แกงโฮะลาว
(ตอน 2)
โดย วิชิต บางซ่อน    


             " คนลาวทางภาคเหนือของประเทศนี้ เท่าที่ดูด้วยสายตาแล้ว ผมว่าลาว-อีก้อนี่ ซกมกผสมสกปรกเอาจริงๆ ผมขี่รถ
ไปแวะพักและสอบถามเส้นทางถนนสายตัดใหม่ของลาวที่เมืองสิง ชายแดนลาว-จีน ได้พบชนอีก้อเข้ากลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งดื่ม
สไปร๊ซ์อยู่ที่เพิงขายของ......ไอ้หัวหน้ากลุ่มเป็นผู้ชายผิวดำราวๆนิโกร.....ผมสงสัยว่าพ่อกับแม่ไอ้หมอนี่ คงมีการผสมข้ามพันธ์
ระหว่างชาวขมุ กับชาวอีก้อแหง๋ม....เพราะคนขมุจะมีสีผิวดำแบบไอ้หมอนี่....ทั้งๆที่คนอีก้อจริงๆแล้วก็คือชาวเขาเชื้อสายจีน ผิว
จะต้องออกไปทางขาว แถมไอ้เปรตนี่ ยังใช้ลิปสติคทาแก้มของมันเองซะแดงคล้ำ...."


               จากเมืองอุดมไซ ที่เราหยุดแวะกินอาหารกลางวันกันนั้น เส้นทางยังคงไต่ขึ้นเขาสูงชัน สลับกับป่าไม้ร่มรื่น บาง
ช่วงที่เส้นทางผ่านไปในร่มเงาไม้ ถนนที่ทอดตัวไปตามสันเขานั้น กลับเปียกแฉะ ราวกับมีใครเอาน้ำมาราดเอาไว้ใหม่ๆ แสดง
ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ผืนดินทุกแห่งในประเทศลาวยังมีความชุ่มชื้นสูงมาก คุณลองนึกดูก็แล้วกันว่า กลางวันแดดเปรี้ยงอย่าง
นั้น เพียงแค่เงาไม้ที่ทอดบังแสงแดดเอาไว้เพียงเสี้ยวเดียว ความชื้นที่แฝงตัวอยู่ในบรรยากาศทั่วไปยังส่งผลให้ผิวดินแถวนั้น
เปียกชื้น เป็นรูปเงาไม้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

               ในช่วงที่ผมเดินทางไปนั้น เป็นหน้าร้อนเดือนเมษายนและเป็นปีที่อากาศในประเทศไทยหนาวจัด.....จำได้หรือ
เปล่าล่ะว่าปีใหม่ช่วงที่ผ่านมานั้น มันหนาวขนาดน้ำค้างกลายเป็นน้ำแข็งไปทั่วเมืองนั่นไง

               ตลอดเส้นทางที่เราบังคับรถไปดังที่กล่าวนี้ มีแต่ต้นไม้แห้งๆ.....มันเป็นสีแดงผสมเขียวๆ พิกล โดยเฉพาะต้นกล้วย
นั้น แห้งตายทุกต้นครับ ผมสอบถามชาวบ้านในทุกเมืองที่ผ่านว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับต้นไม้ในเมืองลาว ทุกคนตอบเป็นเสียง
เดียวกันว่า น้ำแข็งมันเกาะอยู่ที่ใบไม้ช่วงหนาวจัด ทำให้ใบไม้ตายหมด โดยเฉพาะต้นกล้วยซึ่งอุ้มน้ำเอาไว้ในลำต้นอย่างนั้น
ไม่ต้องบอกก็คงจะเข้าใจนะครับ


               ไม่เพียงแต่ต้นไม้เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากความหนาว แม้แต่ปลาที่อยู่ในลำน้ำทุกแห่งยังถูกแจ็คพ็อต ตายแบบ
แช่แข็งจนเกือบสูญพันธ์ไปทั้งประเทศก็งานนี้เช่นเดียวกัน

               ระยะทางจากเมืองอุดมไซไปยังเมืองพงสาลีมีระยะทางเพียง 120 กม.แค่นั้น เราใช้เวลาเดินทางกันไม่ถึง 3 ชม.ดี
ก็ไปนั่งหน้าแหลมสั่งเบียร์ลาวมาล้างฝุ่นในปากกันคนละขวด ได้อย่างเรียบร้อยโรงเรียนลาวแล้ว
               ที่เมืองพงสาลีแห่งนี้ เงียบๆพิกลแฮะ.....ไม่เห็นค่อยมีชาวบ้านร้านตลาดซักเท่าไหร่ เห็นมีแต่เด็กๆ พุงโร วิ่งเล่นกัน
เยอะแยะไปหมด.....สอบถามรายละเอียดดูแล้วก็ปรากฏว่า ที่นี่ไฟฟ้าจะเปิดตอน 1ทุ่ม และจะปิดตอน 3 ทุ่ม

               นี่เอง......คงเป็นสาเหตุสำคัญให้ชาวบ้านแถวนี้ขยันทำงานประเภท"หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ฟูก"กันอย่างแข็งขัน ลูกเด็ก
เล็กแดง มันถึงได้ยั้วเยี้ยไปทั้งเมืองหยั่งที่เห็น......ยิ่งวันไหนไฟดับด้วยยิ่งสนุกกันใหญ่ คนไหนที่มีเพื่อนคู่คิด มิตรคู่เตียงก็คง
เล่นทอยกองกันเพลินไปเท่านั้น

