สืบสานตำนานไต (2)
โดย วิชิต บางซ่อน    


“มิทันสองชั่วยาม รถม้าติดเครื่องยนต์คันนั้นก็พลันหยุดชะงักลงที่หน้าโรงเตี๊ยมกลางเมือง ภายในหุบเขาโงวลังกั๋ง
มิคาดในที่นี้กลับมีจอมยุทธยอดฝีมือเข้ามามั่วสุมอยู่ในโรงเตี๊ยมอย่างคับคั่ง….”


            ในแสงวอมแวมของตะเกียงรั้วหน้าโรงเตี๊ยม เงาร่างสายหนึ่งพุ่งปราดออกมาจากเงามืดด้านหลังรถม้า มันกลับเป็น
ปีศาจสุราชนิดเรื้อรังวัยกลางคนร่างหนึ่งกล่าววาจาคึกคัก มิสมกับวัยของมันที่ใกล้นอนหลับยาวในฮวงจุ้ยในอีกมินานปีข้างหน้า

            มิมีใครทราบว่าปีศาจสุราคู่นี้เดินทางมายังโรงเตี๊ยมนี้ด้วยเรื่องราวใด แต่มันทั้งคู่ต่างมิสนใจสิ่งรอบข้างมากไปกว่า
เซี่ยวจื้อในโรงเตี๊ยมนั้น สายตาปานแร้งแก่ของมันจ้องดุดันไปยังเซี่ยวจื้อคนที่กล่าว

            “เจ้าซิมีหม่องพักบ่ล่ะ…….” ปีศาจสุราตัวน้อยกล่าวสำเนียงอารยันพลางหัวเราะด้วยวาจาหยาบคายและบาดใจผู้ฟัง…..”
เคี๊ยก……เคี๊ยก….และเคี๊ยก…..” มันกล่าวทักทายเซี่ยวจื้อด้วยสายตาโศกเยิ้ม มิคาดมันกลับชมชอบเซี่ยวจื้อน้อยผู้นี้จนหัวใจเต้น
แทบกระเด็นออกมาทางปาก

            “มี….กูมีที่พัก…..มึงจะเอาห้องไหนล่ะ….”เซี่ยวจื้อน้อยกล่าวยิ้มแย้มจนปีศาจสุราทั้งคู่น้ำลายเยิ้มอยู่บนมุมปาก…..
มิคาดทารกน้อยผู้นี้กลับเป็นชาวไตจ้วง ที่ยังเว้าภาษาไตโบราณอยู่

            “ฮ่วย…..กูซิอยากตบปากมึงสักฝ่ามือ……”….

            โอย…..พอดีกว่า ตัดภาพกลับมาเป็นหนังไทยเราต่อไปนะครับ…..เขียนแบบสำนวนกำลังภายในนี่ไม่ไหวแฮะ

            ไม่ต้องกล่าวสวัสดีจีไอบลูให้วุ่นวายนะครับ ถือว่ายังเป็นเรื่องค้างคากันมาตั้งแต่คราวก่อน อีตอนที่เจ้าของรถทัวร์
อนาถา พาเราสองคนมาทิ้งเอาไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในเมืองเม็งลา……โรงแรมแห่งนี้จะชื่ออะไรผมอ่านไม่ออก เพราะเป็น
ภาษาจีน เป็นโรงแรมระดับ สองดาวครึ่ง ราคาค่าห้องพักเริ่มต้นที่ 120 หยวน หรือ 540 บาทไทย(คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน
1 หยวน ต่อ 4.50 บาท) ไปจนถึง 300 หยวน

            ผมเลือกเอาห้องพัดลมแบบเตียงคู่ เพราะในช่วงสงกรานต์ที่ผมไปเที่ยวมานั้น แม้ว่าอากาศในประเทศไทยจะร้อน
แบบตับแลบ แต่อากาศที่เมืองเม็งลายังเย็นดีอยู่…..โดยเฉพาะในเมืองลาวในช่วง 2 วันที่ผมขี่รถผ่านมานั้น สภาพอากาศยังมี
หมอกปกคลุมอยู่อย่างหนาทึบ ขนาดที่ผมต้องเปิดไฟขี่รถกันตอนบ่ายสองโมง

            เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของไอเอ็มเอฟ. เราก็ต้องเลือกห้องแบบประหยัดเข้าไว้ เพราะต้องการสงวนเงินเอาไว้ใช้
อย่างหนึ่ง และเราก็ไม่ต้องการนอนห้องแอร์อีกอย่างหนึ่ง……เพราะงั้น เราก็ต้องเลือกเอาห้องราคา 120 หยวนดังว่า

            นังเด็กแคชเชียร์ที่นี่ พูดภาษาไทยและจีนได้ ผมนึกไม่ออกว่าเป็นไทยเผ่าไหน เพราะหน้าตาและผิวพรรณแกเป็น
สีชมพู….คิ้วดกแบบคิ้วต่อ และมีเขี้ยวเสน่ห์อีกต่างหาก…..จัดว่าเป็นคนสวยมากคนหนึ่ง รับรองว่า หากผมโยกย้ายยายคนนี้มา
อยู่ชายคาเดียวกันในเมืองไทยได้ นางเอกหนังหรือละครในเมืองไทยต้องชิดซ้ายกันหลายคน……ผมจะให้นังเด็กคนนี้เล่น
หนังหรือเป็นนางแบบ ส่วนผมจะเกาะหลังยายคนนี้อย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมให้หลุดมือไปเป็นอันขาด…..ไว้ดูใจผมก็แล้วกัน

            “ กูเป็นกุนไต…..ชื่อคำฟอง….” ยัยแคชเชียร์แนะนำตัวเองว่าเป็นคนไต….ชื่อคำฟอง……สงสัยว่าไอ้คนขับรถเมล์
อนาถา คงจะแนะนำพวกเราให้นังเด็กคนนี้รู้เป็นพื้นฐานไปแล้วว่าเราเป็นคนไทย ….และมันก็มีไหวพริบดีพอสมควร ที่เอาเรา
มาฝากไว้ที่โรงแรมแห่งนี้ เพราะมันก็รู้แล้วว่า ยายคำฟองนี่ คงจะบุ้ยใบ้มั่วภาษาไทยกับเราได้แน่ ซึ่งว่ากันไปตามเหตุการณ์แล้ว
ลักษณะการพูดภาษาไตโบราณแบบมึง-กู อย่างยายคำฟองนี้จะเป็นชาวไตจ้วง ซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปอีก ส่วนคนไตลื้อ จะพูด
ภาษาคล้ายๆคนเหนือ ที่ผมได้ไปมั่วกับเขามาแล้วที่อำเภอเชียงคำเมื่อปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม รากศัพท์ของคนไตในกลุ่มใด
ก็แล้วแต่ เขาสามารถสื่อสารกันได้ในภาษาของตัวเอง

            “ กูก็เป็นกุนไต…” ผมมั่วมันเข้าไปบ้าง ในขณะที่อีคำฟองยื่นมือมาให้ผมจับ…… ( การเรียกอีและอ้ายไม่ใช่เป็น
คำหยาบนะครับ เพราะภาษาไต เขาเรียกกันอย่างนี้ ส่วนภาษาไทยกลางของเรา เป็นภาษาที่พัฒนาข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง การใช้
อีและอ้าย จึงเป็นคำหยาบไป)

            “ มึงยูห้องไหน…”ยายคำฟองถามว่าผมจะเลือกห้องไหน….หมายถึงเอาราคาเท่าไหร่นั่นแหละ….

            “กูยูห้องนี้…”ผมชี้ไปที่ ราคาห้อง 120 หยวน ซึ่งเขียนราคาติดเอาไว้ที่ไวท์บอร์ดริมผนัง

            “ เอ้า 120 เหยียน…..เป็นพัดไฟฟ้าเน้อ…” คนที่นี่เรียกเงินหยวนเป็นเงินเหยียนแฮะ

            “ เออ นั่นแหละ กูชอบพัดไฟฟ้า…” …..ผมว่าไปหยั่งงั้น เพราะไม่รู้จะพูดอะไรให้มันเป็นจ๊ะจ๋า หรือครับผมอย่างที่
เราคุ้นเคย

