สืบสานตำนานไต (1)
โดย วิชิต บางซ่อน    


         "หากเพื่อนๆได้ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวของผมมาโดยตลอดก็คงจะจำได้นะครับว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมเคยพา
คุณผู้อ่านมาลุยที่บ้าน "บ่อเต็น"และ"บ่อฮั่น"แล้วครั้งหนึ่งอันเป็นการสำรวจทางครั้งแรกที่ชายแดนแห่งนี้......คราวนั้นนายด่าน
ลาวพาผมข้ามมาเที่ยวที่เมือง"บ่อฮั่น" ตามการเรียกขานของนายด่านลาวในคราวนั้น"

         คราวนี้......ผมพาคุณผู้อ่านมาลุยอยู่ในแผ่นดินลาวนะครับ....เป็นชายแดนเหนือสุดของประเทศลาว แขวงเมือง
อุดมไซ ช่วงวันวานที่ผ่านมา ผมให้ยายเมียแม้วเจ้าของโรงเตี๊ยม เสินนะลาด ไปเป็นกองหลอน สอบถามการข้ามเมืองจีนมา
ให้ผมแล้ว ตอนนี้ ก็ได้ข้อมูลว่า เราจะนั่งรถเมล์สำรวจทางกันแทนขี่รถซะบ้าง

         เช้าวันรุ่งขึ้น เราเอารถฝากไว้กับโรงแรมไร้ดาวแห่งนี้ แล้วคัดเลือกเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นบางอย่างใส่เป้สำรองไปคนละ
2-3 ชุด กะว่าเอาไปใส่เที่ยวในเมืองจีน 2-3 วัน ตามโปรแกรมที่วางไว้

         ไม่นานนัก รถเมล์คันที่เราเล็งเอาไว้แต่วันวาน ก็วิ่งเข้ามารับแขกวีไอพี.อย่างดีชนิดเลว ตามเวลาที่กำหนด... เราทั้ง
สองคน รีบขึ้นไปจับจองเก้าอี้ทางด้านขวาซึ่งเป็นที่นั่งเดี่ยว ไม่ปะปนกับใคร คนละเก้าอี้

         เหตุที่ผมต้องเลือกที่นั่งเดี่ยวอย่างที่กล่าวนั้น ก็เนื่องจากว่า รถคันนี้มันจะเข้าไปวิ่งในประเทศจีน....และต้องวิ่งผ่าน
แดนแม้วและชาวเขาเผ่าต่างๆไปตลอดทาง......ผมขี่รถเข้าไปเที่ยวในดงแม้วที่ชายแดนเมืองสิงมาแล้วเมื่อวันก่อน และยังจำได้
ดีว่า พวกแม้วแต่ละคนนั้น พี่แกเป็นนักอนุรักษ์นิยมขนาดหนัก ชนิดที่เรียกว่า ปีใหม่ทีหนึ่งอาบน้ำหนเดียวก็เกือบจะมากเกิน
พอไปแล้ว เพราะฉะนั้น กลิ่นตัวของคนพวกนี้จะหอมหวนราวกับตกลงไปในตุ่มน้ำหอม"อีฟแชง"แบบเหม็นเขียวพิเศษ 20
ตุ่มรวมกันเห็นจะได้

         แล้วก็แปลกจริงๆ ที่คนพวกนี้ชอบขากถุยแบบไม่เลือกที่ ......ถ้าผมนั่งแบบที่นั่งคู่แล้วดันมีแม้วพลัดถิ่น หลงมานั่ง
คุยกับผม และขากถุยอยู่บ่อยๆ.....การณ์ข้างหน้าจะเป็นไปในรูปใด ผมยังนึกไม่ออก หากผมเสือกอ้วกแตกราดลงไปในบนตัก
ของไอ้หมอนั่นหรือนางนั่นในช่วงที่ผมเวียนหน้าขนาดหนัก....หรือผมอาจทนเหตุการณ์โสโครกไม่ไหว เลยเผลอตัวถีบไอ้
หมอนั่นจนตกรถ ผมอาจจะโชคดีไปนั่งหน้าแหลมอยู่ในคุกเมืองจีนเข้าก็ได้.....

