโขงแห่งนี้ รูปทรงแบบเดียวกับสะพานแขวนพระราม 9 ของไทยเราทุกประการ
ครับ แต่ดูจะยาวกว่า เพราะแม่น้ำโขงนี่ มันกว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเราหลายเท่า โครงสร้างของสะพานแขวน เป็นเสาหลักสูงตั้ง
ขึ้นไปตรงส่วนกลางของสะพาน แล้วมีการขึงลวดสลิงก์ เส้นโตประมาณโคนขา สานลงมา มองเหมือนสาแหรกโยงรับน้ำหนัก
จากส่วนกลางสะพาน ไปยังฐานรับน้ำหนักที่ตีนสะพานทั้งสองข้าง……สะพานแห่งนี้เราต้องเสียค่าธรรมเนียมทางผ่านด้วย แต่
ผมไม่ทราบราคาว่ามันกี่หยวนหรือกี่เหยียนกันแน่ เราให้คนขับรถวนข้ามไปแล้วเลยไปยังวงเวียนก่อนเข้าเมือง ซึ่งที่นั่น ทางการ
เขาทำรูปปั้นช้างและนกยูงเอาไว้ให้เป็นสัญญลักษณ์ของเมือง ผมแวะถ่ายรูปแล้วก็ให้อ้ายดิ้วพากลับไปยังโรงแรม เพื่อตั้งหลักกัน
ใหม่ เนื่องจากอ้ายดิ้ว บอกว่าตอน 1 โมง จะมีเสี่ยวมาหา

           เสี่ยวของอ้ายดิ้วที่กล่าวของมันก็คือ พวกพ้องที่เป็นคนไตกลุ่มหนึ่ง มีสาวๆแต่งตัวแบบ ”ไตลื้อ” นั่งรถตู้มาด้วยกัน 3-4 คนและก็พวกผู้ชายในจำนวนเท่าๆ กันไปด้วย ดีเหมือนกัน เราไม่ต้องนั่งรถแท็กซี่ อาศัยคนพวกนี้ไปเที่ยวด้วยไม่เห็นจะเสียหาย
ตรงไหน

           วันนี้ ในลานวัดที่เราไปเที่ยวมาเมื่อวานนี้ มีช่างถ่ายรูปเอานกยูงมาผูกไว้กับโต๊ะ 2-3 จุด เพื่อให้เด็กๆมายืนกับนกยูงและ
ถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกพร้อมอุปกรณ์ถ่ายรูปแบบใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สแกนภาพ……เหมือนในบ้านเราที่ฮิตถ่ายรูปติดสติ๊กเกอร์กัน
นั่นแหละ แต่ที่นี่ไม่ถ่ายติดสติ๊กเกอร์ เขาถ่ายใส่กระดาษขนาด เอ.4 เหมือนกับขยายรูปสำเร็จไปเลย


           ผมเดินไปซื้อเบียร์จีนมาแจกพรรคพวกที่ไปด้วยคนละขวด กินแก้กระหายน้ำ เพราะวันนี้อากาศออกจะร้อนพอสมควร…..
ราคาเบียร์จีนตกขวดละ 4 เหยียน หรือประมาณ 18 บาทไทย

           อ้ายดิ้วเดินจิบเบียร์ไปสักพักก็ของขึ้น หน้าตาแดงก่ำและเริ่มขากถุย ตามสไตล์ของมัน และยังเสือกย่ามใจ เดินไปซื้อมาซด
อั้กๆๆ ลงไปอีกครึ่งขวด แถมมีการเรอเอิ้กอ้าก น้ำหูน้ำตาไหลอีกต่างหาก……

