"
คนลาวที่เมืองพงสาลี และเมืองสิงที่ผมได้หลุดเข้าไปพบเห็นในช่วง
3-4 วันนั้น ไม่รู้จะบรรยายยังไงถึงจะถูก
มันมั่วซั่วพิกล..... จนไม่น่าเชื่อว่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรานี้ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยมนุษย์หลงสำรวจอยู่มากมายปาน
ฉะนี้..... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นี่คือการได้กินแกงโฮะชามใหญ่ของเมืองลาวของผมเอาอย่างไม่ทันตั้งตัว
หลังจากที่ผมได้เคย
อาฆาตเอาไว้ในหลายเดือนก่อนหน้านั้นแล้วว่า ผมจะต้องดั้นด้นไปขุดคุ้ยความแปลกปลาดในชาติพันธ์แห่งมนุษย์ที่เมืองพงสาลี
ของเมืองลาวให้จงได้......"
จบไปอีกหนึ่งไฟต์
สำหรับการล้างตาที่เมืองลาวในฉบับนี้แล้วครับ เพื่อนๆ ของวิชิต
สามช่า...อ้อ.....ไม่ใช่แค่ลาวแฮะ...
เห็นมีวันหยุดหลายวัน...ผมตียาวไปถึงเมืองจีนนู่นเลยละ.......ไปเที่ยวนี้
ผมมั่วซะสิบกว่าวัน ขี่ลุยในประเทศลาวแบบเหนือจด
ใต้ แล้วผ่าจากตะวันออกมาตะวันตก....เล่นกันป่วนไปทั้งประเทศลาวนั่นแหละ
เพราะฉะนั้น ในมินิซีรี่ส์ชุดนี้ของผม ก็จะเป็น
เรื่องยาวแบบเม้ดเล่ย์ ควบไปสองประเทศ แถมไปสานต่อตำนานคนไต ในแคว้นสิบสองปันนาเข้าไปด้วย
อ่านกันตาแฉะเลยก็
แล้วกัน......อย่ามาว่าผมนะครับ......มินิซีรี่ส์ชุดนี้จะยาวแบบต้องหยุดพักฉายครึ่งให้ท่านผู้ชมเดินไปสูบบุหรี่
แถมด้วยไปเข้าห้อง
น้ำอีกสองครั้งซ้อน
......ยังจำกันได้หรือเปล่าครับ......ก็ในฉบับที่ผมเขียนถึงประเทศลาว
คราวที่ไตเติ้ลนำทางไปแล้ว...ก่อนที่ผมจะเขียน
ถึงเรื่องไปย้อนเวลาหาอดีตกันในเมืองอิสราเอลนั่นไง
ผมเกริ่นให้เพื่อนสมาชิก
riding-thai ทราบไปในคราวนั้นว่า ผมได้ไปซื้อหนังสือของ "คะนะกำมะกาน
วิดทะยาสาด
และสังคมเมืองลาว" มาได้เล่มหนึ่ง โดยหนังสือที่กล่าวนี้ได้พรรณนาเอาไว้ว่า
ประชากรชาวลาวนั้นประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆ
ถึง 47 กลุ่ม โดยมีการแบ่งแยกกันด้วยลักษณะของภาษาเป็นประเด็นสำคัญ
โดย "ผู้ไท" ในกลุ่มภาษา"ไทย-ลาว"นั้น ประกอบไป
ด้วย ไทแดง ไทขาว ไทดำ ไทแซะ ไทแสก ไทเมียน ไทลื้อ ไทเขิน....ไม่รู้อะไรต่ออะไรนัก
มั่วไปหมด ทำเอาจนผมจำไม่ไหว
โดยผมอาฆาตเอาไว้ว่า หากมีโอกาสเมื่อไหร่ ผมจะข้ามไปลุยถั่วเมืองนี้เพื่อเอาข้อมูลมาเสนอ
ในคอลัมน์บันทึกคนเดินทางนี้
ให้ได้
นี่ก็เรียบร้อยโรงเรียนเชียงขวางไปแล้ว
ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี่เอง.....
แฮ่ะ..... .เมืองเชียงขวงนี่ก็น่าเที่ยวเหมือนกันนะครับ...... เมืองเชียงขวงนี่อยู่ใกล้ๆทุ่งไหหิน.... แต่ค่อนไปทางใต้...