            “เอาบัตรพาสปอร์ตมาให้กู ทั้งสองโตเน้อ” ยายคำฟองขอพาสปอร์ตเราไปจดรายละเอียด

            “มึงเอาเมียรึยัง….”อีคำฟองถามต่อ…..คำว่าเอาเมีย หรือเอาผัวแล้วหรือยังนี่ หมายถึงแต่งงานแล้วหรือยังนะครับ คำ
ไทยล้านนาเรายังใช้อย่างนี้อยู่ คุณผู้อ่านลองไปเที่ยวทางเชียงใหม่แถวๆต่างอำเภอออกไปนอกเมือง จะได้ยินคำพูด ถามสารทุกข์
สุกดิบของชาวบ้านในลักษณะอย่างนี้เสมอ

            แหม…..นังนี่ ซอกแซกซะจริงเชียว…..ไม่รู้ว่าแกถามเป็นการส่วนตัวหรือว่าในสมุดหนังหมาเล่มนั้น มันมีรายละเอียด
ที่จะต้องเขียนถึงด้วย

            ที่จริงไอ้คำถามคำตอบเหล่านี้ มันมีแง่มุมเยอะแยะครับ แต่เขียนไปแล้วคุณผู้อ่านจะหาว่าผมเป็นคนหยาบคาย แต่
สาบานด้วยความสัตย์จริงว่า คนทางโน้นเขาไม่ได้คิดอะไรลึกเหมือนในความหมายอย่างภาษาไทยกลางเรา เช่นผมตอบว่ายังไม่
มี……ยายคำฟองก็แปลลงไปในสมุดว่า….”เออ ยังบ่ทันได้เอา…”

            ผมคันปากยุบยิบและอกแทบแตก….เอ๊ะมันรู้ได้ไงฟะเราก็ไม่ได้รีบขนาดนั้นนี่หว่า.. อยากจะอธิบายเพิ่มเติมไปจริงๆ
ว่า “กูก็ ……..ฮื้อ” ..ชะตาจะขาดซะแล้วยายนี่ ..ดีแต่ว่ายั้งปากเอาไว้ทัน…….ไม่เขียนดีกั่ว เดี๋ยวกบว.เรียกผมไปอบรม

            สรุปแล้ว เราได้ที่พักในราคาคืนละ 120 เหยียน เป็นห้องพัดลมเตียงคู่ แต่ไม่มีห้องน้ำ ต้องเดินไปอาบน้ำในห้องน้ำ
รวมครับ…..นี่ขนาดราคาเฉลี่ย 500 บาทไทยนะครับ ยังเป็นห้องน้ำแยกต้องออกไปอาบแบบห้องน้ำรวม และไม่มีน้ำร้อนด้วย……
ที่เมืองลาวแค่ 120 บาทเองแถมมีน้ำร้อนให้อาบอีกต่างหาก

            ห้องน้ำที่นี่ไม่เอาไหน และคนมาพักที่นี่ก็เป็นต้นตระกูลซินตึ๊งจริงๆ……ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในอาการซกมก นับตั้งแต่
ทั้งไอ้แป๊ะ ไอ้ตี๋…เดินนุ่งกางเกงในตัวเดียวโชว์ความอึ๋ม….อ้อ ไม่อึ๋มแฮะ…มีแต่อุจาดตาไปตามทางเดินและระเบียงโรงแรม…..
ห้องน้ำห้องส้วมสกปรก ทั้งๆที่มีถังน้ำชักโครก …..ไอ้เอี้ยก้วยเหล่านี้ไม่เคยกดน้ำราดกันสักคน มันทิ้งกองเอาไว้ให้เราดูต่างหน้า
ชวนให้ผะอืดผะอม จนแทบไม่อยากเข้าห้องน้ำเอาเลย……บางทีผมต้องเดินหลับหูหลับตาเข้าไปดึงชักโครก ล้างบางมันซะก่อน
2-3ครั้ง แล้วเดินย้อนกลับมานั่งดูทีวีในห้อง พอให้ลืมภาพประทับใจ ก่อนที่จะกัดฟันวิ่งกลับไปปลดทุกข์ทีหลัง…..บางทีวิ่งหน้า
เหลืองไปเจอะเอากองทัพงูเห่ากองใหม่ให้ผมแค้นหนักขึ้นไปก็เคย…..ไม่รู้จะทำยังไงดีกับปัญหาบ้าบออันนี้ในช่วงที่อยู่ในเมือง
จีน