         โฮย...นึกแล้วสยองแฮะ.......เพราะงั้น ผมนั่งมันแบบเก้าอี้เดี่ยวอย่างที่กล่าว เป็นเจ๋งเป้งกว่าวิธีอื่น
รถวิ่งโขยกเขยกไปตามเส้นทางสายอุดมไซ-บ่อเต็น พร้อมการคุยกันอย่างขรมถมเถ สลับกับเสียงขากถุย ระงมอยู่
รอบรถของผู้โดยสารชาวจีน 7-8 คน ที่โดยสารไปกับรถคันที่กล่าว และแปลกจริงๆที่เจ๊กทุกคนที่อยู่บนรถ มันสูบบุหรี่กันราว
กับตายอดตายอยากมาเป็นปีหยั่งงั้นแหละ ไม่มีใครยอมแพ้ใครสักคน.....พอคนนู้นหมดมวน ไอ้คนนี้ควักบุหรี่ตัวใหม่ขึ้นมาจุด
คนนี้จุดเสร็จ ก็ส่งไฟแช็กให้ไอ้คนนู้นไปจุดต่อ......ดูมันวุ่นวายไปกับการถุนบุหรี่อยู่ทั้งคันรถ ส่วนไอ้เด็กรถคนที่นั่งมาด้วย
นั้น......ไม่รู้ว่าเป็นใบ้มาตั้งแต่เกิดแล้วเสือกจะมาพูดได้เอาในวันนี้หรือไงไม่มั่นใจ ทั้งรถมีแต่เสียงของมันตะโกนแข่งกับเสียง
ของเครื่องยนต์อยู่อย่างไม่หยุดปาก ผมทั้งรำคาญไอ้คนดูดบุหรี่และไอ้ใบ้เพิ่งจะพูดได้คนนี้จนไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดี ......
ไอ้เด็กรถคนที่ว่านี้ก็แปลก ที่ภาษาพูดของมันมีสำเนียงออกไปทางพม่า ไม่เหมือนคนจีนอื่นๆที่คุยกันอยู่ในรถ....หรือมันจะเป็น
คนเมืองเม็งลา ที่เป็นรอยต่อระหว่างเมืองจีนกับเมืองเชียงตุงของพม่าไม่ซับซาบ..... รู้แต่ว่าไอ้ตี๋เวลล์ คนนี้พูดเป็นสำเนียงพม่า
กำลังเซ็งๆอยู่นั่นแหละ เสียงดังโครมออกมาจากใต้ท้องรถที่เรานั่งกันอยู่จนคนขับมันเบรครถตัวโก่ง ท่ามกลาง

         เสียงวิจารณ์ของต้นตระกูลเจ๊ก 7-8 คนผสมกับไอ้ใบ้คนที่กล่าว

         จากการตรวจสอบต้นเสียงเมื่อสักครู่นี้ของคนขับ ปรากฏว่าสาแหรกหูแหนบเพลาหลังขาดจากการตกหลุมเมื่อสักครู่นี้ไปตัว
หนึ่ง.....

         ไอ้ใบ้เด็กรถ จัดการมุดใต้ท้องรถไปถอดเอาสาแหรกแหนบจากเพลาหน้าเพื่อขอยืมเอามาใช้กับหูแหนบหลังข้างหนึ่ง แล้วก็
เริ่มเดินทางต่อ หลังจากเสียเวลาในช่วงนี้ไปเกือบชั่วโมง

         รถโดยสารคันนี้แวะเวียนเก็บคนโดยสารไปแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนถึงด่าน"บ่อเต็น"เอาในเวลา 11โมง ผมและ


         เพื่อน จัดการลงไปแจ้งด่านออกจากเมืองลาว พร้อมๆกับผู้โดยสารคนอื่น คนจีนพวกนี้ใช้ใบผ่านแดนชั่วคราว ส่วนของผมใช้
พาสปอร์ตและทำวีซ่าไปจากกรุงเทพฯ เลยไม่ต้องกรอกเอกสารอะไรให้มันวุ่นวายเหมือนคนอื่นๆ... เดินยืดเส้นยืดสายอยู่สัก
พัก ก็กลับขึ้นมานั่งรอกันบนรถ

         จากนั้น เจ้าของรถเริ่มเดินมาเก็บเงินพวกเราแบบรายหัว ผมจ่ายไปคนละ 65 หยวนตามราคาที่ได้สอบถามมาจาก
โรงแรม ซึ่งการณ์ก็เป็นไปโดยเรียบร้อย

         รถเมล์คันนั้น พาเราผ่านเขตปลอดทหารไปอีกประมาณ 2กม. ก็ถึงด่าน"โมฮั่น"ของจีน เราเอาเอกสารไปแจ้งเข้า
เมืองจีนอย่างเดียวกับที่เคยทำเรื่องเข้าเมืองตามปกติ .....ไม่ถึง 2นาที ทุกอย่างก็เรียบร้อย

