ขี่มอเตอร์ไซค์ไปฮานอย
(ตอน 2)
โดยชาญยุทธ เฉลิมเขตต์     


          ทันทีพวกเราจอดรถ ก็มีญวนมุงก่อตัวขึ้นทันที บางก็สอบถามเราด้วยภาษาเวียตนาม   เราก็โบกมือบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง
แต่เขาเหล่านั้นก็ยังคงพูดกับเราต่อไปราวกับว่า เราเข้าใจภาษาเขา....อย่างไรก็ตามภาษากลางของโลกยังคงใช้ได้ผลอยู่เสมอ
นั่นก็คือภาษาใบ้ ..."

          เข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาเดินหาอาหารค่ำกินกันเช่นเคย เดินจากหน้าโรงแรมไปประมาณ 50 เมตร เราก็
พบร้านแผงลอยข้างถนน ขายเฝอ   และอาหารอื่นซึ่งเราไม่รู้จัก   ก็ต้องใช้ภาษาใบ้ในการสั่งอาหารเช่นเดิม คือชี้ๆ   ไปยังสิ่งที่
อยากกิน แล้วเราก็ได้เครื่องในไก่ลวกมา 1 ที่  และเฝอสำหรับทุกคนด้วย  ถ้าใส่ไก่  คนเวียตนามจะเรียกว่า "เฝอ-กงา"  (ออก
เสียงผสมกันระหว่าง ก.  และ ง.)  และถ้าใส่เนื้อ  เขาจะเรียกว่า  "เฝอ-บอ"   เมื่อสมาชิกท่านหนึ่งจัดการกับเฝอ  ไปเรียบร้อย
แล้ว ก็เดินไปด้อม ๆ มอง ๆ ที่แผงขายอาหารอีก และได้มาอีก 1 อย่าง ดูลักษณะเหมือนโจ๊กบ้านเราไม่ผิด  แต่เติมด้วยน้ำซุบ
ข้น ๆ   สีแดงๆ  และมีเนื้อสัตว์คล้ายปลาไหลใส่มาด้วย   ผมเห็น เข้าท่าดีก็เลยเลียนแบบดารามั่ง สั่งซะอีก 1 ที่     แต่ก็กินไม่
หมด  เพราะเฝอเมื่อตะกี้ก็ชามใหญ่โตพอดูอยู่แล้ว.... หลังจากทานเสร็จเราก็คุยกันเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาในวันนี้ นั่งคุยกันพัก
ใหญ่ พอข้าวเรียงเม็ด ก็เริ่มมีลูกค้าชาวเวียตนามมานั่งรอโต๊ะกันแล้ว พวกเราจึงต้องจ่ายเงินและเดินกลับโรงแรมกัน ผู้จัดการ
โรงแรมแนะนำให้เรานำรถทั้งหมดเข้าจอดในที่เก็บซึ่งมีตาข่ายเหล็กล้อมรอบ โดยคิดค่าบริการคันละ 5000 ดอง ซึ่งเราก็ยินดี
ที่จะจ่ายเพื่อความแน่ใจว่าตื่นเช้าขึ้นจะไม่มีชิ้นส่วนของรถคันใดคันหนึ่งแอบหนีไปเที่ยวแล้วไม่ยอมกลับมาอยู่ที่เดิม จอดรถ
เสร็จ แล้วจึงมาวางแผนการเดินทางในวันรุ่งขึ้นกันต่อ

          สรุปว่าวันพรุ่งนี้เราจะเดินทางขึ้นเหนือไปยังเมืองไฮฟอง    ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่งอยู่ห่างจากฮานอยไปทางทิศ
ตะวันตก ประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร    และจากการศึกษาในแผนที่    เราจะไปโดยไม่ผ่านฮานอย   เพราะจะเป็นเส้นทางที่
อ้อมมาก แต่จะเลือกเดินทางไปอีกทางหนึ่งผ่านเมือง Namdinh และ Thai Binh จริง ๆ แล้วเป้าหมายที่แท้จริงของเราก็อ่าว
ฮาลอง ซึ่งมีความงามติดอันดับต้น ๆ  ในเอเซียแห่งหนึ่งทีเดียว คุยกันเสร็จแล้วก็แยกย้ายเข้าพักผ่อนตามอัธยาศัย  อากาศใน
ยามค่ำคืนนี้ของเมือง  Vinh เย็นสบาย ๆ และค่อย ๆ  หนาวขึ้นตอนใกล้รุ่ง เสียงแตรรถที่ดังอยู่เกือบ ๆ  ตลอดเวลาในตอนหัว
ค่ำ ค่อย ๆ เบาลง จนกระทั่งเงียบสนิทในช่วงดึก