ใกล้เมืองหัวพัน...เคยเห็นหรือเปล่าล่ะครับ ทุ่งไหหินน่ะ.....บริเวณพื้นที่แถวนั้นนักประวัติศาสตร์เขายังงงกันอยู่ว่า
คนโบราณ
ไปสร้างไหหินเอาไว้ทำไมบ่ซาบ.....ไหหินที่กล่าวนี่รูปร่างเหมือนครกกระเดื่อง
ที่คนต่างจังหวัดของเราตำข้าว แต่มันโตเท่าตุ่ม
น้ำ.... เอาไว้มีเวลาว่างซะก่อน วิชิต สามช่าจะข้ามไปยำใหญ่มาให้อ่านกันอีก
รับประกันมันหยดแน่
ฉบับนี้
ตามผมไปกินแกงโฮะที่เมืองพงสาลีกันก่อนดีกั่ว หลังจากนั้นเราถึงจะข้ามไปเมืองจีนกันในตอนต่อๆ ไป
อันว่าเมืองพงสาลีที่กล่าวนี้ มันตั้งอยู่ส่วนเหนือสุดของประเทศลาวนะครับ
ที่ผมเคยบอกว่าตัวจังหวัดทั้งหมด มันยื่นเข้าไป
ในเนื้อที่ของประเทศจีนทั้งยวงเลย.....ที่นั่นจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยขบวนการคนนอกกฎหมายเยอะ
คำว่าคนนอกกฎหมายที่กล่าวนี้
ไม่ได้หมายความว่า คนเหล่านี้เป็นโจรหรือคนร้ายที่หนีอำนาจรัฐไปมั่วสุมกันอยู่
ที่เมืองเถื่อนตรงนี้ก็หาไม่..... แต่คนเถื่อนที่ผมบอกและไปพบมานี่
คือกลุ่มชนโบราณที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนทำบัตรประจำตัว
เหมือนชาวลาวกลุ่มอื่นๆ เช่นชาวขมุ,ชาวละว้า,ชาวเขาสารพัดเผ่า,ชาวละแมด,ชาวละแม.....ไทดำ,ไทแดง,ฯ....
แค่อ่านชื่อชนเผ่า
แปลกๆเหล่านี้คุณก็คงจะงงแล้วนะครับ.....ไปลาวเที่ยวนี้ผมพกหนังสือวิดทะยาสาด
สังคมมะนุด เล่มที่กล่าวมาแล้วไปด้วย เอา
ไปให้คนลาวอ่าน เพื่อจะขยายความให้เข้าใจในชนเผ่าอื่นๆที่ผมอ่านไม่ออกหรืออ่านแล้วเข้าใจเพื้ยนไป
เช่นชนเผ่า"ห้ำ"....ไม่
รู้ว่ามันหมายถึงอะไร เพราะลองนึกทบทวนความรู้ต่างๆบรรดามีจากก้นกะโหลกดูแล้ว
นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่ามันเป็นมนุษย์
พันธ์ไหน.....ปรากฏว่าผมอ่านไม่ผิดครับ.....เอาไปให้เจ้าของบ้านเกสท์เฮ้าส์ที่ผมไปพักอ่านคำที่กล่าวนั้นเขาก็อ่านว่า"คนห้ำ"
แต่
ไม่รู้ว่าเป็นคนในกลุ่มไหน.....ยังมีอีกหลายกลุ่มครับที่ผมอ่านแล้วตีความไม่ออก
คนพวกนี้แหล่ะยังเป็นคนเถื่อนอยู่.....เถื่อนสมชื่อ
เพราะรัฐบาลลาวยังไม่สามารถเข้าไปจัดกลุ่มและรวบรวมทำบัตร
ประจำตัวให้ได้.....ผมว่าน่าจะใช้เวลาอีกชาตินึงนั่นแหละ คงจะทำได้ทั่ว
เพราะปัจจุบันนี้ ผมขี่รถไปเที่ยวหลวงพระบางผ่านมา
ได้ 4 ปีกั่วๆแล้ว คนลาวในเมืองหลวงพระบางยังทำบัตรกันไม่ได้ทั่วทุกคนเลย.....
นัยว่า.....คนที่อยู่นอกเมืองออกไป ยังไม่รู้เรื่อง
และรายละเอียดว่า รัฐบาลจะต้องบังคับให้ทุกคนทำบัตรประจำตัวประชาชน...
แล้วนับประสาอะไรกับคนลาวที่เมืองพงสาลี ซึ่ง
อยู่เหนือสุดของประเทศจะไปรู้เรื่องเข้าได้ล่ะ
จะเถื่อนหรือไม่เถื่อนผมไม่รู้แฮะ
แต่เท่าที่เห็นด้วยสายตามาเองนั้น ผู้หญิงบางเผ่าของเมืองพงสาลีนี้
ใส่เสื้อผิด หรือ
จะเรียกกว่าใส่เสื้อไม่เป็นก็ไม่รู้.....คือแทนที่เขาจะใส่เสื้อคลุมส่วนหน้าอกซึ่งเป็นแฟริ่งส่วนสำคัญของร่างกายเหมือนที่เราใส่กัน
เป็นปกติ แต่ชนเผ่ากลุ่มนี้ ดันเอาหน้าอกออกมาไว้ข้างนอก แล้วเอาเสื้อไปใส่ส่วนท้องแทน.....หรือคนพวกนี้จะล้ำสมัยเหมือน
หนังเรื่องซูเปอร์แมน ที่ใส่กางเกงในไว้ข้างนอกกางเกงขายาวก็ไม่ทราบ
.....สันนิษฐานไม่ถูกแฮะ ไว้ดูรูปเอาเองดีกั่ว......
