นี่คือการเดินทางข้ามประเทศด้วยรถจักรยานยนต์
ที่เต็มไปด้วยความสนุกและเบิกบานใจด้วยกันของเราทุกคน....
ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไปนัก หากคุณจะเป็นหนึ่งในขบวนของเราในทริ๊บหน้า....
ซึ่งจะต้องมีต่อไปอย่างแน่นอน... |
 |
“เวียตนาม...นับเป็นประเทศหนึ่งที่บรรดานักท่องเที่ยวบนเบาะมอเตอร์ไซค์มีความปรารถนาอยากจะไปสัมผัสซักครั้งหนึ่ง
ด้วยว่ามีเส้นทางถนนที่ต่อเชื่อมจากประเทศไทย ผ่านลาวไปถึงได้
แต่ใน อดีตที่ผ่านมา (เท่าที่ทราบ) ยังไม่เคยมีนักท่องเที่ยวกลุ่ม
ใดที่ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะเดินทางไปถึงเวียตนามได้ซักครั้งเดียว
ทริปนี้ของพวกเรา จึงเป็นทริปที่ต้องการชำระล้างสิ่ง
ที่ค้างคาใจในเรื่องนี้กันมานาน พวกเราวางแผนล่วงหน้าสำหรับทริปนี้ไม่น้อยกว่า
4 เดือน มีการหาข้อมูลต่าง ๆ ในหลายๆ
ด้าน เช่น เส้นทาง - จุดผ่านแดน -
กฎหมายหรือข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศที่ต้องผ่านรวมไปถึงยานพาหนะ
- ช่วงเวลา
และระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางและแล้ว แผนการเดินทางของเราก็คลอดออกมาเป็นรูปร่าง
โดยกำหนดวันออกเดินทางใน
ช่วงเดือนธันวาคม และจะกลับประมาณไม่เกินวันที่
5 มกราคม ของปีต่อมา เพื่อให้ทันกลับมาดูแลงานของแต่ละคนไปตาม
ลักษณะของสังคมที่จะต้องมีการทำมาหาเลี้ยงชีพ สำหรับจุดผ่านแดนจากประเทศไทยไปยังประเทศลาวนั้น
คือจังหวัดมุกดาหาร
ซึ่งจะข้ามไปยังเมืองสะหวันนะเขต ของ สปป.ลาว
 |
ทริปนี้ประกอบไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ทั้งหมด 4 คัน คือ
1. BMW K100 C
2. BMW R100 GS Paris Dakar
3. Honda XL650 (Dominator)
4. Honda GL700 |
กว่า
สมาชิกบางท่านจะเสร็จธุระการงานก็ล่วงเข้าไปช่วงบ่ายของวันที่
28 แล้ว บ่าย 4 โมงเย็น ก็เป็นฤกษ์งามยามดี
ในการออกเดินทางของพวกเรา จุดมุ่งหมายสำหรับวันนี้คือ
อ.เมือง จ.มุกดาหาร..... บ่ายวันนี้ รถยนต์บนท้องถนนที่ออกจาก
กรุงเทพฯ มีมากพอสมควรนับตั้งแต่เริ่มออกจากกรุงเทพเลยทีเดียว
แม้ กระทั่งถึงสระบุรีเลี้ยวขวาแล้วรถก็ยังรถเยอะอยู่ เนื่อง
จากเป็นช่วงหยุดของเทศกาลปีใหม่นั่นเอง จุดนัดพบจุดแรกของเราคือปั้มน้ำมันเชลล์ก่อนถึงปั้มที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จุดที่สอง
คือปั้มบางจาก ...ช่วงก่อนถึงลำตะคอง และจุดที่ 3 คือปั้มน้ำมันแห่งใดแห่งหนึ่งบริเวณก่อนถึงแยกบ้านไผ่
แต่เมื่อออกจากปั้มที่
ลำตะคองแล้ว เราแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 2 คัน เนื่องจากมีรถคันหนึ่งต้องการแวะเข้าโคราชเพื่อหาซื้ออะไหล่บางชิ้นผมเอง