           เราเดินเล่นอยู่ในอาณาบริเวณจนบ่ายคล้อย และเห็น อ้ายดิ้ว ทำท่าจะหมดลมเอาเพราะความเวียนหน้าของมัน ก็เลยชวน
กันกลับ ประกอบกับสถานที่จัดงานแห่งนี้ก็กว้างขวางเอามากๆ ประมาณว่าโตสักท้องสนามหลวงเห็นจะได้ เลยบริเวณงานออกมา
ก็เป็นจุดกักรถไม่ให้เข้ามาวิ่ง คงปล่อยให้เป็นการออกร้านขายของกันไปตลอด ช่วงนี้อ้ายดิ้วแวะซื้อเทปเพลงฮิตของชนพื้นเมือง
ไทลื้อมาสองม้วน ผมเสียดายที่ไม่ได้ซื้อมาด้วย…..เพราะเทปที่กล่าว เป็นเทปสอนภาษาไทลื้อ……ที่จริงก็ไม่ได้มีศัพท์ภาษาไทลื้อซัก
เท่าไหร่ เป็นลักษณะการผสมคำในภาษาไทลื้อ ที่มีเนื้อร้องคล้ายๆ เด็กนักเรียนป. 1 สมัยเก่าๆ ท่องจำกัน เช่น ก.-อะ-กะ
ก-อา-กา ก-อิ-กิ ก-อี-กี…… ฯลฯ น่าแปลกที่เขามีการผันเสียงเหมือนภาษาไทยเรา

           ถ้าหากเป็นศัพท์และภาษาไทลื้อแท้ๆ เลยก็น่าจะดี…..หรืออีกกรณีหนึ่ง หากผมสามารถซื้อหนังสือแบบเรียน ก.ข.ค.ง.เป็น
ภาษาไทลื้อ มาได้ ก็ดี จะวานให้อ้ายดิ้ว อ่านเทียบเสียงให้ฟัง ว่าภาษานี้จะมีรากศัพท์มาจากสายล้านช้างหรือล้านนากันแน่……แต่ผม
สงสัยนะครับว่า จะเป็นทางล้านนามากกว่า เพราะอักษรของเขามันเป็นวงๆ เกี่ยวกันไปเกี่ยวกันมา เหมือนอักษรตามวัดแถว
เชียงใหม่……เอาละ ผมจะต้องเอาอักษรไทลื้อ ที่ผมถ่ายจากเมืองจีนนี้ ไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่แถวเมืองเหนือให้อ่านดูซะที คงจะดีเป็นแน่

           ตามเส้นทางที่เดินกลับ ผมได้ยินเสียงคนพูดไท ที่สามารถจับสำเนียงได้หลายครั้ง รับรองว่าพื้นฐานภาษาของคนไทที่นี่
ไม่เป็นไปในแบบคนลาวเด็ดขาด มันออกมาทางไทยชัดเจน เช่น เราไปนั่งกันที่นู้นนะ….เสียงสาวๆ ชวนเพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ ผมให้
ไปนั่งกันริมน้ำ ….ผมยังแกล้งถามว่า ไปตรงไหน….แกยังเผลอชี้มือให้ผมเอาเฉยเลย……

           สาวๆ หลายคน นิยมสักภาษาจีนเอาไว้แถวต้นคอแฮะ แต่ผมไม่เข้าใจความหมาย ว่าเขาสักเอาไว้ทำไม จะถามอ้ายดิ้ว มันก็
ตอบไม่ถูก ขนาดผมเดินตามไปชี้ที่ต้นคอคนสัก จนเกือบจะโดนเจ้าของรอยสักเอาด้ามร่มแพ่นกระบาลอยู่รอมมะล่อ อ้ายดิ้วก็ยังไม่
เข้าใจความหมายที่ผมอยากจะรู้ว่าเขาสักเอาไว้ทำไม…เนี่ยคือลักษณะของอ้ายดิ้ว ที่ผมบอกไปว่าบางทีเรื่องง่ายๆมันก็เสือกไม่รู้ขึ้น
มาซะอีก ส่วนไอ้เรื่องที่มันอยากจะรู้ก็คือภาษาอังกฤษ…มันถามผมซะจริงเชียวว่าไอ้นั่นภาษาอังกฤษเรียกอะไร ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น ผม
อยากจะรู้เรื่องภาษาไทยลื้อแทบเป็นแทบตาย…..