               สรุปแล้ว ผมไม่พักทีเมืองนี้ดีกั่ว แค่ขับรถย้อนเส้นทางไปพักที่เมือง"หลวงน้ำทา"อีกเพียง 150 กม.จะเก๋กว่าเป็นไหนๆ

               คิดได้ดังนั้น เราก็ไม่รอช้า เมื่อสังเกตเห็นว่าฝุ่นจางไปจนหมดปากแล้ว เราก็จ่ายค่าเบียร์แล้วขี่รถย้อนกลับเส้นทางเดิม
อย่างที่กล่าวไป......ช่วงนี้อากาศเริ่มจะเย็นลงบ้างพอสมควร แต่เราไม่กลัว เพราะมียาชาติดท้ายรถมาอีกคนละชวด หากมันหนาว
จัดจริงๆ ก็แวะบ้วนปากกันได้ตามถนัดของพวกเรา

               เราขี่รถแบบหลับไปขับไป ไม่ถึงสองชั่วโมงครึ่ง บ้านพัก"สิงสะหวัน"ก็ปรากฏอยู่ข้างหน้าในเวลายังไม่ทันจะถึง 6 โมง
เย็นเอาด้วยซ้ำ

               เกสต์เฮ้าส์แห่งนี้ ผมเคยมาพักค้างคืนแล้วทีหนึ่ง คราวที่มากับฝรั่งเยอรมันที่ชื่อ "ปีเตอร์" (จำได้ไหมครับที่ผมเล่าให้ฟัง
ว่า ปีเตอร์ล้มคว่ำคมำหงายจนหมดแรง เลยต้องนอนค้างคืนกลางทางกับฝรั่งแดเนียล ในปีที่ผ่านมานั่น)

               ผมจำชื่อเกสต์เฮ้าส์แห่งนี้ได้แม่นยำ เพราะผมชอบไปเรียกยายเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ว่า"น้าแสงเมือง"....เหตุที่ผม
เรียกแกว่า"น้าแสงเมือง"ก็เนื่องจากว่า เมื่อปี 40 นั้น ผมขี่รถข้ามไปลาวทางเมืองเชียงฮ่อน-หงสา(ที่ผมเห็นเครื่องบินโดยสาร
ปีกสองชั้นนั่นแหละ) ก็ได้อาศัยไปแวะพักบ้านของ"น้าแสงเมือง"ที่กล่าวนี้ 2-3ครั้ง.....และก็เกือบจะยอมตัวเป็นลูกเขยของน้า
แสงเมืองเข้าให้อย่างหวุดหวิด ทั้งนี้และทั้งนั้นก็มีสาเหตุมาจาก"นางสวย" ลูกสาวของน้าแสงเมืองแกโคตรสวยสมชื่อเอาจริงๆ
แถมขยันอีกต่างหาก คุณเอ๋ย......ถ้าไม่เห็นแก่หลวงพี่ธรรมะชโยแล้ว... ผมจะเที่ยวให้ทั่วไทย แล้วไข่มันให้ทั่วทิศเอาจริงๆด้วย.....
.เอ๊ะ นี่มันเกี่ยวกะยายสวยเรอะป่าวฟะ

               เนี่ย....พอผมมาเจอะบ้านของยายสิงสะหวัน ก็เลยนึกย้อนไปถึงบ้านน้าแสงเมืองเข้าให้อย่างง่ายๆ และผมก็เรียก
ยายเจ้าของเกสต์เฮ้าส์คนนี้ว่า"คุณ แสงเมือง"ทุกครั้งที่ผ่านไปพักที่เมืองหลวงน้ำทาแห่งนี้ ดูแกก็ชอบใจชื่อที่ผมตั้งให้อย่างยัด
เยียดนี้พอสมควร


               เมืองหลวงน้ำทาที่กล่าวนี้ นับเป็นเมืองชายแดนส่วนเหนือสุดของลาวต่อจีน ที่ด่านชายแดนไม่อนุญาติให้คนต่าง
ชาติผ่านเข้า-ออก เนื่องจากมันเป็นรอยต่อของมนุษย์หลายชาติพันธ์ ที่ลาวยังควบคุมมาตรฐานไม่ได้ ทางจีนก็เลยยังไม่เปิด
ให้คนผ่านเข้า-ออกเหมือนด่านบ่อเต็นและบ่อฮั่น ที่ผมเคยขี่รถข้ามไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน คนเมืองนี้(เฉพาะในตัวเมือง
หลวงน้ำทา) จะมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนแปลกหน้า และชอบคนไทย....ภาษาท้องถิ่นของคนเมืองนี้ จะไม่เหมือนคน
อีสานบ้านเรา(คนอีสานของไทย จะพูดเหมือนคนเวียงจันทน์หรือเมืองสะหวันนะเขตนะครับ) ภาษาพูดที่ผมฟังดูจากหูคน
ไทยภาคกลางแล้ว เข้าใจได้ดีเหมือนฟังคนไทยพูดนี่แหละ เพียงแต่สำเนียงของเขาจะเพี้ยนๆไปทางลาว.....ส่วนหน้าตาของ
คนเมืองนี้จะคละเคล้ากันระหว่างคนจีนหรือคนภูเขา.....หน้าไม่ค่อยเป็นลาวโดยกำเนิด.....กรามไม่กว้าง