          31 ธันวาคม วันสุดท้ายของปี... พวกเราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น อากาศยามเช้าของเวียตนามดีมาก  เราเริ่มวันใหม่
ด้วยอาหารเวียตนามข้างถนนหน้าโรงแรมนั่นเอง เป็นแม้ค้าหาบเร่ มีกระทะตั้งบนเตา ในกระทะมีน้ำมันพอประมาณ และมี
ใส้กรอก และไข่ม้วนสอดใส้ด้วยเนื้อหมู  ใช้กินกับข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ  แถมมีถั่วลิสงปนมาด้วย  ดูคล้ายบ๊ะจ่าง  ไม่รอช้า สั่ง
มาลองกันเลย รสชาติไม่เลวทีเดียว และเมื่อประกอบกับบรรยากาศยามเช้าแบบนี้ด้วยแล้ว ผู้อ่านอย่าอิจฉากันนะครับ มีลูกค้า
ชาวเวียตนามแวะมาอุดหนุนเรื่อยๆ   พวกเรากินกับหมดแล้วแต่ข้าวเหนียวยังเหลือ  ต้องสั่งเฉพาะกับคือไส้กรอก หรือไข่เพิ่ม
กันเกือบทุกคน แต่...ลูกค้าเจ้าถิ่นกลับตรงกันข้ามกับพวกเรา เขากินข้าวเหนียวหมดไปแล้ว แต่กับข้าวยังไม่หมด ต้องสั่งข้าว
เหนียวเพิ่ม....เฮ้อ...นี่เขาจะหาว่าพวกเราตะกละหรือเปล่าเนี่ย....กินแต่กับ ไม่ยอมกินข้าว

          อิ่มแปร้เลยสำหรับอาหารเช้ามื้อนี้ มื้อนี้ผมจ่ายค่าอาหารไป 9,000 ดอง (กิน 2 คน) คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 26 บาท
(1 บาท = 343 ดอง โดยประมาณ)  เรียบร้อยแล้วก็ไปจัดของเตรียมออกเดินทางกันต่อ  วันนี้ถือว่าเป็นวันสบาย ๆ เพราะระยะ
ทางที่จะเดินทางนั้นไม่เกิน 2-300 ก.ม.เท่านั้น ก่อนออกจากเมือง เราแวะเติมน้ำมันกันก่อนทุกคัน ทางหลวงที่พาพวกเราออก
จากเมือง Vinh  มีสภาพดีมาก  แต่รถบนถนนก็มีปริมาณมากเช่นเดียวกัน  ทั้งรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์  รถยนต์นั่ง รถบรรทุก
รถเข็นสารพัดชนิดไม่เว้นแม้แต่เกวียนเทียมวัวควาย และก็เช่นเคย เสียงแตรบนถนนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด แรก ๆ   ผม
เองก็ไม้อยากใช้  แต่เมื่อทดลองใช้แตรดูบ้างก็ได้ผลไม่เลวนัก   คือรถที่จะตัดหน้า หรือคนที่จะข้ามถนน จะหยุดให้เราผ่านไป
ก่อน มิฉะนั้น จะต้องแตะเบรค อยู่ตลอดเวลา  เพราะดูเหมือนว่าลักษณะการใช้รถใช้ถนนที่นี่นั้น  คนที่จะข้ามถนนหรือรถที่จะ
เลี้ยวเข้าเลี้ยวออกนั้น   เขาจะไม่ระวังตัวเองกัน แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นบนถนนที่จะต้องคอยระวังไม่ให้ชนเขา   และ
ทุก ๆ คนก็พร้อมใจกันใช้ ข้อปฏิบัติที่ต้องจำใส่ใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ามีรถ หรือคนข้ามถนน ห้ามขับหรือขี่ตัดหน้าเขาเด็ดขาด
แต่ให้ไปตัดหลังแทน   เพราะถ้าคน หรือรถเหล่านี้ได้ออกมาแล้ว   เขาจะไม่หยุดอย่างแน่นอน    ถ้าเราไปตัดหน้าก็ต้องชนกัน
เฮ้อ.......ก็ต้องค่อย ๆ  ปรับตัวกันไปละครับ แต่ในระบบการจราจรของเวียตนามนั้น จะสังเกตเห็นได้ว่า ไม่มีใครโมโหใครเลย
อาจเป็นเพราะทุกคนชินชากับระบบนี้มานาน จนไม่รู้จะโมโหกันไปทำไมก็ได้  ลองหลับตานึกภาพนี้ ถ้าเป็นในกรุงเทพ วัน ๆ
คงมีอุบัติเหตุ และทะเลาะวิวาทกันทั้งวันเป็นแน่ มีฝรั่งบางคนเปรียบเทียบเสียงแตรของรถในเวียตนามกับเสียงแตรของรถใน
กรุงเทพไว้น่าฟัง....เขาบอกว่า เสียงแตรของเวียตนามนั้นหมายความว่า I AM HERE ส่วนเสียงแตรในกรุงเทพฯ นั้น  หมาย
ความว่า BULL SHIT หรือไม่ก็...Idiot อะไรทำนองนั้น....ซึ่งผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยเลยทีเดียว

          ช่วงหนึ่งของการเดินทาง   พวกเราต้องใช้สะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเป็นทางรถไฟ  ที่ไม่มีถนนสำหรับรถวิ่งเลย  แต่เป็นทาง
แคบๆ ประมาณเมตรเศษ ผ่านได้เฉพาะมอเตอร์ไซค์เท่านั้น สิ่งแรกที่คิดก็คือเราน่าจะมาผิดทางซะแล้ว (หรือยังไงกันแน่) พอ
ลงจะสะพานได้ไม่เกิน 3 นาที   ก็มีขบวนรถไฟวิ่งผ่านมาพอดี เกือบไปแล้วเรา  ถนนต่อจากสะพานแห่งนี้ไปมีสภาพเป็นหลุม
เป็นบ่อทำให้การขับขี่เป็นไปด้วยความลำบาก จนกระทั่งมาถึงเมือง Nam Dinh สมาชิกคันหน้าก็จอดรถตรงทางแยกแห่งหนึ่ง
เพื่อสอบถามถึงเส้นทางที่จะต้องใช้ต่อไป

          ทันทีพวกเราจอดรถ ก็มีญวนมุงก่อตัวขึ้นทันที บางก็สอบถามเราด้วยภาษาเวียตนาม เราก็โบกมือบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง แต่
เขาเหล่านั้นก็ยังคงพูดกับเราต่อไปราวกับว่าเราเข้าใจภาษาเขา....อย่างไรก็ตามภาษากลางของโลกยังคงใช้ได้ผลอยู่เสมอ นั่นก็
คือภาษาใบ้ พวกเราเลี้ยวซ้ายตรงแยกนั้นเพื่อไปยังเมือง Thai Binh ที่ปรากฎอยู่ในแผนที่ เมื่อออกมาได้ไม่ถึง 200 เมตรก็มีรถ
มอเตอร์ ไซค์วัยรุ่นซ้อนกัน 2 คน วิ่งตามเข้ามาแล้วบีบแตรเรียก บอกให้พวกเราตามไป เข้าใจว่าจะช่วยนำทางไปให้ พวกเราก็
ดีใจว่านี่แหละ น้ำใจชาวเวียตนาม หมอนั่นขี่รถนำรถและบีบแตรลั่นไปตลอดทาง เป็นผลให้เราขี่รถไปได้สะดวกสบายขึ้นเหมือน
กัน จนกระทั่งมาถึงท่าเรือข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง หมอนั่นก็เริ่มออกลายโดยการเรียกค่านำทางจากพวกเราคันละ 1$ ซึ่งเราไม่ค่อย
จะเห็นด้วยเนื่องจากไม่ได้ตกลงกันมาก่อน แต่เพื่อความปลอดภัยเราจึงต่อรองจ่ายไปให้ 2$ โธ่เอ๊ย....กำลังชมอยู่เชียว...นึกว่า
น้ำใจ ที่แท้ก็น้ำจิ้ม....