เลยพลอยแวะไปที่ห้างแมคโครในเมืองโคราช เพื่อหาซื้อ ของจำเป็นบางอย่างด้วยเลย
ช่วงที่ซื้อของเสร็จนี่เองได้รับโทรศัพท์จาก
สมาชิกอีกท่านหนึ่งที่แวะเข้ามาซื้ออะไหล่รถที่โคราช จึงได้นัดหมายให้มาพบกันที่แมคโครนี่เสียเลย
จากนั้นจึงออกเดินทาง
พร้อมๆ กันเพื่อไปพบกับสมาชิกอีก 2 ท่านซึ่งล่วงหน้าไปแล้ว และนัดพบกันที่บ้านไผ่
อากาศช่วงนี้ต้องถือว่ากำลังดีทีเดียวคือไม่ร้อนไม่หนาว
กำลังสบาย ๆ กว่าจะถึงบ้านไผ่ท้องก็เริ่มร้องซะแล้ว ปั้มที่แวะก็
ไม่มีมินิมาร์ทซะด้วย แต่ยังโชคดีที่มีร้านค้าเล็ก ๆ อยู่ร้านหนึ่ง
เราจึงสั่งบะหมี่ต้มยำ มาบรรเทาความหิวไปได้ จากบ้านไผ่ พวก
เราเลี้ยวขวามุ่งหน้าสู่จังหวัดมหาสารคาม และกาฬสินธุ์
ก่อนหน้านี้เราได้ตกลงกันเรื่องเส้นทางแล้วว่าจะใช้เส้นทาง
มหาสารคาม-กาฬสินธุ์-สมเด็จ-กุฉินารายณ์-คำชะอี และปลายทางที่มุกดาหาร
แต่ก่อนถึงตัวเมืองกาฬสินธุ์ รถ 2 คันซึ่งเป็นรถ
วิบากได้แซงขึ้นหน้าไปก่อน ส่วนรถสปอร์ตอีก 2 คันตามไม่ทัน (ถนนไม่ค่อยดี)
เมื่อถึงแยกบายพาสที่กาฬสินธุ์ ผู้เขียนดันลืม
เส้นทางและคิดว่าต้องผ่านร้อยเอ็ดก่อน จึงชวนสมาชิกอีกคันเลี้ยวขวาไปร้อยเอ็ด
เข้าเมืองร้อยเอ็ดแล้วก็หาปั้มน้ำมันเพื่อเข้า
ห้องน้ำ และปล่อยให้สมาชิกอีกท่านได้พักสายตาชั่วขณะหนึ่ง เนื่องจากเมื่อคืนก่อนไม่ได้นอนเลย
ออกจากร้อยเอ็ดเรามุ่งหน้า
สู่โพนทอง แล้วไปบรรจบกับเส้นทางที่สมาชิกอีกกลุ่มใช้คือ อ.กุฉินารายณ์
(บัวขาว) เราแวะเข้าปั้มเพื่อเติมน้ำมัน ซึ่งระหว่าง
เติมน้ำมันนี้เองสมาชิกอีก 2 คันก็ขี่รถเลยปั้มที่เราจอดอยู่ไป
เราจึงต้องรีบสตาร์ทเครื่องเพื่อตามไปในทันที ปรากฎว่า 2 คัน
นั้นไม่รู้ว่าเราได้แยกไปใช้เส้นทางอื่นตั้งนานแล้ว แต่เส้นทางที่เราใช้นั้น
มีระยะทางสั้นกว่า ฉะนั้น แม้จะได้พักรถครู่ใหญ่แล้ว
แต่ก็ยังมาทันกันในที่สุด
 |
ช่วงนี้สมาชิกบางท่านเริ่มจะเกิดอาการ
"ล้า" เนื่องจากเวลาก็ล่วงเข้าไปถึงตีหนึ่งกว่า
ๆ แล้ว หลาย ๆ คนเริ่มมีอาการ
"นับถอยหลัง" กับหลักกิโลว่าเมื่อไหร่จะถึงมุกดาหารซักที.....และแล้วฝันก็เป็นจริงเมื่อเราได้เห็นไฟเหลืองอันสว่างไสวของสี่แยก
ก่อนเข้าเมืองมุกดาหาร ...ตอนนี้อาการหิวก็กำเริบขึ้นอีกสิ่งแรกที่ต้องการคือร้านอาหารซักร้าน
หลังจากนั้นจะได้หาโรงแรมนอน
ให้เต็มอิ่มกันซักที กะกันไว้ว่าพรุ่งนี้ตื่นสาย ๆ ได้หน่อย
เพราะสิ่งที่ต้องทำก็แค่ข้ามแม่น้ำโขงเท่านั้น ว่าแล้วผู้เขียนก็พาชาวคณะ
แวะไปที่ร้านข้าวต้มเจ้าเดิมที่เคยอุดหนุนกันประจำ เจ้าของเป็นคนแถวๆ
ฝั่งธนแต่ย้ายมาอยู่มุกดาหาร 10 กว่าปีแล้ว ฝีมือใน
การทำอาหารไม่เป็นรองใครทีเดียว บริการก็ดีเยี่ยมเรียกว่าถ้าได้แวะมามุกดาหารเมื่อไหร่เป็นต้องได้แวะมาอุดหนุนกันประจำ..