            ในเมืองเม็งลาแห่งนี้   นับเป็นรอยต่อของมนุษย์ชาติ    ตรงส่วนของกลุ่มประเทศในแถบล้านนาโดยเฉพาะ
โดยเราจะสังเกตได้จากบ้านเรือนก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองแห่งนี้ ลักษณะบ้านจะเป็นหลังคาหน้าจั่ว เหมือนบ้านของผู้คนในเชียงใหม่
และมีวัดไทยพุทธ แขวนตุงยาวๆ เอาไว้ให้เห็นเป็นที่สังเกต แต่ลักษณะการแต่งกายไม่ยักเหมือนชาวเชียงใหม่หรือชาวไทลื้อที่
อำเภอเชียงคำทั้งสองกรณี……คือคนที่นี่จะใส่เสื้อแขนกระบอกและกระโปรงยาวกรอมเท้า โดยเสื้อและกระโปรงจะเป็นสีเดียว
กัน ตัดแบบรัดรูปด้วยผ้าเนื้อบางๆแบบผ้าเยื่อไม้หรือผ้าลูกไม้อย่างนั้นแหละ ส่วนคนไทยล้านนาและไทยลื้อในเมืองไทย เวลาแต่ง
ตัวในชุดวัฒนะธรรมประจำเชื้อชาติ คนเชียงใหม่จะนุ่งซิ่นและห่มสไบเฉียง และชาวลื้อจะนุ่งซิ่นสีม่อฮ่อมแล้วใส่เสื้อแขนกระบอก
สีขาวห่มสไบ สรุปด้วยการโพกผ้าทับมวยผม คล้ายๆ ชาวไทยใหญ่ แถวจังหวัดแม่ฮ่องสอน…..มันพันกันมั่วดีจริงๆ

            ลักษณะตัวเมืองเม็งลานี้ ค่อนข้างทันสมัย …..มีการวางผังเมืองอย่างดี ตึกรามบ้านช่องยังใหม่อยู่ทั่วเมือง ความเจริญ
และใหญ่โตในรัศมีของความเจริญ อยู่ในประมาณเมืองโคราช……แต่จะมีตึกสูง 4-5 ชั้นทรงใหม่ๆ อยู่ประปราย พาหนะของที่นี่
จะเป็นรถสามล้อถีบแบบต่างจังหวัดในเมืองไทย แต่รูปทรงจะแข็งแรงกว่า เนื่องจากมีการดามแป็ปตามตัวถังรูปทรงเดียวกันทั่วเมือง
และคนขี่สามล้อจะแต่งตัวแปลกๆให้เห็นทุกลักษณะ นับตั้งแต่ใส่เสื้อกล้ามขี่ ไปจนยันใส่เสื้อนอกราวกับพระเอกหนังฮ่องกงก็มี
ให้เห็น

            ส่วนยานพาหนะประเภทเคลื่อนที่เร็วแบบมอเตอร์ไซค์รับจ้างในบ้านเรานั้น ในเมืองเม็งล้าไม่มีให้เห็น มีแต่รถ
มอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบตัวถังพิเศษ เป็นโครงมีหลังคาใช้โครงรถเดิมของฮอนด้า 125 ซี.ซี. 4จังหวะเป็นพื้นฐานในการผลิต ส่วน
ด้านที่เป็นห้องโดยสาร สามารถนั่งได้ 4 คน คือหันหน้าไปทางท้ายรถ 2คน และหันหน้ามาข้างหน้า 2คน ในลักษณะเผชิญหน้ากัน

            รถอย่างที่กล่าวนี้ มีวิ่งเกลื่อน ส่วนมากใช้เครื่องยนต์ของฮอนด้า มีทั้งแบบเจเอ็กซ์ 125 ก้านกระทุ้ง บางรุ่นก็เป็นแบบ
สูบเดียวท่อไอเสียเดียว และบางแบบก็เป็นสูบเดี่ยว ท่อไอเสีย คู่แบบ 3 วาล์วต่อสูบ ผมเองยังอยากจะซื้อฝาสูบแบบที่กล่าวนี้มาศึกษา
ดูเหมือนกัน เสียแต่ว่าเราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เลยต้องอาฆาตเอาไว้ในใจ