         หากคุณผู้อ่าน ติดตามอ่านเรื่องท่องเที่ยวของผมมาโดยตลอด ก็คงจะยังจำกันได้นะครับว่า ผมเคยพาคุณผู้อ่านมา
เที่ยว"บ่อฮั่น"นี้แล้วทีหนึ่ง ซึ่งนายด่านของลาวเขาเรียกอย่างนี้จริงๆ แต่เมื่อได้ข้ามมายังฝั่งจีนนี้แล้ว ผมถึงได้เห็นภาษา
อังกฤษ เขียนบอกป้ายหลักเขตเอาไว้ว่า "MOHAN" ซึ่งต้องอ่านว่า "โมฮั่น" ไม่ใช่บอฮั่น อย่างที่ผมไปได้รับการถ่ายทอดมา
จากนายด่านลาวอย่างคราวก่อน......อันนี้คุณผู้อ่านก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยหน่อยนะครับ เพราะผมไม่ได้มาเห็นป้าย
หลักเขตด้วยตาของตนเอง....

         นี่ไง ผมถึงได้บอกไปหลายครั้งแล้วว่า คนลาวนั้นไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด พี่แกไม่ได้เคยเดินพ้นบ้านกันเกินกิโลหนึ่งซักคน....
และก็ไม่สนใจที่จะสอบถามเรื่องราวให้มันตรงประเด็นกันสักอย่าง ก็ตัวอย่างของไอ้นายด่านลาวซึ่งมันเองก็พาผมเดินข้าม
ชายแดนจีนด้วยตัวเอง มันยังไม่สนใจเลยว่าเมืองชายแดนจีนฝั่งนี้เขาเรียกกันยังไง พี่แกได้ยินคนอื่นเรียกเป็น "บอฮั่น" มัน
ก็เรียกบอฮั่นกันยันเต.... ผิดหรือถูกก็ไปต่อว่านายด่านลาวมันเอาเองก็แล้วกัน ผมไม่เกี่ยวด้วยหรอก แฮ่ะ....

         แหมพูดถึงเรื่องนี้แล้วมันเขี้ยวแฮะ...ก็ไอ้เรื่องฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับเอามากระเดียดเนี่ย ผมบอกว่าลาวถนัดนั่นไง.....ก็เมื่อ
ปีที่ผ่านมานั้นก็ครั้งหนึ่ง มีข่าวเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถึงขนาดที่ว่าถ้านิโคล...นักร้องสาวของไทยข้ามไปลาวเมื่อไหร่ จะโดนคน
ลาวทำร้ายเอา...ขนาดยังไม่ได้ทำอะไรกันเลยก็มีเสียงขู่ข้ามฝั่งโขงมาว่า จะไม่ยอมให้เทปเพลงนิโคลเข้าไปขายในเมืองลาว
สาเหตุก็คงรู้กันแล้วนนะครับว่า ลาวเขาหาว่านิโคลไปให้สัมภาษณ์วิทยุกระจายเสียงที่หนองคายว่า "ผู้หญิงลาวสกปรก".....
แค่นี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ประเภทที่คนลาวยอมไม่ได้เด็ดขาด....หนังสือพิมพ์ของไทยเราข้ามไปสัมภาษณ์คนลาวทุกคนต่างก็
ยืนยันว่าไม่ยอมให้นิโคลเข้าเมืองลาวแน่นอน......ครั้นถามเจาะลึกลงไปว่านิโคลเขาพูดที่ไหนและคนให้สัมภาษณ์ได้ยินกับ
หูมาหรืออย่างไร.....สรุปแล้วก็หลงจ้ง.....คำตอบก็คือได้ยินคนขับแท็กซี่พูดบ้าง ได้ยินคนขับเรือหางยาวพูดบ้าง.....มั่วมันไป
อย่างนั้นแหละ แล้วตัวเองก็เอามาเป็นเดือดเป็นแค้น ต่อความอธิบายมันไปเรื่อยๆ ราวกับได้ยินมากับหูและได้เห็นมากับ
ตา......นี่แหละลาวละ