พูดไปทำไมมี อย่าว่าแต่จะไปค้นหาคำตอบในส่วนเหนือของลาวเลย เอาแค่ที่สถานทูตในกรุงเทพนี่ก็พอแล้ว.....เขียนถึงแล้ว
เจ็บใจไม่หายแฮะ..
จะอะไรเสียอีกล่ะ.....ถ้าไม่ใช่ฝีมือลาว......ครือหยั่งงี้ครับ
ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าเข้าเมืองลาวนั้น
ปกติแล้ว ไปกี่ครั้งกี่ครั้ง เราจะเสียค่าธรรมเนียมคนละ 300
บาทยืนพื้นมา
หลายปีดีดัก.....แต่ไปคราวนี้ ผมให้หนุ่มๆที่กองบก.โมโตครอสนี่แหละไปช่วยวิ่งเรื่องเอกสาร
คือเอาเอกสารการขอเข้าเมืองไปยื่น
เหมือนกับที่เคยไปทำมาหลายครั้งดังที่บอกไปแล้ว .....ซึ่งโดยปกติ
เราจะได้รับพาสปอร์ตและวีซ่าภายในไม่เกิน 2 วัน.....ส่วนการณ์
ในครั้งนี้กลับเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่สถานทูต ให้คนเดินสารของเรารอรับวีซ่ากลับมาได้เลย
ไม่ต้องรอเวลาเหมือนครั้งก่อนๆ แต่ค่า
ธรรมเนียมแพงกว่าเดิมอีกเท่าตัว เป็น 600 บาท.....ผมก็ไม่ได้สงสัยอะไร
เพราะนึกว่า ทางการลาวเขาปรับปรุงค่าธรรมเนียมใหม่
หกร้อยก็หกร้อยวะ
ปรากฏว่า
เมื่อผมขี่รถไปถึงด่านข้ามแดนทางฝั่งไทยและกำลังยื่นเรื่องราวขอเอกสารข้ามแดนอยู่นั่น
บังเอิญผมได้ไป
เห็นประกาศของทางการลาว แจ้งให้บริษัททัวร์ทั้งฝ่ายไทยและลาวทราบว่า
ทางการลาวจะเก็บค่าธรรมเนียมในการทำวีซ่าในแบบ
ปกติคนละ 300 บาท(เป็นราคาปกติสำหรับการรับวีซ่าในเวลา 3 วัน
อย่างที่ผมได้ดำเนินการมาโดยตลอด) แต่ถ้าต้องการได้วีซ่าแบบ
ด่วน(ได้ภายใน 1 วัน) จะคิดค่าธรรมเนียมพิเศษเป็น 600 บาท
เสร็จโก๋ลาวซะแล้ว วิชิต สามช่า
ผมเองนั้น
ไม่ได้คิดเลยว่าสถานทูตเขาจะเร่งทำวีซ่าให้เราเป็นพิเศษ เพราะเราก็ไม่ได้เร่งรีบขนาดไหน
เนื่องจากผม
เองนั้นไม่เคยประมาทกับเหตุการณ์ถึงกลับจะปล่อยเวลาให้ผ่านๆ ไป
แล้วไปเร่งทำวีซ่าเอาในวันสุดท้ายก่อนเดินทางผมจะไป
ทำวีซ่าล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เสมอแหละครับพระคุณ..... ก็เผื่อขาดเผื่อเหลือเอาไว้เสมอ
เพราะเชื่อมั่นในข้อมูลของคนลาวว่า
มาตรฐานเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ.....ไม่รู้จะขยายคำพูดตรงนี้ได้งัย
พับผ่าเถอะที่จริงโดยทั่วไปแล้วคนรับเรื่องเขาจะต้องถามคน
ไปทำวีซ่าซะก่อนว่า"....เจ้าต้องการวีซ่าฟ้าวบ่ล่ะ...."
ฟ้าวนี่ก็คือเร่งรีบรึป่าว ทำนองนี้ .....หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือคนไปทำวีซ่าจะต้อง
ร้องขอให้เขารีบออกบัตรประทับตราให้เอง จะคิดเงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ว่ามา
แต่นี่ไม่มีการสอบถามอะไรซักอย่าง
พี่แกช่วยจัดการเร่งวีซ่าเอง แล้วก็คิดเงินแบบวีซ่าพิเศษเฉยๆซะอย่างนั้นแหละ....
นี่ถ้าผมไม่ได้ไปอ่านพบประกาศของทางการลาวที่ด่านชายแดนเข้า
ก็คงนึกว่าเขาปรับค่าธรรมเนียมเป็น 600 บาทไปเสียแล้ว...
.เนี่ย...ผมถึงได้บอกว่า เสร็จโก๋ลาวอย่างที่ว่าไปนั่นแหละ
ทำวีซ่าคราวหน้า
ผมก็จะต้องบอกเขาให้ชัดเจนว่า"ข้อยบ่ได้ฟ้าวปานได๋นะอ้าย...."