            ผมออกไปเดินเล่นรอบๆ เมืองและแวะซื้อรองเท้าผ้าใบแบบจีน ที่เราเห็นทหารลาวใส่กันเกร่อมาหนึ่งคู่…เคยเห็นไหม
ครับเป็นรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีเขียวขี้ม้าน่ะ…..ที่นี่ขายคู่ละ 15 เหยียน( ประมาณ 65 บาท) ผมเคยซื้อจากลาวมาคู่หนึ่ง ผมเรียก
ว่า”จังเกิ้ลลาว” ตอนนี้มันจะหมดสภาพแล้ว ก็เลยถือโอกาสซื้อเอามาใส่แทนรองเท้าแตะซะเลย

            ที่เมืองเม็งลาที่กล่าวนี้ มีชนกลุ่มน้อยอยู่หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็พูดไทอยู่หลายแบบ ซึ่งผมไม่สามารถแยกแยะคน ”ไต”
หล่านี้ได้ ว่ามีต้นสังกัดอยู่ในหมู่ใด บางคนพูดเหมือนคนลาว บางคนพูดเหมือนคนเชียงใหม่ และบางคนพูดแบบไทยโบราณ มี
รายการ”มึง-กู”ผสมเข้ามาเป็นบางกลุ่ม แบบยายคำฟองที่ผมไปเจอะแจ็คพ็อตมาจากโรงแรมเป็นคนแรก อย่างไรก็ตาม ในแต่ละ
กลุ่มคนพูดในกลุ่มภาษาที่เราพอสื่อกันได้นี้ ทุกคนล้วนแล้วแต่เรียกตัวเองว่า ”กุนไต” หรือคนไตทั้งนั้น

            ในทุกถนนหนทาง ผมพบแต่คนนั่งเล่นไพ่……ไม่รู้ว่ามันฮิตอะไรกันนักกันหนา……ร้านขายเครื่องดื่มที่เราเข้าไป
นั่งแวะดื่มเบียร์ในช่วงหัวค่ำวันนั้น มันก็ตั้งวงเล่นไพ่กันหน้าร้าน แขกจะไปใครจะมา มันไม่สนใจ …ยังคงตั้งหน้าตั้งตาจั่วไพ่มัน
ยันเต ผมเข้าไปนั่งรอจนเหงือกแห้ง ก็ไม่เห็นใครสนใจ เลยเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์มาเปิดดื่มกันเอง ราวกับเราเป็นเจ้าของร้าน
มันดื้อๆ อย่างนั้นแหละ

            ในร้านนี้ มีลูกค้านั่งรอโทรศัพท์อยู่คนหนึ่ง ลักษณะการแต่งตัวเป็นคนล้านนาหรือล้านช้าง อย่างที่ผมได้อธิบายใน
ลักษณะการแต่งกายของเขาให้ฟังไปแล้วในบรรทัดต้นๆ เลยเดินไปถามเขาว่า พูดไทยได้ไหม….ยายคนนี้ส่ายหน้าและบอกว่า
“บ่ฮู้….”

            แล้วกัน ….. พี่แกตอบมาเป็นภาษาล้านช้าง ซึ่งก็คือภาษาลาว ที่คนไทยสามารถฟังเข้าใจได้ดี….. แต่แกคงไม่ทราบมา
ก่อนซะมากกว่า ……ผมเลยมั่วภาษาลาวเข้าไปผสมกับคำไทยบ้าง คราวนี้เลยพอสื่อกันรู้เรื่อง แกบอกว่า ไม่ค่อยได้พูดภาษาล้านช้าง
มากนัก เนื่องจากแกเป็นลูกซ้อน……ลูกซ้อนคือลูกครึ่งนะครับ พ่อเป็นคนจีนและแม่เป็นคนไตลื้อ…..เวลาพูดปกติก็จะพูดจีน
โดยตลอด นานๆ จะได้พูดไตลื้อกับ”อีแม่”เสียทีหนึ่ง

            ผมนั่งดูพฤติกรรมของคนเมืองนี้อยู่จนเกือบ 3 ทุ่ม ก็กลับมาพักผ่อนนอนดูทีวีในห้อง ปรากฏว่าทีวีในเมืองจีน มีให้
เราดูถึง 57 ช่อง….อะไรมันจะปานนั้นวุ้ย