          พวกเราชิดขวา ผมจัดการไปซื้อตั๋วข้ามแพสำหรับรถ 4 คัน ในการใช้แพข้ามแม่น้ำแห่งนี้ เขาจะกันคน, รถมอเตอร์ไซค์
และจักรยานให้ชิดขวาเข้าช่องเล็ก ๆ เพื่อลงแพ ส่วนประตูใหญ่นั้นให้ใช้ได้เฉพาะรถยนต์และรถบรรทุกเท่านั้น เรารอกันอยู่พัก
หนึ่งประตูกั้นทางก็เปิดออก ขบวนคนและรถก็ค่อย ๆ ทะยอยลงแพกัน แม่น้ำที่ข้ามนี้มีความกว้างพอ ๆ กับแม่เจ้าพระยา เมื่อ
มองไปทางซ้ายมือก็จะเห็นว่ากำลังมีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำอยู่ อีกไม่นานชาวบ้านแถวนี้คงจะสบายขึ้นแล้ว

          เราเดินทางกันมาอีกพักใหญ่จึงเข้าเขตเมืองไฮฟองเอาเมื่อตอนเย็นมากแล้ว ซึ่งผิดจากที่ได้ประเมินเอาไว้เมื่อเช้าว่า
วันนี้จะเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสบาย   เพราะระยะทางไม่ไกลนัก   เราลืมนึกถึงสภาพของถนนและสภาพการจราจรไป

          เข้าเขตเมืองไฮฟอง พวกเราก็ต้องตกอยู่ท่ามกลางคลื่นแห่งรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานที่ไหลไปตามถนนต่างๆ โดยมี
เสียงแตรและเสียงรถเปรียบเสมือนเสียงคลื่นลม ต้องยอมรับว่าไม่เคยเจอสภาพการจราจรที่มีรถมากมายขนาดนี้มาก่อนเลยไม่
ว่าจะเป็นที่ไหนที่เคยไป และเมื่อประกอบกับความไม่มีระเบียบในการใช้รถใช้ถนนด้วยแล้ว นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ (ไม่) ควรจะ
จดจำอย่างยิ่ง เพราะคงไม่มีใครมีโอกาสจะมาเจอแบบนี้บ่อยนัก ในที่สุด พวกเราคนหนึ่งก็จอดชิดขวาบริเวณที่เป็นร้านขายเครื่อง
เฟอร์นิเจอร์ พร้อมกับแผนที่ในมือ เขาก็สอบถามถึงโรงแรมที่พักที่ได้เลือกเอาไว้แล้วจากคู่มือการเดินทาง แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก
จนกระทั่งมีชาวเวียตนาม 2 คนรับอาสาพาไปหาให้ แหม...ชักจะเสียวว่ามันจะเก็บตังเราอีกหรือเปล่า... ในที่สุดเราก็พบโรงแรม
ที่ต้องการหา..แต่...ดันปิดกิจการไปซะแล้ว... เขาก็เลยช่วยพาไปดูอีกที่หนึ่ง ซึ่งดูแล้วก็พอใช้ได้ มีที่จอดรถค่อนข้างปลอดภัย เรา
จึงตกลงใจที่จะที่จะพักที่นี่ ด้วยอัตราค่าห้องคืนละ 15$ หรือ 130,000 dong ซึ่งเมื่อคำนวณกับอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ถ้าจ่ายเป็น
เงินเวียตนามเราจะประหยัดได้อีกประมาณ200 กว่าบาท แต่ทางโรงแรมแจ้งว่า ต้องเป็นคนเวียตนามเท่านั้น จึงจะจ่ายเป็นเงิน
เวียตนามได้...เอ้อ มีงี้ด้วย ดังนั้นเราก็ต้องจำใจจ่ายด้วยเงินเหรียญไปตามระเบียบ