         ย้อนกลับมาที่รถทัวร์ของเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ

         ผมลองสอบถามไอ้เจ้าของรถว่า รถจะวิ่งไปถึงเมืองเชียงรุ้งกี่โมง......และจะแวะกินข้าวที่ไหนหรือไม่และอย่างไร
ไอ้แป๊ะคนขับรถ ตอบผมแบบสำเนียงคนจีนว่า "เก้ามอง"......คือสามทุ่ม และจะแวะกินข้าวที่เมือง "เม็งลา"......ซึ่ง
เมืองเม็งลาที่กล่าวนี้ ผมเคยข้ามมาทางเมืองพม่าแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน.....ก่อนไอเอ็มเอฟ.จะเข้ามาอาละวาดใน
ประเทศไทย......ช่วงนั้น ผมมีเพื่อนซี้อยู่คนหนึ่ง ทำบริษัททัวร์อยู่แถวแม่สาย พี่แกกว้างขวางอยู่ในพื้นที่แถวสามเหลี่ยมทองคำ
กว้างขวางขนาดขับรถข้ามด่านได้โดยไม่ต้องลงไปทำคำร้องอะไรทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่า.....เพียงชะโงกหน้าออกไปจากหน้า
ต่างรถให้นายด่านเห็นก็เป็นอันจบกัน......และระหว่างทางตอนผ่านด่านทหารพม่าหรือว้าแดงว้าเขียวอะไรก็ตามที เพื่อนคน
นี้จะเรียกทหาร (เด็กๆ อายุราว 15-16ปีที่สะพานปืนอยู่ในด่าน) ให้มายกเหล้าเอาไปกินกัน......นี่เป็นวิธีผูกมิตรกับกองกำลัง
เถื่อน ที่ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์อะไรเขาละ......เราใช้เส้นทางนั้นมาเที่ยวเมือง"เม็งลา"กันแก้เซ็ง

         เส้นทางในเมืองพม่ามาเม็งลานี้ เป็นทางขรุขระแบบหินร่วนนะครับ ต้องใช้รถโฟร์วีล ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ก็ต้อง
เป็นรถวิบาก.....ในช่วงปีที่กล่าว ยังเสี่ยงอยู่มากในการเอารถมอเตอร์ไซค์ข้ามมาเที่ยว (ปัจจุบันก็ยังเสี่ยงอยู่) ดีไม่ดีอาจถูกทหาร
ว้าแดงปล้นเอารถไปก็จะเสียมวยซะเปล่าๆ.....เพราะทหารพม่ากำลังปราบปรามว้าแดงอยู่อย่างเขม็งเกลียว......ไปแจ้งความกับ
ทหารพม่า มันก็จะไม่รับรู้ เพราะงั้น เราก็ลดความเสี่ยงลงด้วยการใช้รถแบบโฟร์วีลดังที่กล่าว

         ถนนในเมืองจีนนี้ เป็นการจราจรที่ต้องวิ่งชิดขวา แบบเดียวกับประเทศไต้หวันนะครับ ถนนจากเมือง "โมฮั่น"ไป
ยังเมือง "เม็งลา" เป็นถนนราดยางมะตอยสายแคบๆ ประมาณว่าเหมือนเราขับรถไปแม่ฮ่องสอนก็แล้วกัน แต่ก็ยังดีกว่าถนนใน
เมืองลาวแปดสิบเอ็ดเท่า ตลอดเส้นทางที่รถผ่าน จะเป็นไร่ชาและร่องผักไปทุกตารางนิ้ว.....แม้บนไหล่เขาก็จะเป็นไร่พืชผลไม้
ทั่วไป ผิดกับฝั่งลาวอย่างเห็นได้ชัดว่า คนเมืองนี้ขยันขันแข็งกว่าคนทางฝั่งลาว......ผมไม่มั่นใจเหมือนกันว่ารัฐบาลลาว ไม่ยอม
ให้คนของเขามีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือว่า เขาห้ามไม่ให้คนลาวทำกิน.....มันคิดได้หลายทางครับ.....คิดได้หลายกรณีในความ
ไม่แน่นอนของรัฐบาล หรือการสื่อสารกันไม่รู้เรื่องระหว่างประชาชนคนลาวกับรัฐบาลของเขาเอง.....ซึ่งผมได้เคยรายงานให้
คุณผู้อ่านซับซาบไปแล้วหลายครั้งหลายหน

         แต่เมื่อข้ามมาทางฝั่งจีน ผมเห็นแต่สวนผัก,สวนแตงโมสลับไปกับพืชสวนและต้นยางพารา.....เต็มไปทุกพื้นที่
และก็ประมาณว่า เขากรีดยางกันเกือบตลอดปี เนื่องจากเห็นว่าบริเวณรอยกรีดยางของทุกต้น เขามีหมวกงอบกั้นไม่ให้น้ำเข้า
ร่องน้ำยาง ซึ่งปกติแล้วในช่วงหน้าฝน ชาวสวนในเมืองไทยจะไม่กรีดยางกันเนื่องจากน้ำฝนจะเข้าไปปนในน้ำยาง ทำให้น้ำ
ยางล้นออกไปจากถ้วยรอง.....แต่ที่จีนเขาทำร่มกันน้ำให้น้ำยาง. ทำให้ชาวสวนยางได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เขา
เองก็มีการปลูกผลไม้ต่างๆ กันไป ประมาณว่าเป็นไร่นา สวนผสม แม้จนชายน้ำและริมตลิ่ง รวมไปถึงเกาะแก่งกลางลำธาร จะ
เห็นแต่พืชเศรษฐกิจไปตลอดทาง