           โอเช ไม่รู้ก็ไม่รู้วะ…..แต่สำหรับเด็กสาวคนเชียงตุงในเมืองพม่าที่ผมได้ไปสัมผัสมานั้น……แฮ่ะ….คนเชียงตุงจะสักอักษรลักษณะ
เหมือนภาษาล้านนาเอาไว้ที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง นัยว่าเป็นการขึ้นทะเบียนทำบัตรประจำตัวของคนทางนั้นเขาละ….อ้อ….คนเชียง
ตุงนี่ก็จะพูดภาษาไตเหมือนกันนะครับ แต่สำเนียงที่พูดจะออกสั้นๆเหมือนคนจีนและไม่มีตัวสะกด เช่น หากเราจะให้เขาพูดคำว่า
”สามสิบหก” เขาก็จะออกเสียงเป็น “ สา-สิ-โหะ”…..สีเขียว เขาก็จะเรียกเป็น “ สี-เขว” สีแดง ก็จะเป็น ” สี-เลง” และสีฟ้า เขาก็จะ
ออกเสียงเป็น “ สี-ว้า”

           อ้าว……นี่ผมเลี้ยวไปเมืองเชียงตุงได้ไงฟะ…..เอ้ากลับมาเชียงรุ้งใหม่นะครับ
           เย็นนั้น อ้ายดิ้วขอเราเข้าไปอาบน้ำในห้องด้วยคนหนึ่ง เพราะมันบอกว่า อากาศร้อนมาก (ประมาณ 30 องศา) ถือว่ายังพอ
กลางๆ สำหรับคนไทยเรา แต่อ้ายดิ้วเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากมันคุ้นเคยกับอากาศเย็นและแถมวันนี้มันไปกินเบียร์ฉลอง
สงกรานต์มาซะหน้าตาแดงกร่ำ อย่างที่บอกไปแต่แรก

           ผมเปิดทีวีดูข่าว ก็เห็นชัดเจนว่า ที่เมืองจิ้งหุ่งนี้ มีพิธีฉลองสงกรานต์อยู่ทั่วไป บางแห่งก็มีการแข่งเรือยาวกันตามลำน้ำโขง
มีผู้ว่าราชการจังหวัดมากล่าวเปิดงานด้วยการตีฆ้อง บรรยากาศคล้ายๆ เมืองเชียงใหม่ ….ผมได้ยินเสียงโฆษกประกาศในทีวีอย่าง
ชัดเจนว่า “ปีใหม่ไตลื้อ”……ต่อจากนั้นก็พากย์เป็นภาษาจีนต่อไป

           อ้ายดิ้วหายเข้าไปในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ยิ้มสดชื่นออกมา แล้วบอกว่า ไปกินข้าวได้…..มันพูดเองเออเองเสร็จ แล้ว
ควักบุหรี่ออกมาสูบควันโขมง แถมด้วยการขากถุยก่อนออกจากห้องอีก 1ครั้ง

           เรื่องขากถุยของคนจีนนี่ผมรำคาญเป็นกำลัง แต่ไม่รู้จะทำยังไงกับคนพวกนี้ดี…… อย่างอ้ายดิ้วเองนั้น มันพาเราไปกิน
อาหารเย็นแถวๆ โรงแรมที่มันทำงาน……ทางร้านก็อุตสาห์เปิดห้องวีไอพี.เป็นห้องแอร์พิเศษให้ และห้องที่กล่าวนี้ ก็เป็นห้องพื้น
ปูปาเก้ขัดมันอีกต่างหาก…..อ้ายดิ้วทั้งทิ้งขี้บุหรี่ รวมไปถึงขากแล้วก็ถุยแม่งลงไปบนพื้นปาเก้นั้นแบบหน้าตาเฉย…..ไม่ได้มีอาการ
กระดากหรือแสดงอาการว่านี่คือกริยาไม่สมควรแต่ประการใด

           ผมงี้อยากโดดถีบอ้ายดิ้วให้ตกเก้าอี้เอาจริงๆ……เพราะรำคาญและพะอืดพะอม.แถมเหม็นควันบุหรี่อีกต่างหาก……งาน
นี้ผมกินข้าวไม่ลง เลยได้แต่ดื่มเบียร์แก้เซ็งไปเรื่อยๆ