เมื่อท้องอิ่มแล้วก็หาที่นอนกันต่อไป
พวกเราพากันไปที่โรงแรมมุกดาหาร เปิดห้องพัก 2 ห้องในราคาเพียงห้องละ
150
บาท คืนนี้หลับสนิทเป็นพิเศษเนื่องจากเหนื่อยกันมามากแล้ว...นัดกันไว้ว่าจะตื่นประมาณ
10 โมงเช้า ว่าแล้วก็หลับรวดเดียวเลย
 |
เช้าวันที่
29 ธันวาคม พวกเราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น อากาศที่มุกดาหารเช้านี้
เย็นสบาย ๆ สมาชิกบางท่านตื่นนอน
ตั้งแต่ 7 โมงเช้าแล้ว ส่วนผมเองขอสงวนสิทธิ์นอนให้เต็มที่ตามที่ได้นัดกันไว้
เพราะวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางกันอีกไกล
เท่าไหร่ ตื่นแล้วก็ข้ามถนนไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านฝั่งตรงข้าม
ซึ่งเป็นสไตล์ "เฝอ" ของเวียตนาม
คือบนโต๊ะจะมีผักสดหลาย
ชนิดวางไว้ให้กินแกล้มกับก๋วยเตี๋ยวด้วย เสร็จแล้วก็ไม่ลืมที่จะตบท้ายด้วยกาแฟร้อนอีก
1 ถ้วย (ประมาณว่าเอาไว้กันง่วง)... ...
.เมื่อเสร็จสิ้นจากการกินแล้วก็สอบถามเส้นทางไปด่านศุลกากร ซึ่งอยู่ตรงบ้านนาโพธิ์
แล้วก็ออกเดินออกเดินทางไปในเวลา
11 โมงเศษๆ ถึงด่านศุลกากรมุกดาหารแล้ว พวกเราก็รีบติดต่อ โดยแสดงเอกสารสำคัญเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งประกอบ
ด้วย ทะเบียนรถตัวจริงเป็นสำคัญ เราต้องทำการแจ้งนำยานพาหนะออก
นอกราชอาณาจักร ซึ่งมีขั้นตอนต่าง ๆ อยู่พอสมควร
แต่ก็ใช้เวลาไม่มาก เพราะวันนี้ไม่ค่อยมีประชาชนไปติดต่อราชการค่อนข้างน้อย
ในขณะที่ติดต่อเรื่องนี้อยู่ พวกเราบางส่วนก็
ไปติดต่อเรื่องการนำรถลงแพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขงด้วย เราได้ทราบว่า
แพเที่ยวต่อไปจะข้ามในเวลาบ่ายโมงตรง ซึ่งก็เหลือ
เวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และถ้าหมดจากเที่ยวนี้แล้ว
ก็จะไม่มีแพข้ามไปอีก...เนื่องจากเขาจะหยุดในเทศกาลปีใหม่
กันแล้ว ถ้าจะจ้างเหมาให้แพข้ามสำหรับพวกเราโดยเฉพาะก็คงเสี่ยงต่อการกระเป๋าฉีกไปตาม
ๆ กันเป็นแน่ ว่าแล้วก็ไม่รอช้า
เรารีบนำรถมอเตอร์ไซค์ไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง
30 เมตรเท่านั้น ทำการยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่
ต.ม. ตรวจประทับตราการออกนอกประเทศให้เป็นที่เรียบร้อยไว้ก่อน
แล้วจึงไปนั่งดื่มน้ำรอเวลาลงแพต่อไป
ช่วงนี้ สมาชิกบางคนเริ่มเบาใจ มีการอุ่นเครื่องด้วยเบียร์กันบ้างแล้ว
 |
อีกไม่นาน
เราก็ได้รับสัญญาณให้นำรถ ลงแพกัน และเมื่อลงเสร็จเรียบร้อย
แพก็เคลื่อนตัวออกจากฝั่งไทยทันที เรารู้สึก
ปลอดโปร่งเต็มที่ ในใจก็คิดว่า การเดินทางครั้งนี้ คงจะราบรื่นดี
เพราะพอเริ่มต้น อะไร ๆ ก็ดูสะดวกไปหมดทุกอย่าง
เราสูด