            เช้าวันต่อมา เรารีบตื่นกันตั้งแต่ตี 5 หวังไปชิงดำเข้าห้องน้ำก่อนใครอื่น เพราะสะอิดสะเอียนอย่างที่เล่าให้ฟังไป
แล้ว……ปรากฏว่าไม่ผิดหวังครับ…...เราพบกองทัพงูเห่าของใครต่อของใครไม่รู้กองทับถมกันจนเต็มคอห่าน….อย่าให้เล่าเลย…
เบียร์ดีกว่า

            เสร็จจากการไปเข้าเซาน่าอบกลิ่นอุตตพิตมาจนพะอืดพะอมดีแล้ว ผมจัดการลากกระเป๋าคู่บุญ ลงมาคอยไอ้รถทัวร์
อนาถาที่เคาน์เตอร์ข้างล่าง เพราะสงสัยอยู่ตะหงิดๆว่า เวลา 7 โมงเช้าของเวลานัดหมายในเมืองจีนนี่ มันน่าจะเป็นเวลา 6 โมง
ของเมืองไทยเราแน่ๆ เพราะผมสังเกตดูนาฬิกาในด่านจีนตอนที่ข้ามมาจากฝั่งลาวแล้วว่า เวลาจะเร็วกว่าเมืองลาว 1 ชม. เพราะ
ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท เราก็จะต้องใช้เวลาในเมืองเม็งลาเป็นหลักเอาไว้ก่อน

            จริงๆหยั่งว่าแหละ…..ไอ้รถทัวร์อนาถาคันนี้มารับเราอีตอน 6 โมงตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งก็คือ 7 โมงของเมือง
จีนนั่นเอง

            คราวนี้ ก็เป็นการเดินทางต่อไปยังเมือง สิบสองปันนากันซะทีหนึ่ง งานนี้ มีเฉพาะคนจีน 2คน ที่ตกค้างอยู่ตั้งแต่
วานนี้ และก็เราอีก 2คน รวมเป็น 4 คน

            เส้นทางจากเมืองเม็งลาไปยังสิบสองปันนา เป็นทางสูงชันและไต่เขาไปโดยตลอด รถใช้ความเร็วได้เฉลี่ยประมาณ
50 กม./ชม. บ้านเรือนของผู้คน ยังเป็นลักษณะบ้านไทยอยู่ บางแห่งเป็นหมู่บ้านคนจีน ก็จะฉาบปูนให้เราสังเกตได้ง่ายๆ

            บริเวณพื้นที่นับแต่เมืองเม็งลาเป็นต้นมา ชาวจีนส่วนนี้เขาเรียกท้องถิ่นที่กล่าวนี้ว่า ”หยุนหนาน” ส่วนไทยเรามา
ออกเสียงเป็นยูนนานนะครับ และเมืองสิบสองปันนา นั้น เขาเรียกกันว่า “ซิสอ บานา” ไม่รู้ว่ารากศัพท์ มันมาจากไหน

            แต่ถ้าพิจารณากันให้ดีแล้ว เราก็ต้องเข้าใจกันนะครับว่า เนื้อที่ในส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน….ไม่ใช่พื้น
ที่ในประเทศไทยเรา เพราะฉะนั้น การออกเสียงเรียกคำเฉพาะของท้องถิ่น จึงน่าจะเป็นสำเนียงที่ถูกต้องกว่า….อย่างคำว่า
ซิสอ บานา นั้น ไทยเราไปจับมาแผลงเป็น สิบสองปันนา หรือสิบสองพันนา..ลากมันให้มาเป็นสำเนียงภาษาไทย แล้วก็อธิบาย
โดยท่านผู้รู้ เพิ่มเติมเข้าไปอีกว่า พื้นที่แห่งนี้มันอุดมสมบูรณ์ขนาดต้องแบ่งเนื้อที่ทำนาเป็น สิบสองพัน…หรืออีกกรณีหนึ่ง
การออกเสียงตามสำเนียงจีนว่า “ซิสอ บานา” นั้น เป็นการมาออกเสียงตามสำเนียงจีนในภายหลัง……ภายหลังจากรัฐบาลจีน
ได้ยื่นมือเข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของประเทศอย่างจริงจัง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยอันที่จริง ชาวพื้น
บ้านในแถบนี้ เขาก็เรียกชื่อภูมิประเทศว่า”สิบสองปันนา”มาแต่ไหนแต่ไร แต่คนจีนที่เข้ามาในภายหลังออกเสียงคำว่า”สิบสอง
ปันนา” เป็น "ซิสอ บานา” ยังไงผมไม่แน่ใจ เพราะมันเป็นไปได้ทั้งสองทาง……มีอย่างเดียวก็คือจะต้องถามคนเก่าแก่อายุก่อน
สงครามโลกว่าเขาออกเสียงยังไงกันแน่ อย่างนั้นถึงจะได้ความจริง…..