ดูซิว่าราคามันจะลดลงเหลือ 300 บาท
เหมือนเดิมเรอะป่าว
กลับมาว่าเรื่องของเราต่อไปนะครับ
ไปลาวเที่ยวนี้ ผมใช้เอฟที 400 เป็นรถคู่ขาเหมือนเดิมครับ
เพราะข้อมูลในแต่ละครั้งที่ผ่านมา มันบอกให้ผมรู้ว่า ไปขี่รถ
ในเมืองลาวนี่ เราจะต้องหารถที่มีถังน้ำมันจุกว่าปกติหน่อย คือต้องวิ่งแบบรวดเดียวเกิน
200 กม.ให้ได้ การจึงจะเสร็จสมอารมณ์
หมาย์.....และแน่นอนว่า ในแต่ละพื้นที่สำหรับการเดินทางแล้ว
เราจะต้องศึกษาเส้นทางให้ละเอียดว่า ลักษณะหนทางมันเป็นยังไง
เพื่อที่เราจะต้องตัดสินใจใช้ยางให้ตรงประเด็นเป็นสมการเพิ่มเติมเข้าไปอีก
เช่นหากเป็นทางเรียบมากๆ ผมจะเลือกใช้ยาง
ไออาร์ซีรุ่น"จีพี 110" ยางชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้ความเร็วบนทางหลวงแบบยาวๆ
เนื่องจากดอกยางมันกึ่งวิบาก ดอกยางซ้อนสวน
กันแบบสลับซ้ายสลับขวา ขี่บนทางหลวงนิ่มนวลดี
และลงทางวิบากก็ได้ แต่ขี่บนทางฝุ่นไม่ค่อยเหมาะ
เพราะดอกมันออกจะ
ละเอียดไปหน่อย รถจะแฉลบ......อย่างนี้ต้องใช้ยางแบบเอ็นดูโร่
ซึ่งไออาร์ซี.เขาก็มีขายเช่นกัน.... .ยางแบบจีพี
110 นี่ของยี่ห้อ
อื่นไม่มีนะครับ ไปเที่ยวนี้ผมใช้ยางเอ็นดูโร่ใส่ข้างหน้า เพื่อกันรถแฉลบ
และส่วนยางหลัง ผมใช้ยางแบบจีพี 110 สำหรับลดความ
สั่นสะเทือนตอนเดินทางไปยังชายแดนข้ามเมือง..... ยางชุดนี้ทางคุณทนง
ลี้อิสสระนุกูล อนุเคราะห์ให้ผมเป็นของขวัญปีใหม่....
แล้วก็ยังมีหนูรุ่งทิวา(เจ้าเก่า)เป็นกองเชียร์ ชงเรื่องให้อีกต่อหนึ่ง.....ขอขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้ออีกครั้งครับ
คงไม่ต้องบอกนะครับว่า
เราจะต้องไปปักหลักกันที่เมืองเวียงจันทน์เหมือนเดิม.....พักค้างคืนอยู่ที่ชื่นจิตเกสต์เฮ้าส์
เลย
หัวโค้งค่ายทหาร"จินายโม้"ไปนิดหน่อย ค่าที่พักคืนละ
300 บาท ดีกว่าเข้าไปพักในเมืองเวียงจันทน์ (ซึ่งก่อนหน้าเกสต์เฮ้าส์แห่ง
นี้จะเปิดดำเนินการ ผมจะไปพักกันที่สีสวาดเกสต์เฮ้าส์ ในราคาคืนละ
500 บาท ถ้าเป็นห้องน้ำรวมก็ 350 บาท )...... อ้อ....ค่าย
ทหารที่ชื่อค่ายจินายโม้นี่ ผมลองถามไอ้เด็กเสริฟอาหารที่ร้านชื่นจิตนี่แล้วก็ได้ความว่า
เป็นชื่อจิ้งหรีดชนิดหนึ่ง...... ขุดดินเก่ง
และมีรูหลบภัยหลายรู กองทหารที่นี่เป็นทหาร"กองหลอน"
ลาดตระเวนหาข่าวเก่ง....เขาเลยตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ์แบบสะใจไปเลย
ว่าค่ายจินายโม้....นี่เป็นความรู้เพิ่มเติมมาเป็นของแถมพกนะครับ
ผิดหรือถูกก็อยู่ที่ไอ้เด็กเสริฟคนที่กล่าว ผมไม่รับรู้ด้วย
ไปครั้งนี้ตัวยืนเพื่อนเที่ยวของผมคงเป็น"น้านายห้าง"ที่เคยขี่รถเที่ยวกันเป็นประจำนั่นแหละ
เที่ยวนี้น้านายห้าง เอารถ
แอพพริเรีย 350 แบบวิบากไป ไอ้รถคันนี้ถังน้ำมันบรรจุได้ 30
ลิตร เคยเติมน้ำมันจากรุงเทพไปเต็มถัง ก็อกหนึ่งเริ่มเตือนเอาที่
ี่ลำปาง.....ว่าเข้าไปเฉียด 600 กม. พลาดท่าน้ำมันหมดกลางป่ายังไง
ผมก็มั่วดูดเอาจากรถแอพพริเรียนี่แหละ