อากาศบริสุทธิ์ จากกลางลำน้ำโขงเข้าปอดอย่างเต็มที่ ให้สมกับที่อดอยากจากในกรุงมานาน
บริเวณกลางแม่น้ำระหว่างด่านไทย
กับลาวในช่วงนี้มีเกาะใหญ่ ๆ ขวางหน้าอยู่เกาะหนึ่ง ซึ่งเป็นของลาว
(โดยการแบ่งของเจ้าอาณานิคม) บนเกาะมีการเพราะปลูก
พืชด้วย นัยว่าถ้าเป็นฤดูน้ำมาก เกาะนี้จะจมหายไปในแม่น้ำโขงเลย
แพขนานยนต์ พาเรามุ่งตรงเข้าสู่เกาะ แล้วเลี้ยวขวาอ้อม
ไปตามชายเกาะ เข้าใจว่าเป็นร่องน้ำลึก ใช้เวลาประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมงแพก็พาเราเทียบท่าเมืองสะหวันนะเขต
ของ สปป.ลาว
พวกเราสตาร์ทเครื่องนำรถมอเตอร์ไซค์นำหน้ารถบรรทุกขึ้นไปก่อนเลย
แล้วชิดซ้ายจอดอยู่ตรงบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองของ
ลาวบริเวณริมแม่น้ำโขงนั่นเอง
ถึงตอนนี้
เราต้องทำการแจ้งนำรถเข้าเมือง และขออนุญาตใช้รถ ซึ่งต้องใช้เอกสารสำคัญต่าง
ๆ คล้ายกับที่ใช้ที่ฝั่งไทย แต่
ที่ฝั่งลาวนี้ เราต้องแยกไปทำที่กระทรวงไปรษณีย์และคมนาคม ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณครึ่งกิโลเมตรบนถนนสายริมแม่น้ำนี่เอง
มีการโยนกลองกันอีกนิดหน่อยคือเจ้าหน้าที่ด่านริมน้ำ บอกให้ไปที่กระทรวง
พอเราไปถึงกระทรวง เจ้าหน้าที่ที่นั้นก็บอกให้เราไป
ติดต่อที่ด่านริมน้ำก่อน เราเลยต้องแปลงร่างเป็นลูกแบดมินตันวิ่งไปวิ่งมาอยู่พักหนึ่ง
พร้อมๆ กับต้อง "ทำใจ" มากๆ ด้วย ระหว่าง
ที่ติดต่อเรื่องนี้อยู่ พวกเราบาง ส่วนก็ต้องสอบถามถึงการนำรถเข้าไปยังประเทศเวียตนามด้วย
ซึ่งก็ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้
แต่มีเจ้าหน้าที่บางคนแนะนำให้พวกเราไปติดต่อที่สถานกงศุลเวียตนามในสะหวันนะเขต
ดังนั้น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการที่ด่านแล้ว
พวกเราจึงรีบไปสถานกงศุลเวียตนามทันที เพราะจุดหมายปลายทางของเราไม่ได้อยู่แค่ประเทศลาว
จากข้อมูลที่ได้มานานั้น
กงศุลเวียตนาม กับกงศุลไทย
ตั้งอยู่ในโรงแรมหนานไห่ พวกเราจึงไปที่นั่น แต่ก็ต้องผิดหวัง
เพราะกงศุลเวียตนามไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่ก็โชคดี ได้หนุ่มลาวคนหนึ่งเป็นไกด์พาไปยังที่ที่เราต้องการ
เมื่อไปถึง..เราไม่รีรอที่จะสอบถามเรื่องการนำรถมอเตอร์ไซค์เข้าเวียตนามในทันที
แต่ก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่แน่ชัด
ได้เหมือนเดิม ทุกคนจะพูดชนิดแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ให้ไปลองเสี่ยงที่ด่านเอาเอง
ถ้าเข้าได้ก็คือได้ ถ้าไม่ได้ก็ห้ามต่อว่ากัน... สรุปแล้ว
คำตอบที่ได้ก็คือไม่มีคำตอบ...แต่ก็เราไม่ได้คิดว่าเป็นการเสียเวลาอะไร...ถึงตอนนี้เป็นเวลาประมาณเกือบ
ๆ ห้าโมงเย็นแล้ว เรา