            ถ้ามันเป็นสิบสองพันนาจริง นับไปนับมามันก็มีอยู่แค่ หมื่นสองพันน่ะซี…..ใช่ไหมครับ…..แล้วคราวนี้หากจะ
เรียกเป็นล้านนาบ้างล่ะ ที่นามันไม่เยอะกว่านี้หรือไงและส่วนคำว่า ”ซิสอ บานา” นี่ความหมายมันหมายถึงอะไร เราก็จะต้อง
ถามชาวจีนในท้องที่ ถึงจะได้เรื่อง นี่เป็นปัญหาต่อไปที่อาจจะเป็นการบ้านสำหรับคนที่ชอบศึกษาในเรื่องชาติพันธ์วิทยานะ
ครับ

            เขียนแล้วปวดกะโหลก เอาไว้ให้ผู้รู้เขาเถียงกันเองดีกั่ว

            รถใช้เวลาวิ่งนับตั้งแต่ 6 โมงจากเมืองเม็งลา และไปถึงเมืองจิ้งหุ่ง เอาในเวลา 11 โมง ใช้เวลาเดินทาง 4 ช.ม.กว่า….
.คราวนี้เราก็ใบ้ต่อไปตามฟอร์ม เพราะมองไปทางไหน มันมืดแปดด้านไปหมด ไม่เห็นภาษาลาวที่เราคุ้นตา และไม่มีใครพูด
ภาษา”ไต”ให้เราได้ยินสักคน

            ไอ้เจ้าของรถทัวร์เดินมาบอกเราว่า วันที่ 15 มันจะเดินทางกลับไปลาวอีกครั้ง ให้เรามาคอยมันที่ท่ารถตรงนี้ ตอน
12 โมง (เราไปจากกรุงเทพตั้งแต่วันที่ 6 ค้างคืนอยู่ที่เมืองลาว 3 วันแล้วค้างที่เม็งลา 1 คืน พรุ่งนี้เป็นวันที่ 12 ต้องอยู่คอยไอ้
หมอนี่อีก 3 วันครึ่ง กว่าจะกลับถึงกรุงเทพไม่ตอกเข้าไปเป็น 20 วันหรือไง) จิ๊บผายแล้วซี…..อีตอนแรกที่ไปสอบถามรายละเอียด
กัน ยายเมียแม้วเจ้าของโรงแรมแกเสือกบอกกับเราว่า รถคันนี้วิ่งไปและกลับอยู่ทุกวัน …..นี่อยู่ดีๆ ไอ้หมอนี่มาแจ้งเราว่า อีก 3
วันถึงจะกลับ…ซวยละซีตู ถามอะไรมันก็ไม่รู้เรื่อง มันพูดอยู่อย่างเดียวว่า ให้มาท่ามันอยู่นี่ตอน 12 โมง

            เป็นไงเป็นกันฟะ….ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วนี่หว่า…… ผมเก็บกระดาษที่ไอ้เม้งคนขับรถเขียนนัดหมายใส่กระเป๋าเอา
ไว้…สำรองเอาไว้ก่อน เพราะยังไงหากเราหารถกลับเมืองลาวไม่ได้ เราก็จะได้ย้อนมาหาไอ้หมอนี่ ตามวันเวลาของการนัดหมาย
ได้ ดีกว่าทิ้งไปซะเลย เพราะตอนนี้เราหน้ามืดตามัวไปหมดแล้ว

            ฉบับหน้า เราจะไปเที่ยวเมือง ซิสอ บานา กันนะครับ……ตอนนี้กำลังมึน ขอหยุดพักตั้งหลักเดี๋ยว