           ผมลองสอบถามอ้ายดิ้วว่า เราจะกลับไปเมืองลาวได้ยังไง เพราะรถจะมารับเราในอีก 3 วัน… มีเครื่องบินไหม หรือมีรถเมล์
สายด่วนยังไง…..อ้ายดิ้วบอกว่ามีเครื่องบิน แต่เครื่องบินไปจอดที่เมืองเวียงจันทน์ มันเคยไปเที่ยวมาครั้งหนึ่ง…..ส่วนรถเมล์ยังไม่มั่น
ใจ เดี๋ยวไปตรวจสอบกันที่ท่ารถเมล์เลย

           ปรากฏว่ามีรถเมล์บุโรทั่งคันหนึ่ง จะเดินทางช่วงสั้นๆไปที่เมืองเม็งลา ต่อจากนั้น ให้ขึ้นรถเมล์ต่อไปชายแดนจีนที่โมฮั่น
แล้วก็ ข้ามแดนจีนไปต่อรถเข้าเมืองสายต่อไป (เมืองอุดมไซนี่ คนจีนเขาเรียกเมืองสายนะครับ)

           โอเช. อย่างนี้เข้าท่าหน่อย มันจะกี่ต่อยังไงก็ช่างมัน ขอให้เราเดินทางกลับได้ตามกำหนดการจะดีที่สุด เพราะนี่เราก็ผลาญ
เวลาไปเกือบ 10 วันเข้านี่แล้ว ไหนจะต้องบุกบั่นกลับกันอีกกี่วันยังไม่รู้

           สรุปแล้ว ผมให้อ้ายดิ้ว เขียนจดหมายใส่กระดาษเล็กๆแผ่นหนึ่งติดตัวมาด้วย….คือ ผมจะขึ้นรถไปลงเมืองเม็งลา แล้วเอา
จดหมายไปให้คนขายตั๋วที่เม็งลาดู ว่าเราต้องการไปชายแดนโมฮั่น……การณ์ก็เป็นอันเสร็จพิธี……พรุ่งนี้รถจะออกเวลา 7 โมงของ
เวลาประเทศจีน เราร่ำลาอ้ายดิ้วกันในค่ำคืนนั้นเลยทีเดียว

           เช้าวันรุ่งขึ้น เราหิ้วสัมภาระมานั่งคอยรถกันตามเวลานัดหมาย …..พอได้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์และวิชิตฤกษ์ ไอ้รถเมล์
มหาเก่างั่กคันนี้ ก็พาสังขารผุพังของมันเสียงตูมตามโครมครามราวกับชิ้นส่วนรถจะหลุดออกไปจากตัวถัง ห้อข้ามเขาลงห้วยไป
ถึงจุดพักรถกลางทางเพื่อให้ผู้โดยสารอันทรงเกียรติลงไปถ่ายทุกข์กันในบริเวณท่ารถ…..ดีเหมือนกัน อากาศเย็นๆ อย่างนี้
ได้ฉิ้งฉ่องซักที เหมือนได้ขึ้นสวรรค์…..

           จัดการกับธุระของแต่ละคนเสร็จแล้ว เราก็กลับมานั่งหน้าแหลมคอยอยู่บนรถ เตรียมเดินทางต่อ

           รถวิ่งไปได้อีกประมาณชั่วโมงหนึ่ง ก็ถึงสถานีปลายทาง…….ผมจัดการเอาจดหมาย์ของอ้ายดิ้ว ไปให้คนขายตั๋ว ซึ่งก็ลงตัว
พอดี สำหรับรถคันที่จะเดินทางไปเมืองโมฮั่น กำลังจะออกเดินทางอยู่เหมือนกัน….