จากเมืองเวียงจันทน์
ในเช้าวันต่อมา เราชงกาแฟสำเร็จดื่มและกินขนมปังกรอบกันคนละ
2-3 แผ่น แล้วเดินทางกันทันที
ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เนื่องจากว่า เมื่อคราวก่อนที่เราไปเที่ยวกับ
"ปีเตอร์" ฝรั่งนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันนั้น เราออกเดินทางกันเกือบ
10 โมง แล้วไปพลบค่ำเอาที่เมือง "โพนหง" แขวงเมืองกาสี
แล้วไปถูกทหารลาวเถื่อนงี่เง่า ทำท่าว่าจะสอบสวนว่าเราเข้าเมืองมา
ได้ไงจนทำให้เรารู้ว่ายิ่งมากันเพียง 2 คนอย่างนี้ ไม่จำเป็นก็อย่าไปพักมันที่เมืองกาสีนี่เลย.....ตียาวแบบม้วนเดียวจบไปนอนเอา
ที่เมืองหลวงพระบางเลยจะเป็นประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใด
ว่าแล้ว......เราสองคนก็ห้อรถออกจากเมืองเวียงจันทน์ตั้งแต่เช้า
8 โมง ไปผ่านเมืองกาสีเอาตอน 11 โมง แวะกิน
ก๋วยเตี๋ยว "เฝอ" ซะคนละ
อิ่ม
แล้วเดินทางต่อทันที
เส้นทางต่อจากนี้ไปเริ่มไต่เข้าหาเส้นทางสูงชันขึ้นเรื่อยๆ
อากาศเริ่มเย็นลง ถนนหนทางที่เคยเป็นกรวดและหิน เริ่มได้
รับการบูรณะ ดีกว่าไปครั้งก่อนมาก เราแวะพักที่บ้านสามแยก และเติมน้ำมันไปครั้งหนึ่ง
เพราะระยะทางตรงนี้ผ่านไปแล้ว 200 กม.ตามหน้าปัดเรือนไมล์ที่ผมเซ็ทเอาไว้
ส่วนรถแอพพริเรีย ของน้านายห้าง ไม่ต้องเติม ดังที่รู้กันอยู่
บ้านสามแยกที่กล่าวนี้
เป็นทางแยกที่จะไปเมืองเชียงขวง.....อันเป็นที่ตั้งของทุ่งไหหิน
ที่ผมมีเป้าหมายสำหรับการมาล้าง
ตา อย่างที่ได้ ไตเติ้ลบอกไปในบรรทัดต้นๆแล้ว.....เลี้ยวขวาที่บ้านสามแยกนี้ไปอีกประมาณ
200 กม.ก็จะถึงเมืองเชียงขวงได้ทาง
หนึ่ง หรือจะผ่านเลย ไป อีกประมาณ 400 กม.(ผ่านเมืองหลวงพระบางไปประมาณ
200 กม.)ก็จะมีทางเลี้ยวขวาที่เมือง"อุดมไซ"ไปอีก
ประมาณ 100 กม.ก็ถึง
เมืองเชียงขวงได้อีกทางหนึ่ง.....ก็แล้วแต่ว่าใครจะอยู่ใกล้แยกไหน
ก็เข้าทางแยกนั้นตามถนัดแต่วันนี้ เราจะยังไม่เข้า
เมืองเชียงขวง เพราะเป้าหมายของเราอยู่ที่เมืองพงสาลี เพราะฉะนั้น
เราจะเลี้ยวไปทางซ้าย เข้าเมืองเชียงเงินแล้วต่อเข้าเมือง
หลวงพระบางในช่วงต่อไปตามลำดับ
หลังจากขับขี่รถเลาะหลีกกองหญ้าที่ชาวบ้านเขาเอามาตากแห้งอยู่บนถนน(ส่วนมากเป็นชาวแม้วที่ถูกทางการลาวกวาดต้อน
ให้ออกมา อยู่ริมถนน เพื่อง่ายแก่การปกครอง.....เพราะแต่เดิมนั้นแม้วคือศตรูหมายเลขหนึ่งของลาว
คราวที่อเมริกาเข้ามาช่วยต่อต้านคอมมิวนิสต์....
.ฝ่ายคนลาวเชื้อชาติแม้ว ไม่มีอะไรจะทำ และก็มีความคิดแบบลาวผสมแม้วว่า
หากได้อาสาเข้ามาเป็นทหารรับจ้างอยู่กับฝ่ายอเมริกา
แล้วไซ้ร....ถ้าแม้วเป็นฝ่ายชนะคอมมิวนิสต์ แม้วก็จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ.....และสามารถพัฒนาตัวเองจนได้เป็นประเทศมหา
อำนาจได้เสร็จ ลาวก็จะไม่อยู่ในสายตาแม้วอีกต่อไป ......การส่งปลาแดกไปขายตีตลาดโลกก็จะไม่มีลาวมาเป็นคู่แข่งอีกเช่นกัน.....