ปรึกษากันว่า จะนอนที่นี่ดี หรือจะเดินทางไปอีกซักร้อยกว่ากิโลเพื่อนอนที่เมืองท่าแขก
แขวงคำม่วนดี ปรากฎว่าเสียงส่วน
ใหญ่ลงมติให้ไปนอนที่ท่าแขก การเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้นครั้งหนึ่ง
แต่ก็ไม่ลืมที่จะหาปั้มน้ำมันกันเหนียวไว้ก่อนดีกว่า ช่วงที่กำลัง
เติมน้ำมันอยู่นี้เอง ผมเริ่มออกอาการหิวนิดหน่อย พอดีกับใกล้
ๆ กันนั้นมีโรตีขายอยู่ จึงไปซื้อมาหนึ่งอัน และน้ำอีก
2 ขวด
เป็นเงิน 30 บาท หรือ 6,000 กีบ พอดี...(อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ
190-200 กีบ ต่อ 1 บาท) ค่อยยังชั่วหน่อย แล้วก็ออกเดินทาง
ทางหลวงในลาวดีกว่าที่ผมคิดไว้มากทีเดียว
ผิวทางเรียบดีมาก ดีกว่าถนนในบ้านเราอีกหลาย ๆ สาย เพียงแต่เราต้องวิ่งชิด
ขวาเท่านั้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวปรับสมองกันอยู่ซักพักนึงก่อน
เมืองแรกที่เราผ่านชื่อเซโน (SENO) อยู่ห่างจาก
สะหวันฯ ประมาณ 30 ก.ม. 3 คันแรกซึ่งล่วงหน้ามาก่อน
จอดรถรออยู่ตรงทางแยก เมื่อทันกันแล้ว ก็เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าสู่ท่าแขก
ซึ่งเหลือระยะทางอีกประมาณ 90 กิโลเมตร ถนนตั้งแต่ออกสะหวันฯ
มานั้นไม่ค่อยมีรถมากนัก พวกเราขี่รถอย่างสะบาย
(ขออะนุยาด
ใช้คำแบบลาวเพื่อให้เข้าบันยากาด) กว่าจะถึงท่าแขก ดวงอาทิตย์ก็ลับหายจากขอบฟ้าไปพักใหญ่
ๆ แล้ว ช่วงค่ำของที่นี่ทำให้การ
เดินทางไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะรถจักรยานและมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นรถส่วนใหญ่บนถนนนั้น
ไม่ค่อยมีไฟท้ายกัน ส่วนรถที่วิ่งสวน
มา ก็ไม่ค่อยจะใช้ไฟต่ำ ทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นกว่าปกติอีกหลายเท่าทีเดียว
และแล้วเราก็มาถึงท่าแขก เมืองแรก
ของลาวที่เราจะค้างคืนกัน...หลาย ๆ คนอาจไม่คุ้นชื่อนี้ ยกเว้นชาวนครพนม
เนื่องจากเมืองนี้อยู่ตรงข้ามกับ อ.เมือง จ.นครพนม
ของเรานั่นเอง เราเลือกโรงแรมได้แห่งหนึ่ง อยู่ริมแม่น้ำโขง
ค่าห้องพักคืนละ 370 บาทเป็นโรงแรมที่มีบรรยากาศดีพอสมควร
มีที่จอดรถกว้างขวางดี
 |
หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว
เราก็พากันเดินไปหาอาหารค่ำกินกัน ไปพบร้านอาหารร้านหนึ่งมีลูกค้าอุดหนุนอยู่มาก
พอสมควร (เป็นสัญญาณบอกว่าอาหารน่าจะใช้ได้)..เมนูวันนี้มีข้าวผัด-เฝอ
แกล้มกับไวน์แดงซึ่งสมาชิกท่านหนึ่งซื้อมาจากร้าน
ปลอดภาษีที่ด่านเมืองสะหวันนะเขตโน่น เป็นไวน์ที่บรรจุในถุงฟลอยขนาดบรรจุ
1 แกลลอน เรียกว่ากะกินกันไปตลอดทางเลย
ทีเดียวกระมัง....? อิ่มกันพอสมควรแล้วก็เดินกลับโรงแรมเป็นการย่อยอาหารกันไปในตัว
พวกเราส่วนใหญ่รีบนอนกันเพื่อเอา
แรงไว้สู้กับระยะทางในวันต่อไป....