           โห ถ้ารถคันแรกมันเสียเวลาเพราะอะไรไปสัก 5 นาที ผมว่าได้มีการนอนค้างที่เมืองเม็งลาอีกคืนนึงแหง๋ม… ผมขอเวลานอก
เพื่อไปยิงกระต่าย อีกครั้งหนึ่ง……ที่นี่ ผมเสียค่าฉิ้งฉ่องไปประมาณ 1บาทไทย…….มันเป็นส้วมหลังสุดท้ายของโลก ที่มีแต่ผนังกั้น
ด้านข้าง กันคนหันหน้ามองกันเฉยๆ …มองดูแล้วเหมือนห้องน้ำปัสสาวะตามปั้มน้ำมันในเมืองไทยเรานี่แหละ……ทีแรกผมก็นึก
ว่าส้วมมันแยกอยู่ต่างหาก พอเดินไปยิงกระต่ายอย่างว่า ปรากฏว่ามันมีกองทัพงูเห่า กองอยู่เต็มร่อง ถึงได้รู้ว่า นี่คือส้วมแบบ
ทันสมัยสุดของเขาละ……นี่ขนาดส้วมเสียเงินแล้วนะเพ่

           รถเมล์คันนี้พาเราดั้นด้นย้อนทางกลับมายังเมืองโมฮั่นเอาในเวลา บ่ายโมงเศษๆ เราจัดการทำเอกสารเสร็จก็เดินข้าม
ด่านจีนมายังด่านลาว……ที่นี่ยังมีการสาดน้ำกันอยู่ตามแบบสงกรานต์ทั้งฝั่งลาวและฝั่งจีน ผมโดนสาดลงมาจากดาดฟ้าชั้น 3
เล่นเอาเปียกไปทั้งตัว…..แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน

           จากชายแดนฝั่งลาว เราพยายามหารถเพื่อเดินทางต่อมายังเมืองอุดมไซ ปรากฏว่ามีรถเมล์คันหนึ่ง คอยอยู่ที่ท่ารถ……แต่คน
ขับมันไม่ยอมออกรถ เนื่องจากผู้โดยสารที่ข้ามมาจากชายแดนจีนมีเพียงเราสองคน ส่วนชาวบ้านที่จะเดินทางมาอุดมไซ
ก็มีอยู่เพียง 2-3 คนเท่านั้น โชเฟอร์มันบอกว่าไม่คุ้มค่าน้ำมัน หากเราจะกลับมาอุดมไซจริง ก็ต้องเหมารถในราคาพิเศษสุด
1,000 บาท ส่วนผู้โดยสารที่อาจจะมีในระหว่างทางบ้าง หรือไม่มีก็ไม่สน ถือว่าเราเหมาลำมาแล้ว

           แต่ถ้ามีคนขึ้นรถเพิ่ม มันจะเก็บเงินเอง…..

           ฟังดูก็แปลกนะครับ แทนที่มันจะให้เราเก็บเงินเพราะเราเป็นผู้เหมาลำมา แต่นี่พี่แกจะเก็บเงินเอง

           ไม่แน่จริงนี่หว่า…..แน่จริงมันต้องให้เราเหมาเพียงครึ่งราคา ส่วนมันจะเก็บเงินได้หรือไม่ได้ มันจะขอเสี่ยงดวงเอง อย่างนี้ถึง
จะเจ๋งและยุติธรรมสำหรับเราด้วย

           สรุปแล้ว เราก็ช่วยกันออกเงินคนละครึ่งให้ไอ้คนขับรถไปไม่งั้นเราก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าจะไปนอนที่ไหน……นึกเสียว่า
เป็นเหตุการณ์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็สบายใจไป

           รถเมล์คันนี้ พาเรากลับมายังโรงแรมรูหนู”เสินนะลาด”ได้ในอีกชั่วโมงเศษๆ ต่อมา……คราวนี้ผมซื้อไข่ลูกจากร้านฝั่งตรง
ข้ามโรงแรมมากินแก้โหย 3 ฟอง ตกฟองละ 10 บาท…..ก็ต้องยอมกินไข่ลูกซะทีหนึ่ง….ไปลาวหลายครั้งแล้วไม่เคยกินไข่ข้าว
อย่างที่บอกนี่สักทีเหตุที่ผมต้องกินไข่ข้าวในวันส่งท้ายนี่ก็เพราะผมรู้สึกว่าท้องมันโหวงเหวง คล้ายๆ ร่างกายมันขาดสาร
อาหารบางอย่างนั่นแหละ……อาการอย่างนี้คงเกิดจากผมกินอาหารไม่ค่อยลง เพราะขยักแขยงเสียงขากถุยของอ้ายดิ้วเสียมาก
กว่าอย่างอื่น….ในท้องมีแต่น้ำเบียร์ มันก็เลยโหยๆอย่างที่บอก