               พูดถึงหน้าของคนลาวเมืองนี้แล้วนึกถึงชนชาว"นาคา"ที่ผมไปพบที่เทือกเขาหิมาลัยแฮะ.....เค้าหน้าของคนนาคา
(เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย ตอนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขาเรียกกันว่า"นาคาแลนด์"อยู่ในรัฐอรุณจัญประเทศ....อยู่
เหนือประเทศพม่าอีกต่อหนึ่ง) คนพวกนาคานี้จะนุ่งผ้าถุงแบบคนลาวหรือคนไทยนี่แหละ.....(น่าจะเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจาก
แคว้นสิบสองปันนา ที่เราเคยเรียนกันในวิชาประวัติศาสตร์ว่า "ไทยอาหม"ซะมากกว่าอย่างอื่น เพราะดูจากการแต่งตัวด้วยการ
นุ่งผ้าซิ่น อันเป็นวัฒนะธรรมการแต่งกายของคนส่วนใต้ของแคว้นสิบสองปันนา เป็นหลักฐานยืนยันให้เห็น)

               ผู้หญิงชาวนาคาที่กล่าวนี้ ผิวออกคล้ำๆ และโหนกแก้มออกสูงๆกว่าชนทั่วไป....แบบเดียวกับชนชาวธิเบต และก็มา
คล้ายกับคนพื้นเมืองของหลวงน้ำทาแห่งนี้ได้ยังไงไม่รู้....มันคงเป็นการขยายตัวทางพันธุกรรมของเผ่าพันธ์มนุษย์ก็ได้นะครับ

               หลังจากเจรจาต้าอ้วยราคาห้องพักและเอาของเก็บเข้าห้องพักแล้ว เราขี่รถออกไปหาหมูป่าผัดเผ็ดและแหนมมายา
ไส้กันตามอัตตาภาพ.....วันนี้ในกลางเมืองน้ำทา มีการออกร้านขายของกันคึกคัก เพื่อรอให้ผมไปเปิดงานหรืออย่างไรไม่ทราบ
เพราะสอบถามน้าแสงเมืองดูแล้วจึงทราบว่าลาวเขาจะมีการฉลองขึ้นปีใหม่ค.ศ. 2000กับเขาด้วย(ลาวขึ้นพ.ศ.ใหม่ตอนสงกรานต์
นะครับ...ผมไปตอนสงกรานต์ก็เลยได้เที่ยวงานปีใหม่ของลาวแถมพอมาด้วย) ผมไปงานช้าหน่อยก็คงไม่เป็นไร เนื่องจากนาย
แขวงเมืองน้ำทาเขาก็เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว ขาดผมในงานสักคนทุกอย่างก็คงจะดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อยตามที่ผมต้องการ
แน่นอน.....แหม ผมก็อยากเป็นตัวของตัวเองบ้างเหมือนกันนี่หว่า

               ที่เมืองนี้ ผมได้พบรถพิคอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่คันหนึ่ง มีอักษรเขียนข้างรถว่า"แพด บ่มีพมแดน" ผมพยายาม
นึกจะแปลเป็นคำไทยให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดว่า มันหมายถึงอะไร หรือว่ามันเกี่ยวพันกับหนังไทยหรือยังไง ยัง
นึกไม่ออก ก็เหมือนอย่างหนังเรื่อง"ไตตานิค"ที่ลาวประท้วงหนังสือพิมพ์และคณะตลกเมืองไทย ที่ไปเรียกแบบล้อเลียนหนัง
เรื่องนี้ว่าลาวเขาเรียกชื่อหนังว่า"ชู้รักเรือล่ม"นั่นกระมัง

               ที่จริงหนังเรื่องชู้รักเรือล่ม ที่กล่าวนี้ เขาเขียนเป็นภาษาลาวเอง คนไทยจะไปเขียนภาษาเขาได้ยังไงล่ะ ลาวเองก็น่า
จะพิจารณาให้ถูกต้องด้วยตัวเองจึงจะถูก.....แต่ก็อย่างว่านะครับ มาตรฐานเขาเป็นอย่างนั้นเอง ใครจะไปช่วยอะไรเขาได้......

               ผมกลับมาจากลาวได้ประมาณ 2 อาทิตย์ก็ได้เห็นข่าวที่นักศึกษากระเหรี่ยงบุกเข้าไปยึดโรงพยาบาลราชบุรี แล้วก็ถูก
ปราบปรามไปอย่างที่ทราบดีอยู่......บังเอิญได้เห็นข่าวหนังสือพิมพ์ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ของ"องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน"เข้ามาดูแล
คนเจ็บชาวกระเหรี่ยงด้วยชุดหนึ่ง ผมก็เลยนึกย้อนไปถึงรถที่เขียนคำว่า"แพด บ่มีพมแดน" ขึ้นได้ในนาทีนี้เองว่า รถที่กล่าวนี้คง
เป็นรถพยาบาลของหน่วยองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนส่งเข้าไปช่วยลาว.....แล้วลาวก็เอาไปแปลงให้เป็นภาษาของเขาให้เข้าใจกัน
ในกลุ่มเจ้าของภาษา.....มันก็เลยกลายเป็น"แพด บ่มีพมแดน"อย่างที่ผมเห็นอยู่ในเมืองน้ำทานี่แหละ