ว่าแล้ว นายพลวังเปารัฐบุรุษของขบวนการแม้วกู้ชาติ ก็ขอเป็นนักรบอยู่ทางฝ่ายมะริกาดีกั่ว
รบกันไปได้สามปีกับสี่เดือน
ตามสำนวนยี่เก...ทหารอเมริกันเกิดเบื่อๆอยากๆในสงครามนอกรั้วบ้าน
ก็เลยชวนนายพลวังเปา
ไปขายไก่ทอดเคเอฟซี. ที่ประเทศมะริกานู่น ส่วนหาบเต้าฮวยและน้ำเต้าหู้ทั้งหมดนี้ยกเอาไว้ให้เป็นมรดกของชาวแม้วทำมาหาแดก
กันต่อไปที่เมืองลาวนี่แหละพวกแม้วส่วนที่เหลือก็เลยเซ็งมะด้องก้อง
ต้องหลบหนีอยู่กันตามป่าตามเขาต่อไป.....จนกระทั่งรัฐบาลลาว
ตั้งหลัก ได้และสามารถจัดการปกครองได้ครบทุกแขวงแล้ว.....ทางการลาวก็เลยต้อนเอาชาวแม้วทั้งหมดให้ออกจากป่าและเขา.....
เอามาอยู่ริมถนนซะให้หมด เพื่อง่ายแก่การปกครองดังที่เล่าผสมเบียร์ให้ฟังมานี่แหละ)
.....โอย
เหนื่อย
นี่คือสาเหตุใหญ่ๆให้เราเห็นบ้านเรือนของคนแม้วปลูกอยู่ตามริมถนนเป็นทิวแถวไปหมด
หากคุณมีโอกาสได้ขี่รถไปเที่ยว
เมืองลาวก็จะได้เห็นอย่างที่ผมเขียนมาอย่างนี้จริงๆ
หลังจากโขยกเขยกกันไปตามไหล่เขาบ้าง
ถนนดินลูกรังบ้าง บ่ายสามโมงเศษ เราก็ผ่านเมืองเชียงเงิน.....ตรงสามแยก
เมืองเชียงเงินนี่ หากเราขับแยกซ้ายมือออกไปประมาณ 100 กม. เราก็จะมาถึงเมือง"ไซยะบุรี"
ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดเลยของไทย
เราได้อีกเส้นทางหนึ่ง.....เอาไว้ในช่วงขากลับ ผมจะแวะเข้าไปหารายละเอียดมาให้อ่านกันนะครับ.....แฮ่ะ...
จากเมืองเชียงเงิน
เราใช้เวลาขี่รถอีกเพียงครึ่งชม.ก็ถึงเมืองหลวงพระบางแล้ว.....วันนี้ผมจะย้อนอดีตไปพักที่
"เฮือนพัก
บุนยิ่ง "อีกครั้งหนึ่ง (คงจำได้นะครับว่าผมเคยพาคุณผู้อ่านมาพักที่เฮือนพักบุนยิ่ง
คราวที่ผมขับรถมาทางเมืองเชียงฮ่อน-หงสา
แล้วก็มาพบเครื่องบินโดยสารลาวแบบปีกสองชั้น บินตุปัดตุเป๋เฉียดยอดไม้
ไปแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา)
ไปคราวนี้
ผมพยายามตามหา"น้าจันทา"คนขับรถรับจ้าง ที่เราเคยเช่ารถแกนั่งไปเที่ยววังเจ้ามหาชีวิตไม่เจอะ
ไม่รู้ว่าแก
ย้ายไปทำมาหากินยังถิ่นไหน.....แต่ไม่มีปัญหา เพราะเราขี่รถมาเที่ยวเมืองหลวงพระบางกันหลายครั้งจนทะลุปรุโปร่งไปหมด
แล้ว เราเพียงแต่อยากทักทายตามประสาคนรู้จักกันเฉยๆ
เย็นนี้
เราไม่ออกไปไหน เพราะต้องการตุนกำลังเอาไว้ลุยเมืองพงสาลีในวันรุ่งขึ้น
บางทีในช่วงขากลับ เราจะใช้เส้นทาง
สายพงสาลี ย้อนกลับไปเมืองสิงแล้วตีกลับมาค้างคืนที่เมืองหลวงน้ำทาแล้วขี่รถตัดป่ามาออกเมืองบ่อแก้ว
ข้ามกลับไทยทางเมือง
เชียงของก็เป็นไปได้.....