         ส่วนทางฝั่งลาวนั้น จะมีแต่ต้นไม้ที่เป็นผืนป่าธรรมดาที่ยังไม่ได้พัฒนาอะไรสักอย่าง.....เห็นอยู่อย่างเดียวก็ประเภท
เขาหัวโล้น ที่ชาวแม้วเผาป่า เพื่อทำไร่เลื่อนลอย.....ไม่เห็นคนลาวทำไร่อะไรเลย นอกจากหาของป่าแบบชาวดงทั่วไป
เกือบ 5 โมงเย็นรถเมล์ก็มาถึงเมือง "เม็งลา"......เราเตรียมตัวลงไปกินข้าวเย็นกันตามที่ผมได้เคยสอบถามไอ้คนขับรถ
ไปตอนแรกแล้ว......ปรากฏว่าเจ้าของรถมันทำท่าแบบขอเวลานอก.....คือเอามือตั้งฉากไปจรดกับฝ่ามือแบบนักกีฬาขอเปลี่ยน
ตัวนั่นแหละ

         "บ่ไปเจียงฮุ้งเน้อ.....มื้ออื่นไป....." เจ้าของรถที่เรานั่งไปแจ้งว่า วันนี้ยังไม่ไปจิ้งฮุ่งนะ.....พรุ่งนี้ถึงจะไปต่อ.....แล้วมัน
ก็พูดภาษาจีนอีก 2-3 คำ ซึ่งผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง ส่วนคนโดยสารอื่นๆ ทะยอยเดินลงจากรถไปเป็นแถวและหันมารับเงินคืนจากเจ้า
ของรถเมล์อนาถากันทุกคน ยกเว้นผมสองคนที่ยังยืนเซ่ออยู่ เพราะไม่นึกว่าจะมาเจอะเอาลูกนี้เข้า.... เมื่อผมลองมาประเมินดูตาม
รูปการณ์แล้ว ก็คงจะเป็นเพราะว่า ไอ้เจ้าของรถมันจะต้องเอารถไปซ่อมสาแหรกหูแหนบนั่นมากกว่าอย่างอื่น เพราะตลอดทาง
100 กม.ที่มาตามเส้นทางนั้น คนขับมันขับแบบเกรงๆใจรถ เจอะหลุมเล็กหลุมน้อยอะไร มันก็เบรคและค่อยๆหยอดไปเรื่อยๆ
โดยเส้นทางก็ไต่ไปตามขุนเขาตลอด ถ้ามาถึงเมืองใหญ่อย่างนี้แล้ว ไม่ถือโอกาสซ่อมรถเสียเลย ก็ผิดวิสัยคนขับรถไป เผลอๆ ขืน
ดันทุรังขับต่อไป เราอาจจะได้ฟังพระจีนสวดกงเต็กกันตอนดึกก็เป็นไปได้

         เพราะงั้นก็ต้องเลยตามเลย ฟังไอ้เม้งคนขับรถนี่จะดีกว่าอะไรทั้งหมด

         จากนั้น ด้วยอาการใบ้รับประทานของเราทั้งสองคน รถเมล์คันนี้ก็พาเราไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่า
ชื่อโรงแรมอะไร มันเข้าไปคุยกับแคชเชียร์หน้าเคาน์เตอร์พักเดียว ก็เดินกลับมาบอกเราว่า

         "เจ้าท่าอยู่นี่ เน้อ.....มื้ออื่นจะมาฮับ 7 มอง".....หมอนี่ให้เราพักอยู่โรงแรมแห่งที่กล่าวนี้ และสรุปกับเราอย่างง่ายๆว่า พรุ่งนี้
จะมารับตอน 7 โมง ให้คอยอยู่ที่นี่.....