               ไม่รู้ว่าผมเอามาเขียนอธิบายอย่างนี้แล้ว คนลาวจะโกรธผมอ๊ะป่าววะเนี่ย

               พูดแล้วจะหาว่าคุย.....มีวัยรุ่นในประเทศลาวอ่านหนังสือโมโตครอสนี่เยอะเหมือนกันนะครับ พระคุณของวิชิต.....
โดยเฉพาะ"บันทึกคนเดินทาง"นั้น มีแฟนๆชาวลาวมาทักทายผมหลายคนทีเดียวเชียวแหละ ที่เมืองหลวงนำทานี่ก็แห่งนึง มี
วัยรุ่นชาวลาว 2-3 คนเดินตามผมอยู่ในตลาดและแกก็จ้องเอาๆ อีตอนที่ผมแวะซื้อส้มกินแก้หิว จนกระทั่งมีอยู่คนหนึ่งในกลุ่ม
อดรนทนไม่ได้ เดินเข้ามาถามผมว่า ผมเขียนหนังสือโมโตครอสใช่รึป่าว......พอผมบอกว่าใช่ ไอ้เด็กหนุ่มคนที่กล่าว ก็เอาสมุด
มาให้ผมเซ็นต์ชื่อเป็นที่ระลึก...แกบอกว่าอ่านหนังสือโมโตครอสและเห็นผมอยู่ในเรื่องบันทึกคนเดินทาง อีตอนไปเที่ยวแก่ง
หลีผี.....

               โห......งานนี้ผมเดินกร่างไปได้อีก 3 วัน

               เย็นนี้ เราทบทวนความจำเก่าๆกันที่ร้านอาหารชานเมืองหลวงน้ำทา.....ร้านเดิมนั่นแหละครับ ร้านที่เราเคยเข้าไป
อุดหนุนเมื่อปีที่ผ่านมา แล้วเจ้าของเขาไปเกณฑ์เด็กมาช่วยกันปอกมันฝรั่ง เอามาเซิร์ฟให้เราราวกับจะเลี้ยงพระสัก 9 องค์นั่น
แหละ ร้านนี้อยู่ทางส่วนใต้ของเมือง เราขี่รถย้อนลงไปตามเส้นทางไปสนามบิน ประมาณ 4-5 กม. ก็ถึง

               เที่ยวขาไปนี้ ผมพบไก่บ้านตัวหนึ่ง ถูกรถยนต์ทับไส้แตก แต่ตัวมันยังดีอยู่ ยังนึกว่าจะเก็บเอาไปให้คุณแสงเมือง
เอาไปทำกับข้าวตอนค่ำ แต่เมื่อคิดดูว่า กว่าเราจะย้อนกลับไปถึงที่พัก ไอ้ไก่เจ้ากรรมตัวนี้คงจะเน่าซะก่อน ส่วนจะเอาไปให้ร้าน
อาหารทำให้ ก็คงไม่เหมาะ เพราะเดี๋ยวเจ้าของร้านเขาจะคิดเอาว่าเรากระจอกอย่างหนึ่ง หรือไม่มีเงินซื้ออาหาร เลยไปตีไก่ชาว
บ้านเขามากินอย่างหนึ่ง...... คิดได้อย่างนี้แล้ว ผมก็เลยปลงตก ปล่อยให้ชาวบ้านคนอื่นเขาเก็บเอาไปทำอาหารกินกันตามวิถีทาง
ของเขาจะดีกั่ว

               ตามเส้นทางที่เราขับรถผ่านไปทุกหนทุกแห่งของเมืองนี้ ดูท่าทางว่ารัฐบาลลาว เขาจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้าน
ตามหมู่บ้านต่างๆทราบว่า ปีนี้เป็นปีท่องเที่ยวของลาว เพราะฉะนั้น เมื่อมียานพาหนะรูปร่างแปลกตาไปจากรถในเมืองลาว เขา
ก็จะให้เด็กๆและผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ ออกมาโบกมือโบกไม้ทักทาย คนเดินทางทั่วไป อาการแสดงออกของชาวบ้านตามเส้น
ทางที่ผ่าน ผิดไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะแต่ก่อนนี้ พอผมขับรถผ่านไป พวกเด็กๆจะนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการตอบรับในสิ่งที่
ตนเองเห็นแต่อย่างใด แต่พอมาปีนี้ อาการ"เกร็ง"ของชาวบ้านเริ่มหมดไป


               โดยเฉพาะ การสอบถามเส้นทางนั้น ช่วงนี้คนลาวจะไม่เดินหนี ในกรณีที่ผมเดินไปถามเส้นทาง แต่กลับตั้งอกตั้งใจ
ตอบข้อซักถามเราอย่างละเอียด โดยเฉพาะเมื่อปีที่ผ่านมานั้น องค์การยูนิเซฟ เขายกให้เมืองหลวงพระบางขึ้นทะเบียนเป็นมรดก
โลกด้วย การพัฒนาการของคนลาวก็เริ่มดีขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว......แต่แกก็ยังเฟอะฟะๆ อยู่บ้าง ซึ่งเราก็ไม่ว่ากัน เพราะเราเป็นฝ่ายไป
หาข้อมูลจากเขาเอง