เจ็ดโมงเช้าของวันที่
30 ธันวาคม พวกเราก็ตื่นและเตรียมพร้อมที่จะเดินทางต่อไป...เป้าหมายของวันนี้คือชายแดนลาว-
เวียตนามซึ่งมีระยะทางอีกประมาณเกือบ ๆ สองร้อยกิโลเมตร เราออกจากโรงแรมแล้วก็ไปหาปั้มเพื่อเติมน้ำมันก่อน
แล้วจึงมา
หาข้าวเช้ากินกัน เช้าวันนี้เรากินอาหารที่ร้านในท่ารถ เจ้าของเป็นชาวเวียตนาม
เรามีไข่กะทะ และเฝอ เป็นอาหารหลัก ส่วนผม
ก็เหมือนเดิม คือตบท้ายด้วยกาแฟร้อน "กันง่วง" อีกแล้วครับท่าน.....
กินเสร็จก็ออกเดินทางต่อทันที
ตอนนี้แดดชักเริ่มจะแรงขึ้นมาแล้วต้องควักเอาแว่นกันแดดออกมาช่วยกรองแสงอีกแรงนึง
ถนนช่วงนี้ยังคงมีสภาพดี ราดยางเรียบตลอด มีรถวิ่งบนถนนน้อยเหมือนเดิม
ที่มีสวนเป็นประจำก็คือรถประจำทาง ส่วนรถยนต์นั้น
นาน ๆ จะมีซักคันนึง เป็นที่น่าสังเกตว่ารถทีนี่ ส่วนใหญ่จะเป็นรถจากค่ายพลังโสมเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งหรือรถบรรทุก แม้
กระทั่งรถเมล์ก็ไม่เว้น นั่นก็คือ Hyundai
อากาศกำลังร้อนได้ที่
พวกเราก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นสามแยก ปากทางเข้าสู่ชายแดนลาว-เวียตนาม
เราต้องพักให้น้ำ
กันหน่อย ผู้เขียนเติมโค๊กไป 1 กระป๋อง ราคาที่นี่คือ 20 บาท
ก็ไม่ทราบว่าเป็นราคาปกติหรือราคา "นักท่องเที่ยว"
กันแน่ ...สมาชิก
บางคนขอไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำซึ่งอยู่นอกร้านด้านหลัง เมื่อเสร็จภาระกิจแล้ว
ก็เริ่มออกเดินทางต่อไป จากนี้ไปจะเป็นถนนที่
มุ่งหน้าสู่ชายแดน เมื่อมองไปข้างหน้าจะเห็นภูเขาลูกใหญ่
ๆ ขวางอยู่ ซึ่งพอจะเดาได้ว่า เส้นทางข้างหน้าคงมีทางตรง
ๆ น้อยลง
เป็นแน่แท้...