           ตรงนี้วิชิตขอแทรกเรื่องของไข่ข้าวซะหน่อยดีกั่ว…..ไหนๆ ก็จะเป็นตอนสุดท้ายแล้ว

           สำหรับไข่ข้าวหรือไข่ลูกนี่ วิธีกินในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันนะครับ อย่างคนฟิลิปปินส์เขาก็มีไข่ข้าวเหมือนกัน เขาจะกิน
เฉพาะน้ำเลี้ยงตัวอ่อน คือเจาะตรงหัวไข่แล้วก็ดูดเอาเฉพาะแต่น้ำ เขาเรียกกันว่า ”บาลู้บ” น้ำหวานดีเหมือนกัน

           ทางด้านเวียตนามก็จะกินเหมือนๆ คนฟิลิปปินส์ครับ ส่วนลาวก็กินแบบลาว คือกินตัวอ่อนเข้าไปด้วย ส่วนไทยเราไม่นิยม
กินน้ำเลี้ยงตัวอ่อนและไม่กินตัวอ่อน เนื่องจากไข่ข้าวของไทยเราผิดกับลาว คือของเราฟักไปจนไข่เป็นตัวแก่ จวนจะออกจาก
ไข่มาดูโลกรอมมะล่ออยู่แล้ว แต่ลูกเจี๊ยบเหล่านี้อ่อนแอ มันเจาะไข่ออกมาไม่ไหว ก็เลยตายคาไข่ เพราะฉะนั้นน้ำเลี้ยงตัวอ่อน
ในไข่ข้าวของเราจึงไม่มีสรุปแล้วไข่ข้าวของลาว จะเป็นไข่ที่กำลังฟักได้ไม่เกิน 10 วัน แล้วก็เอาไปต้มกินทั้งตัว ส่วน
ไข่ข้าวของไทยเราฟักกันจนเป็นตัวแก่ แล้วตายคาไข่……เนื้อตัวของมันจะมีขนเต็มหมดแล้ว

           แหม…..ไหนๆก็เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ชักติดลมแฮะ ขอขยายความต่อให้จบไปเลยดีกั่วเพราะผมเองก็ชอบกินไข่ข้าวอย่าง
นี้อยู่เหมือนกัน…..และแถมด้วยเผื่อคุณผู้อ่านจะเอาวิธีการนี้ไปทำกินหรือทำขายก็ไม่เลว กำไรหลายเท่านะครับ

           ตัวผมเองนั้นชอบจนถึงขนาดว่าซื้อกินไม่ไหวครับ เพราะมันแพงสำหรับผมมากทีเดียว คือ 3 ตัว 10 บาท และก็หาซื้อกิน
ยากอีกต่างหากเนื่องจากคนกรุงเทพไม่ค่อยรู้จักไข่ข้าวกันเท่าไหร่นัก คนขายก็เลยมีอยู่ในวงจำกัด แต่คนบ้านนอก อย่างผมรู้…..
คนจันท์เรียกไข่ข้าวอย่างนี้ว่า”ไข่ตายโคม” ผมอยากกินมากๆ เข้าก็จะไปหาซื้อเอาจากร้านฟักลูกเป็ด แถวๆสามแยกธนาคารใกล้
วงเวียนโอเดี้ยนนั่นแหละพอรู้จักไหมครับวงเวียนโอเดี้ยนซึ่งมันก็ใกล้ๆกับวงเวียน 22 กรกฏา คือเมื่อคิดเอาจากหัวมุมสามแยก
ธนาคาร….แยกซ้ายมือจะเข้าไปวงเวียน 22 ถ้า เบนออกขวามือก็จะไปวงเวียนโอเดี้ยน ร้านขายไข่ข้าวก็จะอยู่ตามห้องแถวในละ
แวกนี้…..ถามชาวบ้านแถวนี้เขาก็รู้จัก เขาขายร้อยละ 130-150 บาท แล้วแต่ราคาตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลง

           ไข่ข้าวที่จะทำกินนี่มันเป็นไข่เป็ดนะครับ ลูกเจี๊ยบมันจะโตหน่อย ส่วนลูกไก่ไม่มีใครนิยมเอามาทำกัน เนื่องจาก
ตัวมันเล็กจิ๋ว ไม่มีเนื้อไม่มีหนังให้เรากินเท่าไหร่

           ถ้าจะกินแบบตัวลูกเจี๊ยบ เราก็ถามหาซื้อ ”ไข่ตัว”…..ถ้าจะกินแบบไข่แข็งๆและไม่มีตัว เราก็บอกเขาว่าซื้อ ”ไข่ข้าว”…..ราคา
จะเท่ากันทั้งสองรุ่นครับ

           เมื่อซื้อไข่ที่ว่านี้ได้แล้วก็ไม่ควรขึ้นรถเมล์ เพราะกระเป๋ามันจะเอากระบอกตั๋วตีกระบาลเราเข้าให้ เนื่องจากว่ามันมีกลิ่น
เหม็นดีจริงๆ…..กลับมาถึงบ้านแล้วก็จัดการต้มน้ำด้วยหม้อขนาดใหญ่ๆ…..ก็ประมาณว่าให้ใส่ไข่ได้หมดนั่นแหละ

           ถ้าเห็นแก่ลูกเจี๊ยบตาดำๆ ก็ต้มอีตอนน้ำยังเย็นๆอยู่…..ลูกเจี๊ยบตัวไหนยังไม่ถึงที่ตายมันก็จะแหกปากร้องออกมาเพราะ
ความร้อน แต่ถ้าเห็นแก่กินก็ต้มน้ำให้เดือดเสียก่อน แล้วค่อยเทไข่ลูกลงไป อย่างนี้มันร้องไม่ทัน เพราะอะไรคงไม่ต้องอธิบาย

           ผมเคยต้มกินเองหลายครั้ง…..ซื้อมาทีละ 50 ลูกบ้าง 100 ลูกบ้าง แล้วแต่ความอยากกินใน แต่ละครั้ง เมื่อน้ำเริ่มร้อนก็จะ
ได้ยินเสียงลูกเจี๊ยบมันร้องเรียกให้ไปช่วยมันออกจากไข่อยู่เสมอ…..พอเทน้ำออกทิ้งผมก็จะไปเขี่ยๆ ดู ไข่ใบไหนมีเสียงร้อง
ก็จะกันมันออกมา แล้วก็เอาไอ้พวกไม่ร้องต้มต่อไปใหม่

           ลูกไข่ที่มีเสียงร้องนี้ ผมจะช่วยแกะเอาเปลือกไข่ออก มันจะเป็นตัวลูกเจี๊ยบอยู่ครึ่งตัว มีขนเต็มแบบลูกเป็ดนั่นแหละ
ส่วนอีกครึ่งตัวที่เหลือจากส่วนปีกไปนั้น ยังเป็นไข่แดงอยู่ เห็นเส้นเลือดในไข่แดงเป็นริ้วๆได้ชัดเจน ผมเอาเศษผ้าห่อ
ให้มันแล้วก็เอาใส่กล่องเบียร์รวมกันไว้ บางทีก็ได้ 4 ตัวบางทีก็ได้ 5 ตัว…..เอาแน่ไม่ได้