         เวรกรรมของผมจริงๆ ที่ได้มาเจอะเอาบรรยากาศอย่างนี้.....เป็นไงเป็นกันวะ เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ตกลง
ก็ต้องนอนค้างมันที่นี่แหละ

         ว่ากันไปตามจริงแบบไม่เข้าข้างตัวเอง โดยถ้าเราคิดเอาจากมาตรฐานของการขนส่งแบบในประเทศที่เจริญแล้วเขา
ปฏิบัติกันทั่วไป ก็หมายความว่า ถ้ามีการเลื่อนเวลาเดินทาง หรือในระหว่างการเดินทางของใครก็แล้วแต่ หากเกิดเหตุสุดวิสัย
ขึ้นจากการกระทำของผู้ให้บริการแล้ว ฝ่ายผู้ให้บริการจะต้องรับผิดชอบในรายจ่ายทั้งหมดที่ฝ่ายผู้รับบริการจะต้องจ่าย เช่นค่า
ที่พัก หรือค่าอาหารการกินในมื้อที่เสียเวลาไปนั้น

         แต่งานนี้ มันไม่ใช่การบริการแบบสากล ที่เราจะพึงมีหรือพึงได้ตามกติกา เรื่องของเรื่องก็หลงจ้ง เราจะต้องจ่ายเงิน
เองทั้งหมด ส่วนวันพรุ่งนี้ รถเมล์อนาถา จะมารับเราหรือไม่ ยังเป็นการบ้านให้เราเอามานั่งถกกันแก้เซ็งอีกตังหาก
ที่เมืองเม็งลานี้ หากเราขับรถออกไปทางซ้ายมือประมาณ 160 กม.ก็จะไปถึงชายแดนพม่าแถวเมืองสาดเมืองเชียงตุง
นะครับ ในระหว่างทางที่กล่าวนี้จะมีชนชาว "ไตแลม" ซึ่งมีวัฒนะธรรมคล้ายๆชาว "ไตลื้อ" อยู่แบบประปราย.....ประมาณว่าเป็น
การเชื่อมต่อทางวัฒนะธรรมของชาวไตลื้อและชาวเหนือของเมืองไทยเรา

         โรงแรมที่รถทัวร์พาเรามานอนแห่งนี้ มีรูปช้างเป็นเครื่องหมายการค้า มีลักษณะคล้ายตึกแถวกว้าง ประมาณ 10 คูหา
ส่วนที่เป็นด้านหน้าโรงแรม บริเวณเคาน์เตอร์ มีอยู่ 2 คูหา ส่วนที่เหลืออีก 8 คูหานั้น ก็เป็นร้านค้าทั่วไป .....เรียกกว่าเมื่อเราขึ้น
ไปบนชั้น 2 ของโรงแรม มันก็จะไปบานกว้าง ขยายตัวเองออกไปจนเต็ม 10 คูหานั้นทีเดียว.....นี่คือโรงแรมเชิงพาณิชย์ ที่คน
ดำเนินงานใช้กลยุทธ์เหนือเมฆ เอาพื้นที่ด้านล่างไปใช้ประโยชน์เป็นร้านค้าแทนห้องเช่า ซึ่งจะได้ค่าตอบแทนเป็นแป๊ะเจี๊ยะ
เงินสูงกว่าให้เช่าห้องพักอย่างธรรมดาหลายเท่า

         ช่วงที่ไอ้เม้งคนขับรถเมล์พาเรามายังโรงแรมแห่งนี้ เป็นเวลาเพียง 5 โมงเย็น (4โมงในประเทศไทย) นับว่ายังไม่ถึง
เวลานอน เราเลยบอกกับหมอนั่นไปว่า เราจะเดินไปหาอะไรกินก่อน เดี๋ยวจะกลับมาเข้าที่พัก ขอให้แจ้งกับแคชเชียร์ไว้ก็แล้ว
กัน ....ซึ่งทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา เราพากันกันเดินไปยังหัวมุมถนน เพื่อหายาขมน้ำเต้าทองดื่มแก้เซ็งกระเพาะ และเตรียมหาลู่ทาง
สำหรับการหารถต่อไปเมืองเชียงรุ้ง กรณีไอ้รถเจ้ากรรมไม่ยอมกลับมารับเราในวันรุ่งขึ้น

         จากข้อมูลของยายแม้วเมียเจ้าของโรงแรมเสินนะลาดนั้น แกอธิบายให้เราทราบว่า ที่เมืองเม็งลานี้ จะไม่มีคนพูด
"ไต" เลย ยกเว้นให้ไปถึงเมืองจิ้งหุ่ง จึงจะมีคน"ไต"อยู่มาก แกแนะนำว่าอย่ามาพักค้างที่เมืองนี้ เนื่องจากเราจะสื่อสารกับคน
พื้นเมืองไม่รู้เรื่อง...แต่เป็นเรื่องช่างบังเอิญที่รถโดยสารของเราบาดเจ็บสาหัส จนต้องแวะพักค้างคืนกันอยู่นี่ เราเองก็ไม่รู้จะ
ทำยังไงกับเหตุการณ์ที่กล่าวเหมือนกัน