ดังนั้น
ผมเลยงัดเอายาธาตุน้ำแดงที่ซื้อติดท้ายรถไปจากเวียงจันทน์ยี่ห้อ
"แม็คอาเทอร์" เอามาดื่มแก้เซ็งปาก แกล้มกับ
ถั่วลิสงทอดกันบริเวณลานจอดรถของเกสต์เฮ้าส์ซะตามระเบียบของคนว่านอนสอนง่ายไปตามฟอร์ม
สาเหตุที่ผมต้องซื้อยาธาตุน้ำแดงตรานักเลงติดท้ายรถไปจากเมืองเวียงจันทน์
(ทุกครั้งที่ข้ามไปเมืองลาว) ก็เพราะว่า
เมื่อพ้นเมืองเวียงจันทน์ออกไปแล้ว โอกาสที่คุณจะหาซื้อยาชาประเภทนี้บ้วนปากหรือหยอดตาไม่ค่อยได้
หากหาได้ก็จะมีราคาแพง หรือบางทีก็เป็นยี่ห้อแปลกๆที่เราไม่ค่อยรู้จัก....ส่วนมากจะเป็นเบียร์ลาวซะมากกว่าเพื่อน.....เบียร์ลาวนี่ซดเข้าไปก็อย่างนั้นแหละ
เปลืองกระเพาะปัสสาวะเปล่าๆผมเลยต้องแวะซื้อยาเคลือบกระเพาะอาหารจากเวียงจันทน์พกไปเป็นเพื่อนแก้เหงาปากคนละ
2-3
ขวดเสมอร้านขายยาที่กล่าวนี้ จะอยู่ตรงหัวโค้งค่ายทหาร
"จินายโม้" ที่ผมบอกว่าอยู่ก่อนจะถึง
"เฮือนพักชื่นจิต" นิดหน่อย....
.เป็นห้องแถวเก่าๆอยู่ตรงหัวโค้งพอดี ใครขี่รถไปเที่ยวลาวก็ลองแวะซื้อไปบ้วนปากได้ครับ
ขวดละ 160 บาทแค่นั้น และเป็นเหล้า
เก่าค้างสต็อคมาหลายปี
แล้ว
ดีกว่าเหล้า "บักจอนนี่มักย่าง" ตราดำซะอีกแน่ะโซดาในเมืองลาวนั้น
หาซื้อไม่ยากครับส่วนมากมักจะเป็นโซดาแบบ
วันเวย์ คือขายทั้งขวดและทั้งน้ำ.....แต่ผมไม่อยากซื้อ เพราะราคามันตกขวดละ
4000 กีบ หรือ 20 บาทไทย บางเมืองก็ 5,000
กีบแถมขวดมันยังเล็กลงไปเกือบครึ่งของขนาดขวดโซดาปกติซะอีกส่วนเบียร์ลาวนั้น
ตกราคาขวดละ 6,000 กีบ หรือ 30 บาทไทย....
.แถมขวดเบียร์ก็ยังโตกว่าขวดโซดาเป็นสองเท่าเข้าไปนู่น......แฮ่ะ.....แล้วคนโง่หยั่งผมจะไปกินโซดาผสมเหล้าให้มันเปลืองตัวยา
ทำไมล่ะเพ่....ซื้อเบียร์มาผสมกับยาธาตุน้ำแดงนั่นแหละ เป็นหนทางสว่างยิ่งกว่าสิ่งใดในสากลโลกนี้เป็นที่ซู๊ด..ด...
ว่าแล้วเราทั้งสองก็เอายาธาตุน้ำแดงชุดพิเศษนี้สาดเข้าลำคอกันไปคนละเฮือกครึ่งเฮือก....พักเดียวเท่านั้นโลกทั้งโลกก็เป็น
สมบัติส่วนตัวของเราไปอย่างง่ายดาย.....นี่คือวัตถุเมาไวและเป็นความสามารถส่วนบุคคลนะครับ
ห้ามลอกเลียนแบบเป็นเด็ดขาด.....
งานนี้เราพินาศค่าเอ็นเทอร์เทนตัวเองไปคนละประมาณ
60 บาทเท่านั้น นับว่าเราให้ความยุติธรรมต่อโลกและสิ่งแวดล้อม
พอสมควร เนื่องจากหมาลาวแถวนั้น ยังได้รับอานิสงจากเราทั้งสองติดปลายนวมและปลายหนวดไปอย่างช่วยไม่ได้
.....