           ไข่แดงจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นลำตัวลงไปเรื่อยๆ……มันไม่ต้องกินอะไรในระหว่าง 4-5 วันนั่นนะครับ มันจะร้องเจี๊ยบๆ ของมัน
ไปตามเรื่อง คือมันยังมีไข่แดงเป็นโปรตีนให้ตัวของมันเองอยู่ จนผ่านไป 4-5 วันอย่างที่บอกแล้ว ตัวมันก็จะเป็นลูกเจี๊ยบสมบูรณ์
แบบออกมาวิ่งนอกกล่องได้ ผมเดินไปไหนมาไหนมันก็จะเดินตามเป็นพรวนเลยทีเดียว……ผมเลี้ยงเป็ดแบบอนาถาอย่างนี้ได้
หลายฝูงอยู่เหมือนกัน พอมันโตเต็มที่สำหรับการเอามันไปทำลาบหรือเป็ดพะโล้แล้วค่อยตกลงกันใหม่ว่ามันจะทดแทน
บุญคุณผมได้หรือไม่ และจะเอาแบบไหนก็ว่ามา

           กลับมาที่หม้อต้มไข่อีกครั้งหนึ่งนะครับ…..เราต้องต้มมันต่อไปหลังจากน้ำเดือดแล้วอีกประมาณ 10 นาทีก็เอาลงจากเตา
ปล่อยให้น้ำเย็นลงเอง จากนั้นก็เตรียมหม้อซึ้งสำหรับนึ่งตัวที่เราจะทำการแกะออกจากไข่ในอันดับต่อไป

           หาใบตองมาปูในถังซึ้ง เพื่อให้ใบตองกันชิ้นส่วนและอะไหล่จากตัวลูกเจี๊ยบตกลงไปในน้ำและเพื่อให้กลิ่นหอมจากใบตอง
เสริมความหอมลงไปในตัวลูกเจี๊ยบอีกต่อหนึ่ง……คราวนี้คือการแกะเปลือกไข่เหมือนกับปอกไข่ทั่วไป เพียงแต่มันจะมีตัวลูกเจี๊ยบ
ล้วนๆบ้างมีไข่คาอยู่ครึ่งตัวบ้าง อันไหนเป็นตัวเราก็เอานิ้วมือบีบๆรูดเอาหนังและหัวของมันให้หลุดออกมาจากลำตัว ตรงไหน
เป็นขาก็เอาเล็บกดให้ขามันหลุดออกมา….จัดการรูดเสื้อและกางเกงของมันออกมาให้เหลือแต่ตัวล่อนจ้อนเป็นใช้ได้……
นี่แหละคือสาเหตุให้เราต้องต้มมันต่อไปอีก 10 นาทีหลังน้ำเดือด….ไม่งั้นจะรูดขนลำบาก

           ล้างน้ำให้สะอาดแล้วใส่ซึ้งเรียงตามลำดับไหล่แถวประชิดระดับศอกแล้วก็เอาไปนึ่งตามธรรมเนียม…..ก็จะนึ่งให้ตัวมันแห้ง
ไงล่ะเพ่ กินเข้าไปได้ไงถ้าตัวมันยังเปียกแฉะออกอย่างนั้น

           น้ำจิ้มก็ใช้แตงกวาผ่าครึ่งแล้วซอยตามขวาง ใช้น้ำจิ้มไก่สำเร็จรูปผสมลงไปก็เรียบร้อย แต่ถ้าทำขายก็ต้องผสมน้ำจิ้มเอง
ให้ได้รสหวานอมเปรี้ยว มีเผ็ดผสมปลายลิ้นนิดหน่อย…..เอาสะเต็กมาแลกก็ไม่ย๊อม…ม….ม์

           ฉบับนี้แหวกแนวนิดหน่อยนะครับ เพราะบังเอิญมาพบไข่ข้าวเอาในวันสุดท้ายก็เลยซื้อเอามากินแล้วหลับยาว อธิบายวิธีทำ
เป็นของแถมพกให้คุณผู้อ่านอีกหน่อย…..ตามประสาเพื่อนผู้ร่วมทางของผมไง….ฉบับหน้าจะให้ผมพาไปเที่ยวไหนลองเขียน
จดหมายแนะนำมาบ้างนะครับ

           ฉบับนี้ขอตัวพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ผมจะอัดยาวกลับกรุงเทพซะทีหนึ่ง

           ………………………ขอให้ผมโชคดีนะครับ