         เรานั่งดื่มเบียร์ล้างตากันไป 2-3 ขวดก็เริ่มหิวข้าว บรรยากาศชักจะมืดบ้างแล้ว เลยเดินย้อนกลับมาที่โรงแรม เพื่อ
หาอาหารกินและเปิดห้องพัก......เราจ่ายค่ายาล้างตาไปคนละ 12 หยวน.....ที่จริงก็พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก เราใช้วิธีเอาแบ็งค์ 10
หยวนมาวางแบเหมือนๆหงายไพ่ แล้วก็ให้ยายเจ้าของร้านมาเลือกหยิบไป แกก็หยิบเอาไป 24 หยวน เราสองคนก็มาหารเฉลี่ย
กันคนละ 12 หยวน

         คนจีนที่เมืองนี้พูดภาษารัวๆ และลิ้นพันกันอยู่ในที.....รู้สึกว่าจะมีคำว่า"ซลิ่ว"ปนอยู่ในคำพูดของพวกเขาในกลุ่ม
เดียวกันเองเสมอ ผมก็ไม่ทราบความหมาย หรือมันจะเป็นคำพูดแบบติดปาก เหมือนที่เราคุ้ยเคยกับคำเลียนเสียง"ระยองฮิ"ก็
ไม่ทราบ ผมได้ยินเขาพูดในลักษณะที่กล่าวจริงๆ เช่นเดียวกับไอ้ตี๋เด็กรถ ที่ผมบอกว่ามันพูดเป็นสำเนียงพม่านั่นแหละ และก็
อย่างที่ผมประเมินเอาไว้ว่า ไอ้ใบ้คนนี้คงจะอยู่ที่เมืองเม็งล้าแน่นอน เนื่องจากในวันต่อมา เราไม่เห็นไอ้ตี๋คนที่กล่าว คงมีแต่
ยายเมียเจ้าของรถขนเอาพริกขี้หนูขึ้นมาบนรถ 2-3 กล่องเบียร์.....ประมาณว่าเขาคงจะเอาไปขายที่เมืองเชียงรุ้งให้คน"ไต"นำ
เอาไปประกอบอาหาร เพราะลงได้ขึ้นชื่อว่า"ไต"แล้ว อาหารการกินมันน่าจะมีพริกเป็นตัวชูโรงอยู่เสมอ

         ขณะที่เดินมายังโรงเตี๊ยม ผมแวะซื้อเบียร์จีนติดมือมาอีกขวดหนึ่ง.....ที่เมืองเม็งลานี้ มีเบียร์ที่ผลิตในจีนขายอยู่ไม่
น้อยกว่า 10 ยี่ห้อ ราคาก็แตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ 4 หยวนไปจนถึง 7 หยวน (ประมาณ 20 บาทไปจนถึง30 บาท) แล้วก็มีถั่วปาก
อ้าบรรจุถุง มีทั้งแบบจืดและแบบเผ็ด......ดีเหมือนกัน ผมเองก็อยากได้ของแกล้มแบบเผ็ดๆมากินปลุกประสาทอยู่เหมือนกัน
กำลังจ่ายเงินอยู่ดีๆ เกิดมีกระทาชายคนหนึ่ง สะพายย่ามเข้ามาถามอะไรผมไม่รู้......คือไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร
ลักษณะชายคนที่กล่าว ไม่เหมือนคนจีนครับ มันคาบกึ่งระหว่างคนพม่าผสมลาวยังไงไม่รู้ สำเนียงที่พูดก็ไม่เหมือนคนจีน.....
ผมเองก็งง ส่วนยายเจ้าของร้านนั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะลองมีคนเข้ามาในร้านก็หมายถึงว่าเขามีลูกค้าเพิ่มเข้ามาทำรายได้ให้
เขาอีกคนหนึ่ง.......ดังนั้นหน้าที่ในการสอบถามขยายความจึงเป็นของเจ้าของร้านขายของไป ส่วนผมเองนั้นสังเกตการณ์อยู่
ข้างๆ