หวังว่ามันคงไม่บ่นว่าผมใส่น้ำส้มลงไปในอาหารของมันจนเปรี้ยวเกินไปนะครับเช้าวันรุ่งขึ้น
เราจัดการตรวจเช็ครถกันทุกส่วนเหมือนที่เคยกระทำกันเป็นปกติ....รถของผมที่มีอาการคอแข็ง
เพราะลูกปืนคอไป
ขัดกับร่องในเบ้าลูกปืน เกิดฟลุ๊ค อาการหายไปเฉยๆ... สงสัยว่าอีตอนตกหลุมในระหว่างทาง
ทำให้ลูกปืนลงล็อคไปเอง.....ส่วนรถ
แอพพริเรียของน้านายห้างโซ่ยานเกือบลากดิน แต่ไม่มีปัญหา เรากวดขันน็อตทุกตัวแล้วเริ่มเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองอุดมไซต่อไป
เมืองอุดมไซที่กล่าวนี้ เมื่อสองปีที่ผ่านมา เราเคยไปพักค้างแรมกันครั้งหนึ่ง.....อากาศที่นี่หนาวน่าดู
กว่าจะเริ่มต้นขี่รถกันได้ก็ตะวัน
โด่ง เพราะหมอกลงจัด พอค่ำลงหน่อยก็หนาวจนปอดกระดิก ขี่รถไม่ไหว
ต้องจอดพักนอนกันที่เมืองอุดมไซเสมอไป(จำได้หรือเปล่า
ครับว่าผมมาพบยายลินดา ผู้สาวชาวลาวที่ผมบอกว่าโคตรสวยนั่นไง.....ก็ที่เมืองนี้แหละ)
ที่เมืองอุดมไซนี้
ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมไม่อยากมานอนพักแฮะ.....ทั้งนี้และทั้งนั้น
เกี่ยวกับเมืองนี้ค่อนข้างเล็ก มีร้านอาหาร
ที่พอพึ่งกระเพาะได้อย่างจริงๆ“จังๆ แค่ 2
ร้าน และในร้านแต่ละแห่ง... แม่ง.ง์.มีแต่กองทัพหนู... ร้านหนึ่งเป็นร้อยตัวเห็นจะได้....
บางกองทัพมันมีวงโยธวาทิตนำขบวนมาอีกต่างหากด้วย....ดีแต่ว่ามันเป็นหนูสีขาว
แบบหนูตะเภาทั้งหมด แต่มีหลายขนาดและหลาย
รุ่น นับตั้งแต่สกูตเตอร์ 50 ซี.ซี. ไปจนยันแบบสปอร์ต 750 ซี.ซี.
รวมไปถึงซูเปอร์คับแบบครอบครัว นำมาโดยตัวแม่และลูกเล็กๆ วิ่ง
ตามเป็นขบวนกันเลย แล้วก็แปลกที่ไอ้หนูเหล่านี้ไม่ยักจะกลัวคน
ขนาดผมไปยืนแอ่นระแน้ลดน้ำหนักอยู่ในห้องน้ำ ไอ้หนูบ้าพวกนี้
มันยังหยามหน้าผมด้วยการเดินเหยียบตีนผมเฉย.....แถมยังไม่มีการขอโทษอีกต่างหากด้วย.....ส่วนพนักงานและเจ้าของร้าน
ก็ไม่เห็นจะเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับความประพฤติของไอ้หนูผีนี่สักคน
ทั้งๆ“ที่มันก็เดินย่ำลงไปในถ้วยชามรามไหต่างๆ บรรดา
มีในร้านจนมั่วไปหมด.....เห็นอย่างนี้แล้วผมเลยอิ่มอกอิ่มใจ
ไม่สั่งของอะไรมากินสักอย่าง
แต่อยากเอายาไบก้อนเขียวมาเลี้ยง
โต๊ะจีนไอ้หนูพวกนี้ให้อิ่มหมีพีมันไปสักกระป๋อง ดูซิว่ามันจะลดจำนวนลงไปบ้างหรือไม่
เพราะฉะนั้น
เมื่อจะเดินทางขึ้นเหนือของเมืองลาวเมื่อไหร่ ผมจะหาวิธีหลีกเลี่ยง
ไม่ยอมให้มาถึงเมืองอุดมไซ ในช่วงหัวค่ำ
ด็ดขาด เพราะกลัวจะอ้วกแตกประการหนึ่ง และกลัวหนาวอีกอย่างหนึ่ง.....ทั้งนี้ก็เนื่องจากเมืองนี้มันเป็นเมืองเล็กๆ
โรงแรมไม่มีน้ำอุ่น
ให้อาบเหมือนเมืองอื่นๆที่มีทางเลือกได้ดีกว่านี้
เราแวะพักกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านอาหารนอกเมือง.....ผมเดินไปซื้อไข่ลูกมากิน
2 ฟอง(รู้จักกันดีแล้วนะครับ ไข่ลูกก็คือไข่ข้า
วอย่างในเมืองไทยเรานี่เอง)......มาเที่ยวนี้ไข่ลูกนี่แพงบัลลัยเลย.....ลูกละ
10 บาทไทยแน่ะคราวก่อนหน้านั้น 2 ลูก 12 บาทแค่นั้น แล้วอย่างนี้คนลาวพื้นเมืองมันจะกินกันเข้าไปได้ยังไง
ผมนึกไม่ออกแฮะ
อาทิตย์หน้า
ผมจะพาคุณผู้อ่านไปลุยเมืองพงสาลีและเมืองสิง แดนคนเถื่อนของแท้นะครับ......วันนี้ขอให้ผมนอนหลับและ
ฝันดีก็แล้วกันนะเพ่
|