          เช็คอิน เอาสัมภาระเข้าห้องแล้ว เราก็ออกเดินหาอาหารค่ำทานกัน เดินกันอยู่นานก็ยังไม่พบร้านอาหารที่ถูกใจ เกือบจะ
ทุกร้านจะมีสภาพคล้ายๆ กันหมดคือมีเส้นก๋วยเตี๋ยว มีไก่ และอื่น ๆ ดังนั้น หลังจากเดินกันมาไกลพอสมควร เราจึงตกลงใจที่จะ
ปักหลักสำหรับอาหารค่ำมือส่งท้ายปีเก่านี้ที่ร้าน ๆ หนึ่งซึ่งดูแล้วว่ามีลูกค้ามากพอควร อาหารถูกทะยอยสั่งมาเรื่อยๆ มีตีนหมูลวก
จิ้มน้ำจิ้มนอกนั้นก็เป็นเฝอเจ้าเก่า (ตอนนี้หน้าจะเป็นเฝอแล้ว - กินเกือบทุกมื้อ) ไวน์แดงที่หิ้วมาจากสะหวันนะเขตก็ถูกนำออกมา
ร่วมวงด้วยช่วงหลังยังสั่งเบียร์ของเวียตนามมาผสมด้วยอีก เรานั่งคุยกันอยู่นานมาก จนกระทั่งแม่ค้าเจ้าของร้านเริ่มส่งสัญญาณ
แสดงความไม่ค่อยพอใจ เนื่องจากมีลูกค้ามาก เราจึงต้องรีบจ่ายเงินและออกจากร้านไป ผู้เขียนนั้นเจอทั้งไวน์และเบียร์ผสมกัน
ทำให้รู้สึกเดินไปแบบตัวเบาๆ ในคืนส่งท้ายปีเก่านี้ เดินกันอยู่นานก็ยังหาทางกลับโรงแรมไม่ถูก..เนื่องจากเราอยากจะลองเดิน
ไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวเป็นวงกลับ  ไม่ยอมกลับหลังหัน แล้วค่อย ๆ  ถามชาวบ้านไปเรื่อยๆ   คืนนี้ มีทั้งคนและรถวิ่งกันเต็มไปหมด
แม้จะทั่งดึกมากแล้วก็ตาม สงสัยชาวเมืองนี้คงฉลองปีใหม่ด้วยการเดินและขี่รถเล่นกันเป็นแน่

          ในที่สุด...เราก็กลับถึงโรงแรมที่พักจนได้ 1 ในสมาชิกซึ่งพกโทรศัพท์มือถือและเปิดใช้บริการ International Roaming
ได้โทร.กลับเมืองไทย เพื่อสวัสดีปีใหม่กับญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งผู้เขียนก็ได้พลอยอาศัยโทร.กลับมาสวัสดีปีใหม่กับคุณแม่ด้วย
เล่นเอาท่านงงไปเหมือนกัน เพราะไปบอกว่าโทร.จากเวียตนาม....คืนนี้เราวางแผนกันต่อไปว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไปไหน และพักที่
ไหน...อ่าวฮาลอง ยังคงเป็นเป้าหมายที่ทุกคนเห็นด้วย หลังจากนั้นจะกลับไปผ่านฮานอย และลงไปทางเก่า ไม่มีใครสมัครใจที่จะ
เดินทางกลับไปทางเส้นทางเดิมเลย แม้ว่าจะใกล้กว่ามากก็ตาม.