               อย่างเช่นมีอยู่คราวหนึ่ง ผมขี่รถกลับจากหลวงน้ำทา เพื่อจะมาแขวงบ่อแก้ว......ขี่ไปขี่มา ผมเกิดหลงทิศ......ไม่ใช่หลง
ทางนะครับ เป็นการหลงทิศ เฉยๆ เพราะทิวทัศน์ในช่วงที่ผ่านมา มันไม่เหมือนช่วงขาไป คือวิวมันกลับทาง ผมก็นึกว่านี่คงจะ
เป็นทางใหม่ ที่เราเพิ่งจะเข้ามาเป็นครั้งแรก ก็เลยลองเดินไปถามคนที่นั่งอยู่ในตระต๊อบริมทางว่า เส้นทางนี้ไปเมืองบ่อแก้วได้
ไหม

               ผู้ชายที่มีลักษณะว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว ตอบผมว่า"แม่นยู้" คือใช่แล้ว

               ผมถามต่อไปว่า ข้างหน้าจะมีลำน้ำใช่ไหม......ก็สอบถามให้มั่นใจว่าเป็นเส้นทางเดิมที่เราขี่รถไปในวันแรกนั่น
แหละ.......แกก็ตอบว่า"แม่นแล่ว..." ฮ่า....ใช่อีกนั่นแหละ

               หากมีลำน้ำจริง ก็หมายความว่าเราไม่หลงแน่ เพราะลำน้ำสายนี้จะเป็นเส้นแบ่งหมู่บ้าน"ภูคา"และเหมืองแร่ถ่าน
หิน ที่คนไทยเราไปทำกิจการอยู่ที่นั่น ข้ามลำน้ำที่กล่าวไป เส้นทางก็จะหมดความเป็นป่า......จะเป็นถนนลูกรังฝุ่นหนาเป็น
ศอก อย่างที่ผมเคยเขียนให้คุณผู้อ่านทราบไปแล้วในฉบับก่อนๆ

               ผมถามย้ำเพื่อความมั่นใจไปอีกว่า"อีกกี่หลักถึงจะไปถึงลำน้ำ......และไปรถจักนี่อีกนานไหม...."

               ชาวบ้านคนเดิมบอกผมว่า "บ่ไกดอก......อีก 10 หลักก็ถึง......รถจักวิ่ง 20 นาทีป่าย..." แกรู้ละเอียดและประมาณเวลา
ให้ได้ก็แปลว่าข้อมูลนี้พอเชื่อถือได้

               ผมกล่าวขอบใจหลายเน้อ......แล้วก็ขับรถต่อไป

               เวรกรรมของผมแท้ๆ.......จะอะไรเสียอีกล่ะ......
พอขับรถออกมาจากบ้านของอีตาคนบอกทางได้ยังไม่ทันจะถึง 2 นาทีหรือคิดเป็นระยะทางก็แค่ไม่ถึง 100 เมตรเลย ลำน้ำที่
กล่าวนั้นก็ทอดตัวขวางหน้าเอาแบบง่ายๆ อย่างนั้นแหละ.......นี่คือ 10 หลักของคนลาวเขาละ

               ส่วนเมื่อคราวผมขับรถไปที่เมืองหลักซาวชายแดนเวียตนามนั่นก็ทีหนึ่ง......คนบอกทางเขาอธิบายอย่างละเอียด
ละออเลยว่า อีก 20 หลักก็จะถึง......คำว่าหลักซาวในภาษาลาวเขาก็แปลว่า 20 หลักอยู่แล้ว เราก็เลยวางใจว่ามันจะเป็น 20 กิโล
อย่างที่ว่าจริงๆ

               ผมขับรถขึ้นเขาลงห้วยซะเกือบ 100 กิโล กว่าจะถึงเมืองหลักซาวอย่างที่อีตาคนนั้นบอก.....กว่าจะได้กินข้าวเที่ยง
ก็เกือบ 5 โมงเย็นเข้าไปนั่น

               นี่คือความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของคนลาวนะครับ ห้ามลอกเลียนแบบ......คือคนลาวนี่ เขาจะถนัดเรื่องของ
ข่าวลือ มากกว่าที่จะไปสอบสวนความเป็นไปได้ให้ถ่องแท้ หรือตรวจทานข่าวกรองซะหน่อยนึง.....อย่างเช่นไอ้คนที่อธิบาย
ให้ผมรู้ว่า ระยะทางกว่าจะถึงลำน้ำแบ่งหมู่บ้านภูคานั่น มีระยะทางอีก 10 หลัก ต้องใช้เวลาขี่รถ 20 นาทีกว่านั้น......ที่จริง
ลำน้ำก็ห่างจากตัวบ้านของเขาไม่เกิน 100 เมตร แต่ทำไมมันดันบอกมาได้ว่า 10 หลักไม่รู้ และเช่นเดียวกันกับ ไอ้คนที่บอก
ว่า เมืองหลักซาว มีระยะทางแค่ 20 กิโลเท่านั้น ทั้งๆ ที่เราขี่รถกันจนหูอื้อ