สภาพถนน
เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยกว้าง ๆ เรียบ ๆ ก็กลายเป็นแคบลง
และขรุขระขึ้นเรื่อย ๆ เราภาวนาขออย่าให้ถึงก็
เป็นถนนลูกรังเลยโดยเฉพาะผมซึ่งขี่รถออกแนวทัวริ่งมี กระจังหน้าอันใหญ่
และกระเป๋าท้ายครบเครื่อง คงจะทุลักกทุเลไม่น้อย
ถ้าต้องวิ่งบนถนนลูกรังแบบโหด ๆ เช่นนั้น แต่แล้วสวรรค์
ก็เป็นใจเราไม่เจอทางลูกรังเช่นว่านั้น.. จะมีบ้างก็เป็นช่วงสั้นๆ
ที่เขา
กำลังซ่อมแซมถนนกันอยู่ ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เมื่อเราไต่ระดับความสูงของภูเขาขึ้นไป
ขณะเดียวกันก็มีโค้งเข้ามา
ให้เล่นเป็นระยะ ๆ เป็นการบรรเทาความง่วงและเพลียที่ได้พบจากการขี่รถกลางแดดมาตั้งแต่กลางวัน
 |
แล้วเราก็มาถึงเมืองหลักซาว
ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองสุดท้ายก่อนจะถึงชายแดนที่ "น้ำพาว"
เราไม่ได้แวะกันที่นี่ เพียงแต่
มีการจอดรถกันนิดหน่อย แล้วอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อมา
เราก็มาถึงด่านชายแดนลาว-เวียตนาม ขณะนั้นเวลาล่วงไปประมาณ
บ่ายสามโมงเห็นจะได้แล้ว เรารีบติดต่อด่านลาวเรื่องการนำรถออกไปยังเวียตนามทันที
เจ้าหน้าที่ของด่านแนะนำให้เราไปติดต่อ
ฝั่งเวียตนามก่อน ถ้าทางนั้นอนุญาต ทางลาวก็จะทำเรื่องให้ทันที
เอาละซี....ช่วงเวลาระทึกใจก็มาถึงแล้วคราวนี้.... ถึงตอนนี้ผม
กับเพื่อนสมาชิกอีก 1 ท่าน ก็พากันขี่รถซ้อนกันไปยังด่านเวียตนาม
เพื่อสอบถามเรื่องนี้ในทันที ผลปรากฎว่า
เจ้าหน้าที่ทาง
เวียตนามตอบตกลง และให้เรากลับไปทำเรื่องที่ด่านลาวก่อน เราจึงนำข่าวดีอันนี้กลับมาบอกเพื่อนสมาชิกที่เหลือให้รับทราบไว้
แล้วรีบดำเนินการเรื่องรถและคนให้เรียบร้อยให้เร็วที่สุด สาเหตุก็เพราะว่า......ความมืดค่อย
ๆ คืบคลานเข้ามาแล้ว เดี๋ยวมืดกลาง
ทางในถิ่นที่เราไม่คุ้นเคยจะทำให้การเดินทางลำบากขึ้น
เสร็จพิธีการที่ด่านลาว
พวกเราก็รีบไปด่านเวียตนามในทันที จัดการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ โดยเร็ว
เสร็จเรื่องรถ ก็ไปทำ
เรื่องคนต่อที่ ต.ม. เมื่อเรียบร้อยเรื่องเอกสารแล้ว นึกว่าจะผ่านไปได้ง่าย
ๆ แต่...ยังครับ ยังต้องมีการตรวจตรารถมอเตอร์ไซค์
กันอีก ทั้งเลขเครื่อง เลขตัวถัง รวมทั้งตรวจสิ่งของสัมภาระที่ติดมากับรถด้วย
เมื่อเสร็จพิธีการทุกอย่างแล้ว
เราก็ขึ้นรถสตาร์ทเครื่องออกเดินทางเข้าสู่ประเทศเวียตนามกันในนาทีต่อมา
แต่ก็ยังมี
เจ้าหน้าที่อีกจุดหนึ่งขอตรวจพาสปอร์ตอีกที......และแล้วชาวคณะมอเตอร์ไซค์ทัวร์ก็เข้าสู่ประเทศเวียตนาม...