          ."เราไม่ควรใช้เส้นทางเดิมในการเดินทาง ถ้าเลือกได้ .. เพราะเป้าหมายส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวก็คือ ทิวทัศน์ข้างทาง
นั้นเอง"....(ข้ออ้างหรือป่าววววว...) ดังนั้น เมื่อคุยกันพักใหญ่จนรู้สึกง่วงแล้ว เราจึงแยกย้ายกันเข้านอนเมื่อเวลาล่วงเลย เข้าไปใน
ปีใหม่ 2544 หรือ 2001 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว...

          เช้าวันที่ 1 มกราคม ..เราเดินออกหาอาหารเช้ากินกันตามอัธยาศัย ผู้เขียนเองได้ไปกินอาหารเช้าแบบข้างถนนของถนัด
ตามเคย เช้านี้มีไข่กระทะ และปาเต็ก (ขนมปังไส้เนื้ดบดและหมูหยองแถมยังตามด้วยกาแฟร้อนอีก 1 แก้ว มื้อนี้หมดไปอีก
10,000 ดอง เสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมเพื่อเตรียมแพ็คของขึ้น รถและออกเดินทางกันต่อไป

          เราวนเวียนหาทางไปอ่าวฮาลองอยู่พักใหญ่ ถามชาวบ้านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพบว่า การไปอ่าวฮาลองนั้น เราต้องนำรถขึ้น
เรือเฟอรี่ เพราะคำว่าอ่าวฮาลองนั้น มันกว้าง เกือบจะคล้ายที่เราเรียกอ่าวมะนาว หรืออ่าวประจวบแบบนั้น การชมอ่าวก็คือต้อง
ข้ามไปที่เกาะ ๆ หนึ่งซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเวียตนาม ซื่งชื่อว่าเกาะ แต่ทว่า..พวกเราไม่แน่ในเรื่องเวลา เกรงว่าถ้า
กลับเข้ามาช้า อาจกระทบกระเทือนต่อแผนการเดินทางที่วางไว้ เราจึงลงมติว่าจะไม่ไปอ่าวฮาลองกันแล้ว และขี่รถกลับเข้าเมือง
ต่อมาสมาชิกท่านหนึ่งแนะนำว่า น่าจะลองไป Doson ซึ่งดูจากแผนที่แล้ว เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไฮฟอง
เท่าใดนัก (ประมาณ 20 ก.ม.) เราจึงเบนเข็มไปเที่ยวที่เมือง Doson แทน

          ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึง...จุดท่องเที่ยวของเมืองนี้เป็นแหลมเล็ก ๆ ยื่นออกไปในทะเล มีถนนเลียบชายหาดทั้งสองด้าน
มีร้านค้าแบบ ร้านชายทะเลตั้งอยู่เรียงรายตลอด รวมทั้งมีบ่อนคาสิโน ตั้งอยู่บนมุมหนึ่งของแหลมด้วย เราจึงแวะไปแอ๊คท่าถ่าย
รูปกันไว้ หลังจากนั้น จึงมาหาอาหารกลางวันกินกันที่ร้านอาหารริมชายหาดนั่นเอง มื้อนี้ตกลงกันว่าขอห่างไกลจาก "เฝอ" ซักมื้อ
เถอะ....ขอลองอาหารทะเลของเวียตนามกันบ้าง   มื้อนี้มีกุ้งต้ม 1 จาน   (ตัวขนาดนิ้วก้อย)   ซุบหอย (อะไรก็ไม่รู้)  และปลาทอด
เบ็ดเสร็จแล้วมื้อนี้จ่ายไป 2 แสนกว่าดอง...หารกันคนละ ร้อยกว่าบาท อิ่มแล้ว....จ่ายแล้วก็ออกเดินทางต่อ โดยกลับทางเส้นทาง
เก่า ออกมาจากชายทะเลได้ไม่นาน ก็เกิดอุบัติเหตุกับรถคันหนึ่งของสมาชิก คือรถล้มลงโดยอาการตกใจจากรถของวัยรุ่นเจ้าถิ่น
ที่ขี่ซิ่งเข้ามาจะชน แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไรเสียหาย รวมทั้งคนก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร

          เราวิ่งเข้าเมืองไฮฟองอีกครั้งหนึ่ง  และต่อไปยังฮานอยเลย  ถนนระหว่าง 2 เมืองนี้เป็นซุบเปอร์ไฮเวย์  มีเกาะกลางแบ่ง
ระหว่างทางไปมา ทำให้ขี่สบายขึ้นกว่าที่เคยเป็นมามากนัก ระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตร จึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรามาถึงฮานอย
ตอนประมาณสี่โมงเย็น รีบหาเติมน้ำมันกันก่อน ตกลงกันว่าจะไม่เข้าไปในเมือง เพราะขยาดกับสภาพการจราจรที่เคยเจอ เรา
จะมุ่งหน้าไปนอนที่เมือง Ninh Binh ซึ่งต้องออกจากฮานอยลงไปทางใต้ประมาณ 93 ก.ม. หลังจากถามทางจากชาวบ้านแล้ว
เราก็ลัดเลาะไปตามถนนสายเล็ก ๆ ผ่านทุ่งนา และหมู่บ้านบ้าง บางช่วงก็ก็ผ่านตลาดและชุมชน เราก็คลำกันอีกพักใหญ่ จึงพบ
ทางหลวงแผ่นดินที่นำเราออกจากฮานอย ช่วงนี้รถก็ยังคงมากเหมือนเดิมทำให้ทำความเวลาได้ไม่ดีนัก จนกระทั่งพลบค่ำแล้ว
เราก็ยังเหลือระยะทางอีกประมาณ 50 ก.ม. จึงจะถึงจุดหมาย

          การขี่รถในเวลากลางคืนที่นี่ทำให้เรารู้สึกเครียดกว่าการขี่ในเมืองไทยมาก เพราะเราไม่คุ้นเคย และไม่มีความมั่นใจใน
ผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนเลย ขนาดตอนกลางวันทัศนวิสัยมองเห็นไกล ๆ เรายังเกือบแย่ แล้วนี่มืดไปหมด แถมรถที่วิ่งสวนมาก็ไม่ค่อย
จะใช้ไฟต่ำกันเลย ส่วนรถมอเตอร์ไซค์หรือรถอื่น ๆ ที่ใช้ถนนก็ไม่ค่อยจะมีไฟท้ายอีกต่างหาก ระยะทางช่วง 30 ก.ม. แล้วเราก็มา
ถึงเมือง Ninh Binh เอาตอนประมาณเกือบ ๆ 2 ทุ่มเห็นจะได้ และชื่อโรงแรมที่พักก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้วล่วงหน้าเช่นเคย จาก
ข้อมูลของ Lonely Planet ซึ่งก็ได้ผล ค่าห้องคืนนี้ราคา 12 ดอลลาร์ แต่ก็มีคุณภาพมากกว่าห้องราคา 15 $ ที่ไฮฟองเสียอีก
อาจเป็นเพราะเจ้าของพึ่งจะปรับปรุงห้องพักใหม่ “ทุกอย่างใหม่หมด  และตกแต่งไม่เหมือนโรงแรมของเวียตนามทั่ว ๆ ไป   ดู
ทันสมัยกว่าทุกที่ ๆ เราเคยพักมา เจ้าของกุลีกุจอให้การต้อนรับอย่างดี และ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนแรกที่เราพบว่าพูดภาษา
อังกฤษได้ดีที่สุด ตั้งแต่เราเข้ามาในเวียตนาม คือสามารถสื่อสารกันได้โดยตลอดไม่ติดขัด เจ้าของอนุญาตให้พวกเรานำรถขึ้นไป
จอดในห้องล๊อบบี้ได้ทั้งหมดเลย ซึ่งทำให้เราสบายใจขึ้นเหมือนกัน เพราะเท่าที่ผ่านโรงแรมในเวียตนามมา 2 คืนนั้น ทุกแห่งให้
ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จะด้วยเหตุใดนั้นคงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ไม่ยาก

          วันนี้ผมขอดื่มให้กับความสำเร็จไปได้ครึ่งทางของเราอีกครั้งหนึ่ง.....อีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า ผมจะมาเล่ารายละเอียดให้ฟัง
กันต่อไปนะครับ