               นี่แหละครับ.....เขาละ

               เรื่องอย่างนี้ ตอนแรกๆ ผมก็ฉุนเฉียวซะจนไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดีอยู่เหมือนกัน แต่พอไปพบเรื่องที่กล่าว
อย่างนี้เข้าบ่อยๆ มันเลยกลายเป็นเรื่องขำไปเสียแล้วครับ เพราะเราสรุปกันไปหลายครั้งแล้วว่า คนลาวเกือบจะทุกคน
นั้นคงจะไม่เคยเดินพ้นบ้านไปไกลกว่ากิโลหนึ่งเป็นแน่.......ไม่งั้นคงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เอามาให้ผมเขียนเรื่องหา
กินหรอก

               แหม.....เขียนเรื่องนี้แล้วติดลมแฮะ.....ขอผมเล่าต่ออีกหน่อยเหอะ

               ก็อย่างที่บอกไปแล้วนะครับว่า คนลาวนั้น อยู่ในอาการฟังไม่ได้ศัพท์  แล้วจับเอามากระเดีอดนี่     ดูมันจะเป็น
นิสัยประจำชาติไปซะแล้ว......แล้วพี่แกก็ไม่เคยจะสืบสาวราวเรื่องให้มันเป็นจริงเป็นจังไปซักเรื่องหรือสักที.....การณ์คง
เป็นไปในแบบ "ฟังเขาเล่าว่า" หรือ"คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า".......เนี่ย.....อ้ายน้องเขาถนัดนัก

               เรื่องพญานาคและเมืองใต้บาดาลนั่นอีกอย่างนึง....... อย่าได้ไปคุยกับคนลาวนะครับ   โดยเฉพาะกับคนเก่าๆ
แก่ๆด้วยแล้ว พี่แกจะเชื่อเอาอย่างเป็นจริงเป็นจังชนิดที่ว่าถ้าเล่นไพ่กันแล้วคนลาวยอมเกหมดหน้าตักเลยก็แล้วกัน อาจ
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า พญานาคนี่ ลาวเขาผูกขาดความเชื่อถือเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวก็ไม่ผิดไปนักหรอก.....เรื่องนี้ไม่ใช่ว่า
ผมยกเมฆหาเรื่องเขียนตีอู้นะครับ พระคุณของวิชิต .......คุณลองสังเกตเอาเถอะว่า หากมีการจุดบั้งไฟ เพื่อขอฝนกันตาม
ประเพณี "ฮีดสิบสอง คองสิบสี่"ของลาวเมื่อไหร่ หัวบั้งไฟของเขาก็จะเป็นหัวพญานาค....รวมไปถึงอุปกรณ์อะไรต่างๆ
นานาตามวัดทุกแห่ง จะมีตัวพญานาคเข้าไปร่วมวงให้เห็นอยู่เสมอ ชาวอีสานบ้านเราก็ดูเหมือนจะเชื่อเรื่องนี้อยู่เหมือน
กัน ...แต่ไม่รุนแรงเท่า

               ผมเคยเล่าให้คุณผู้อ่านฟังไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ผมเคยไปเที่ยวศาลาแก้วกู่ หรือกู่แก้ว อะไรนี่แหละ ที่จังหวัด
หนองคาย แล้วก็ไปเจอะไอ้ผีบุญตัวหนึ่ง.....หมอนี่เรียกตัวเองว่า "หลวงปู่บุญเหลือ"

               ยังจำได้ไหมครับ ที่ผมบอกว่ามันน่าจะชื่อ "ไอ้เหลือขอ" จะดีกว่า เพราะคนที่ว่านี้ มันไม่ได้ถือศีลกินเจอะไร และ
ก็ไม่ได้นุ่งห่มแบบพระ คงแต่งตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่ดันเรียกตัวเองว่าหลวงปู่

               นั่นแหละครับ ก่อนที่ผมจะได้เข้าไปพบไอ้เหลือขอตนนี้ ผมได้เดินเล่นไปรอบๆอาณาบริเวณ แล้วก็ไปพบ
เอาคุณตาคนหนึ่ง.....อายุของแก น่าจะอยู่ในราวเจ็ดแปดสิบปีขึ้นไป เพราะหัวหูขาวโพลนไปหมดแล้ว แกกำลังนั่งเหลา
ไม้ไผ่มุงหลังคาอยู่ ผมถามแกว่า หลวงปู่บุญเหลือนี่ อายุมากไหม แก่เท่าหลวงปู่ฝั้นได้หรือไม่......และวันนี้หลวงปู่บุญเหลือ
อยู่ไหม...ผมอยากไปไหว้หลวงปู่

               คุณตาคนที่กล่าวนี้ ตอบผมโดยไม่ต้องคิดเลยว่า หลวงปู่บุญเหลือ อายุร้อยปีป่าย......ตอนนี้ไม่อยู่เมืองมนุษย์....
ไปคุยกับพญานาค ที่เมืองบาดาล......