.ครั้งนี้เป็นครั้งแรก
ของผมที่ได้มาถึงเวียตนามจริง ๆ และก็ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ เหมือน
ๆ กับที่เคยไปสิงคโปร์ ครั้งแรกด้วย
มอเตอร์ไซค์เช่นเดียวกัน
 |
ถนนในเวียตนามซึ่งเป็นเมืองชายแดนแต่ก็มีสภาพดีพอสมควร....ช่วงแรกจะไม่ค่อยมีรถมากนักเพราะยังอยู่ในเขตป่าเขา
แต่เมื่อล่วงเลยเข้าสู่ย่านบ้านพักอาศัย ปริมาณรถก็เริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยส่วนใหญ่จะเป็นรถจักรยาน และมอเตอร์ไซค์ ยิ่งเข้าไป
ลึก เราก็ยิ่งพบว่ามีรถราต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งเราก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นตามไปด้วย
เพราะคนใช้รถใช้ถนน
ที่นี่ไม่ค่อยจะมีความระมัดวังเท่าไรนัก ถ้าเราพลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็คงจะเป็นเรื่องยุ่งพอสมควรทีเดียว
เราผ่านเมืองใหญ่
น้อยหลายเมือง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำท่วมขัง เป็นส่วนมาก
และดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีที่รกร้างว่างเปล่าเลยแม้แต่นิด
เดียว แทบจะทุกตารางเมตรต้องมีการเพาะปลูกไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
ตะวันเริ่มคล้องต่ำลงไปเรื่อย
ๆ เช่นเดียวกับอุณหภูมิที่ลดลงตามดวงตะวัน แต่ปริมาณรถบนท้องถนนไม่มีทีท่าจะว่าลดลง
เลยจริงๆ พวกเรายังคงขี่รถตามกันไป ทิ้งช่วงไม่ห่างนัก
ส่วนมากจะพยายามเกาะติดกันไป เราเริ่มคิดถึงเรื่องเติมน้ำมันกันแล้ว
แต่...ไม่มีใครมีเงินเวียตนามเลย เราแวะปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อเติมน้ำมัน
แต่ปั้มนี้ไม่รับเงิน US.Dollar หลังจากพยายามใช้ภาษา
ใบ้ในการติดต่อสื่อสารพักหนึ่ง พวกเราก็ตกลงว่าจะไปให้ถึงเมือง
Vinh ทีเดียวเลยดีกว่าเพื่อหาแลกเงินและเติมน้ำมันที่นั่นเลย
เพราะดูจากแผ่นที่แล้วเหลือระยะทางอีกไม่มากนัก (ประมาณ 5-6
ก.ม.)
ในที่สุดเราก็ถือจุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้
นั่นก็คือ Vinh เมืองซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเวียตนาม ตั้งอยู่ห่างจากเมือง
หลวงของประเทศคือ ฮานอย ลงมาทางใต้ประมาณ 300 ก.ม. เราผ่านโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง
สูงประมาณ 10 กว่าชั้น ดูจากลักษณะ
แล้วน่าจะเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดในเมืองนี้ก็ก็ว่าได้ พวกเราไม่รอช้า
รีบแวะเข้าไปทันที แต่...อย่าพึ่งเข้าใจผิดเราไม่ได้ตั้งใจจะแวะ
มานอนที่นี่หรอกเราแค่อยากแวะมา แลกเงินจาก U.S. Dollar เป็นเงิน
Dong ของเวียตนามเพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายเท่านั้น หลังจาก
จอดรถแล้วสมาชิกคนหนึ่ง ก็เดินขึ้นไปบนล๊อบบี้ของโรงแรม และกลับมาพร้อมกับเงินเวียตนามจำนวน
720,000 ดอง ด้วยอัตรา
แลกเปลี่ยน1$ = 14,400 dong. โดยได้แลกมาจำนวน 50$ ตอนนี้เราก็พอจะอุ่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว
จึงออกจากโรงแรมใหญ่แห่ง
นี้ เพื่อไปหา โรงแรมขนาดเล็กและย่อมเยาว์กว่า สมาชิกสายข้อมูลสถานที่ของกลุ่มได้อ่านจากหนังสือข้อมูลเวียตนามของ
Lonely Planetแล้วและได้ดีดชื่อโรงแรมแห่งหนึ่งออกมา ข้อมูลระบุว่า
ค่าห้องพัก 7$ เท่านั้น มีแผนที่ทางไปเสร็จสรรพ ขบวนจึง
มุ่งหน้าไปสู่โรงแรมนี้ทันทีแต่ผู้เขียนตามไปช้าจึงคลาดกับขบวน
ประกอบกับช่วงเวลาที่กล่าวนี้มืดสนิทแล้ว ทัศนวิสัยนับว่าแย่มาก
ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาทผู้เขียนจึงไม่คิดจะขี่รถออก ตามหา
แต่กลับมายังจุดจอดรถจุดแรกหน้าโรงแรมใหญ่และรออยู่ตรงนั้น
ประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อมาสมาชิกท่านหนึ่ง ก็กลับมาหา พร้อมทั้งแจ้งว่า
ได้จองโรงแรมไว้ให้แล้วเรียบร้อย...
คืนนี้เราได้เหยียบแผ่นดินของชาวเหงียนแล้ว.....ขอดื่มฉลองชัยสักจอกนะครับ......อีก
2 อาทิตย์ข้างหน้าผมจะมาเล่าให้ฟัง
การผจญภัยของเราต่อ
|