         มนุษย์สะพายย่ามที่กล่าวนี้ ท่าทางจะเป็นชาวป่ามากกว่าชาวเมือง แต่ผมสงสัยว่าจะเป็นชาว"ลั้วะ"หรือละว้า ซึ่ง
เป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ตามรอยต่อของเมืองลาวและจีนรวมไปถึงพม่า ชนเหล่านี้จะมีหัวหน้าที่เรียกกันว่า"มหา" เช่น
มหาแสง,มหาเสือง,ส่วนคนไตแรม จะมีหัวหน้าเป็น"เพี๊ยะ"หรือพญา เช่นเพี๊ยะคำลือ....นี่เป็นข้อสันนิษฐานของผมเองนะ
ครับ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของวิชาการแต่อย่างใด เนื่องจากคุณผู้อ่านเองก็คงทราบมานานแล้วว่า ผมมันชอบขี่รถท่องเที่ยวไป
ในที่แปลกๆ และก็ได้เห็นของแปลกๆมาเล่าให้ฟังนี่แหละ

         ย้อนกลับมาที่คุณน้าคนนี้อีกครั้งหนึ่ง ที่ผมว่าแกเป็นชาวป่าหรือชาวลั้วะนั้นก็ เพราะเสื้อผ้าของแกค่อนข้างจะเป็นสีขาว
แก่น่าจะไม่เคยผ่านผงซักฟอกยี่ห้อใดๆมาก่อนนับตั้งแต่มันเกิดมาเป็นเสื้อตัวนี้ แกใส่รองเท้าแตะแบบฟองน้ำ.......ทั้งยาย
เจ้าของร้านและชายคนที่กล่าวส่งภาษากันสักพัก....ดูท่าทางของยายเจ้าของร้านก็รู้สึกว่าไม่เข้าใจในการสื่อสารกันดีนัก
เพราะเห็นแกถามย้ำกลับไปกลับมาอยู่หลายหน ผสมกับหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบสงสัยอยู่ในที.....

         ในท่ามกลางความสนใจและสงสัยของผมว่าไอ้หมอนี่มันจะมาทำอะไรหรือสอบถามอะไรกับตัวผมในครั้ง
แรกนั้นก็ได้รับคำตอบ เมื่อหมอนั่นล้วงมือลงไปในย่าม และดึงเอาห่อกระดาษ 2-3 ห่อออกมาวางบนตู้ขนม และแก้ห่ออก
มาให้ทุกคนได้เห็นกับตา

         ไอ้หยา...อาตือ......ห่อกระดาษที่กล่าวนั้นมันคือตีนหมี....เป็นตีนหมีแบบสดๆนะครับพี่น้อง
         จริงครับ..... ไอ้คนป่าคนนี้คงจะเป็นพรานมากกว่าอย่างอื่น......หมอนี่ไปล่าหมีมาได้แล้วก็ตัดเอาตีนหมี ห่อ
กระดาษเอามาขาย......เพื่อให้คนมีกะตังซื้อเอาอุ้งตีนหมีไปตุ๋นยาจีนกินเป็นยาโด้ป อย่างที่เราได้เห็นข่าวกันบ่อยๆ ในเรื่อง
ที่มีทัวร์เกาหลีบินมาเมืองไทย เพื่อมากินเปิบพิศดารประเภท ดีงู ดีหมีหรือตีนหมีนั่นแหละ

         นี่ก็เหมือนกัน อีตาคนนี้คงเห็นว่าผมเป็นคนมีกะตังหรือไงไม่รู้ เลยเดินมาเสนอขายสินค้าแบบชวนอ้วก
แจ็คพ็อตมาลงที่ตัวผมเอาอย่างดื้อๆ เข้าให้

         เวรกรรมจริงๆ...... ผมยังไม่รู้ว่าในย่ามของแกนั้นจะมีอุ้งตีนอะไรสะพายมาอีกบ้าง..... ไม่เอาดีกั่ว... ขืนยืนดูไป
เรื่อยๆ แกอาจจะล้วงเอาอุ้งตีนหมาหรืออุ้งตีนเมียของแกออกมาวางขายจนหมดย่ามขึ้นมาจะลำบาก เพราะผมขี้เกียจไป
เป็นพยานที่โรงพักเมืองจีน.....

         ผมร้องเพลง ถอยดีกว่า.....ไม่เอาดีกว่า แล้วหลบฉากออกมาจากร้านขายยาขมด้วยอาการปอดกระเส่าในนาทีนั้น
พบกันใหม่ฉบับหน้าที่เมืองสิบสองปันนานะครับ.....เดี๋ยวผมจะเข้าไปเช็คอินในโรงเตี๊ยมก่อน
อ่านต่อ >>