               ได้ฟังแกพูดอย่างนี้ ผมก็เลยถอยออกมาอย่างแหยงๆ เพราะไม่มั่นใจว่า สติสตังของแกยังดีอยู่หรือไม่.... แต่
เท่าที่ฟังดู แกก็พูดรู้เรื่อง ไม่ได้พูดเลอะเทอะแต่อย่างใด หากแต่มันหนักไปทางอภินิหารซะจนผมตั้งสติรับไม่ไหว

               สรุปแล้ว   ตาลุงคนนี้แกเป็นคนฝั่งลาวครับ......   ส่วนไอ้ผีบุญที่ว่านี้     เมื่อผมไปเห็นหน้าในภายหลัง “““ก็พอจะ
ประเมินได้ว่า หมอนี่อายุคงไม่เกิน 50 ขวบ ไม่รู้ว่ามันไปปล่อยข่าวยังไง ตาลุงคนนั้นถึงได้บอกผมหน้าตาเฉยว่าอายุร้อย
กว่า.......นี่เรื่องนึงละ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ "หลวงปู่บุญเหลือไปเมืองบาดาล"นั่น มันเหลือรับจริงๆ .....เออ ถ้าคุณตาคนที่
กล่าวบอกว่าหลวงปู่บุญเหลือไปคุยกับยมพบาลซะเลย อย่างนี้ก็จะหมดเรื่องหมดราวไป ไม่ต้องให้ผมมานั่งเขียนย้อนหน้า
ย้อนหลังอยู่หรอก( ผมแวะไปเยือนอีตาผีบุญนี่อีกหนนึง ปรากฏว่าแกมีธุระไปคุยกับยมพบาลแล้วจริงๆ แต่ยังแสดงอภินิหาร
สั่งความกับลูกศิษย์เอาไว้ว่า ห้ามเผาศพ เพราะแกไปเยี่ยมพระยานาค อีก 7 ปีจะฟื้นขึ้นมาใหม่.....ตอนนี้ศพของแกยังอยู่ที่
ศาลาแก้วกู่ครับ)


               ที่เมืองเวียงจันทน์ ผมได้เห็นภาพทหารสหรัฐช่วยกันอุ้มปลาชนิดหนึ่ง .......จะเป็นปลาหรือเป็นสัตว์ไม่รู้แฮะผม
ไม่ขอยืนยัน... ลักษณะของปลาที่กล่าวนี้เหมือนปลาเนื้ออ่อน.......หากมันเป็นปลาเนื้ออ่อนจริง มันก็คงจะเป็นโคตรแม่หรือ
โคตรพ่อของปลานั่นแหละจึงจะพอเรียกปลาที่กล่าวนี้ได้ เนื่องจากมันยาวถึง 23 ฟุต

               ในคำบรรยายของภาพนั้น ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่า ใครเป็นคนจับได้ และจับได้ตรงไหนในส่วนของแม่น้ำโขง แต่มี
คำบรรยายเป็นภาษาลาวเอาไว้ว่า

               " อันนี้แม่นฮูปพะยานาก ที่เพิ่นก่อตามวัดบ้านเฮา พะยานากนี้ได้สิ้นพะซน ในเดือน 9/27/96 ทางอาเมลิกา ได้
สันนะสูดเบิ่งว่า ทั้งหมดมี 7 สี ความยาว 23ฟุต และยู่ในความเลิก 700 เถิง 2000 ฟุต ถ้าจะเว้าแม่นยู่เลิกที่สุด และเลือดนั้นเป็น
สีเขียว และพะยานากนี้ อาเมลิกา ได้เอามาจากทางบ้านเฮา เพราะว่าเพิ่นยู่ในทะเลอุ่น ยู่ในอาเมลิกาเป็นทะเลเย็น และเก็ดเ
ลื่อมเหมือนแก้ว...."

               นั่นเป็นคำบรรยายในภาษาลาวที่ผมแกะเอามาจากต้นฉบับนะครับ ซึ่งทั้งหมดเมื่อดำน้ำแปลกันแบบทั่วไปแล้วก็
จะได้ข้อความดังนี้

               " อันนี้เป็นรูปพญานาค ที่เขาก่อ(ปั้น)อยู่ตามวัดบ้านเรา พญานาคนี้ ตายหง่าไปในเดือน 9 วันที่ 27 ปีค.ศ. 1996 ทาง
อเมริกา ได้ชันสูตร (ซากปลา) ดูแล้วว่า มีทั้งหมดเจ็ดสี(คงเป็นสีเหลือบๆ แบบปลาดาบยาว นะครับ) มีความยาว 23 ฟุต อาศัยอยู่
ในระดับความลึก 700 ถึง 2000 ฟุต ถ้าจะพูดว่าอยู่ในส่วนลึกที่สุดก็ว่าได้ ส่วนเลือดนั่นเป็นสีเขียว พญานาคตัวนี้ อเมริกา เอา
มาจากบ้านเรา เนื่องจากเขา (พญานาค) อยู่ในทะเลอุ่น แต่อเมริกาเป็นทะเลเย็น เกร็ดเลื่อมเหมือนแก้ว...."

               เป็นไงครับ นี่คือคำอธิบายในลักษณะมาตรฐานลาว ซึ่งผมยังจับใจความไม่ได้ว่า รูปนี้เป็นรูปที่ทหารอเมริกันถ่าย
เอาไว้เป็นหลักฐานในการจับปลาตัวนี้ขึ้นมาได้ จากแม่น้ำโขง หรือว่าอเมริกาเขาจับได้ที่เมืองของเขาเอง เพราะคำบรรยายมัน
คลุมเครือพิกล......เพราะเขาใช้คำบรรยายว่า" อเมริกาเอามาจากบ้านเรา...."

               ถ้าใช้คำว่า"อเมริกาเอามาจากบ้านเรา" ก็หมายความว่ารูปนี้ก็ต้องถ่ายที่อเมริกา คือเอาปลาไปจากลาว แล้วอเมริกันมัน
จะขนปลาจากลาวไปถ่ายที่สหรัฐทำไมให้วุ่นวาย สู้จับได้จากแม่น้ำโขงแล้วก็ถ่ายรูปมันซะที่ลาวก็จบเรื่อง (และถ้าเป็นปลาที่จับ
ได้จากอเมริกาเอง ปลาตัวนี้ก็ต้องเป็นปลาจากมหาสมุทรแปซิฟิค หรือมหาสมุทรแอตแลนติคน่ะซี ) แล้วลาวจะไปทึกทักเอาว่า
เป็นพญานาคได้ยังไงล่ะ......เนี่ย มันวุ่นในตัวของมันเองหยั่งงี้แหละ

               พอมาถึงคำว่า"เพราะว่าเพิ่นยู่ในทะเลอุ่น....ยู่ในอาเมลิกาเป็นทะเลเย็น...."(อันนี้ก็ว่าไปแบบไหลตามน้ำของลาวอีก
นั่นแหละ เพราะเมืองลาวมันมีทะเลซะที่ไหนล่ะ)......จะบอกว่าพญานาคพะองนี้ยู่ในน้ำอุ่น....ไม่ต้องไปสู่รู้ว่าเป็นทะเลน้ำอุ่น
ผมก็จะตัดข้อสงสัยออกไปได้อีกข้อหนึ่ง ปัญหามันก็จะไม่ทำให้มีข้อกังขามั่วอย่างที่ผมตีความไม่ออกอยู่นี่แหละว่ามันเป็น
สมบัติสัตว์น้ำของประเทศไหน

               คุณผู้อ่านลองพิจารณาดูในคำบรรยายของลาว ก็จะรู้ว่ามันอยู่ในอาการเฟอะฟะ จับต้นชนปลายไม่ถูกอย่างที่เห็น
นี่แหละ ส่วนคนอ่านก็อ่านแล้วตีความมันมั่วไปราวกับเห็นมากับตา กระจุยกระจายไปคนละทิศละทางได้เหมือนกัน เพราะ
ทุกคนมีสิทธิ์ตีความแตกต่างกันไปได้ตามวิสัยทัศน์ของแต่ละคน

               สังเกตให้ดี เราก็จะเห็นว่า คนลาวนับถือพญานาค ในระดับเทพขึ้นไปนะครับ เพราะเขาใช้คำว่า "สิ้นพะชน" แทน
คำว่าตาย.....คือมันปนมั่วไปแบบจำแนกไม่ถูกว่าอะไรเป็นคนอะไรเป็นสัตว์......ผมยังนึกไม่ออกว่า ในช่วงที่ลาวยังไม่เปลี่ยน
ระบบการปกครองเป็นแบบสังคมนิยม คนลาวจะพูดกับพระยานาหมื่นยังไง........ผมคงจะขำกลิ้ง หากไปได้ยินพ่อค้าอึ่งย่าง
พูดกับคนมีศักดินา ในแบบให้เกียรติเจ้านายอย่างเต็มที่ ในทำนองที่ว่า

               " ตัวที่ข้าพะเจ้ากำลังถวายพระเพลิงให้ท่านอยู่นี่ตัวละ 10 บาท ส่วนไอ้ตัวที่ยังไม่สิ้นพะชน กำลังกระโดดอยู่ใน
ข้องนั่น ตัวละ 15 บาท พะองท่านจะโปรดเสวยตัวไหน ข้าพะเจ้าจะประหารชีวิตมันให้ชันนะสูตศพตามรับสั่ง....ข้าน้อย.."

               จะตีความกันยังไงก็ว่ากันตามถนัดนะครับ ข้าน้อยสุดปัญญา


               กลับมายังเรื่องตัวปลาที่คนลาว อธิบายว่า พะยานากนี้อยู่ในน้ำลึก 700 ฟุตถึง 2000 ฟุตนั่นอีกครั้งหนึ่งนะครับ...
.ตรงนี้ ก็อีกจุดหนึ่ง ที่ผมยังมองไม่เห็นว่า แม่น้ำตรงไหนในเมืองลาว มันจะลึก 700 ฟุตถึง 2000 ฟุตได้.....ระดับความลึก
แค่นี้ มันจะมีอยู่อย่างเดียวก็ทะเลหรือมหาสมุทรเท่านั้น ......แม่น้ำโขงตอนหน้าแล้ง คนลาวและคนไทยยังเดินข้ามไปมาหา
สู่กันได้ โอกาสที่จะไปเจอะเอาความลึกระดับ 700 ฟุตนั้น คงไม่มีหรอก.....

               สรุปแล้วก็หลงจ้งเหมือนเดิมครับ......เป็นความเข้าใจของลาวเขาละ

               คราวหน้า เราไปเที่ยวเมืองสิงกันนะครับ ไปดูกลุ่มคนชาติพันธ์ต่างๆ ตรงชายแดนลาวและจีนกัน