“ปัญหาโลกแตกที่แขกทำเหตุ สร้างสถานการณ์ให้โลกปั่นป่วนไปทั่วจน
ชาวบ้านร้านตลาดปวดสมองจนต้องเอายาหม่องมาทาขมับมีีให้เห็นเป็น
ประจำทุกวัน   ไม่ทะเลาะกับเมืองนู้นก็หันมาตีกับประเทศนี้….     คราวนี้
ไอ้บังเล่นแสบ     แอบตีท้ายครัวชาวโลก   ด้วยการลดการผลิตน้ำมันลง เลยเป็นปัจจัยให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขยับตัวสูงกลายเป็นประเด็นร้อนไป
ทั่วโลก…”

          คราวนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวของพี่น้องชาวไทยเราแล้วครับ สำหรับการปรับราคาน้ำมัน
เชื้อเพลิงขึ้นมาจนเฉียดๆ 40 บาท อย่างที่เรา-ท่านกำลังเผชิญกับปัญหาอยู่แบบไม่มี
ทางเลี่ยง

          ความจริงแล้วรัฐบาลไทยเราก็พยายามที่จะหามาตรการในทุกวิถีทางอยู่เหมือน
กัน...ในอันที่จะลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ทั้งหมดก็คงเหมือน
คนตาบอดคล้ำช้าง เพราะส่วนมากแล้วมักจะมีนักวิชาการหลายท่านออกมาท้วงติงอยู่
เสมอ….

          อย่างกรณีเรื่องของน้ำมันขาดแคลนนี่ก็เหมือนกัน ผมอยากให้นักวิชาการที่เคย
แสดงฝีปากท้วงติงรัฐบาลมาเกือบทุกเรื่องนั้น    ออกมาช่วยกันคิดบ้างว่า….  เราจะหา
วัตถุดิบอื่นใด มาชดเชยในเรื่องที่กล่าวได้บ้าง…..ประมาณว่า ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนั่น
แหละ ….แก้ปัญหากันเองแบบไทยๆ

          สิ่งที่คณะรัฐมนตรี “น่าจะ”ลงมติในหลักการ เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนทั่วไป
ได้รับทราบในเบื้องต้นเพื่อเตรียมตัวและเตรียมใจเอาไว้รับสถานการณ์”น้ำมันขาด
แคลน”ก็คือ

          1. ขอความร่วมมือสถานีบริการ ให้ปิดปั้มน้ำมันในช่วง 24.00-05.00 น.
          2. ปิดป้ายโฆษณาหลังเวลา 23.00น.
          3. ปิดไฟส่องสว่างบนถนนบางสาย ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย โดยประมาณถึงผล
ของการดำเนินการในข้อนี้ลงร้อยละ 10 จะมีส่วนช่วยให้รัฐประหยัดพลังงานได้
ประมาณปีละ 170 ล้านบาท
          4. ให้กระทรวงคมนาคมเพิ่มอัตราภาษีป้ายรถยนต์ขนาด 2500 ซี.ซี. ขึ้นไป          
          5. ให้หน่วยราชการเป็นหลักในการประหยัดการใช้ไฟลงมาให้ได้ร้อยละ 10 ใน
ข้อกำหนดทั้ง 5 ข้อนั้น ผมเห็นว่าในข้อที่ 4 ออกจะคลุมเครือไปหน่อย ทั้งนี้เพราะ
เป้าหมายของการประหยัดน้ำมันนั้น รัฐบาลน่าจะพุ่งเป้าไปที่รถยนต์เก๋งที่ใช้เครื่องยนต์
เบ็นซินมากกว่าอย่างอื่น โดยเฉพาะรถบรรทุกนั้น….นับตั้งแต่รถปิ๊กอัพทั่วไป จะมีความ
จุกระบอกสูบเกินกว่า 2500 ซี.ซี.ทั้งนั้น

          แต่ถ้าเป็นรถหรูในแบบโฟร์วีลแล้ว อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับคนหาเช้ากินค่ำแบบรถ
ปิ๊กอัพทั่วไป….จะไปเพิ่มอัตราภาษีกันยังไง คงไม่มีใครเดือดร้อนเท่าไหร่….เพราะรถ
ประเภทนี้ราคาเกินกว่าล้านบาททั้งนั้น

          ว่ากันไปตามสภาพความเป็นจริงแล้ว เรามาลองช่วยกันใช้สติปัญญาแบบชาว
บ้านดิ้นรนหาทางรอดกันบ้างดีกว่า

          สิ่งที่จะยกให้เห็นกันในนาทีนี้ก็คือ น้ำมันแก็ซโซฮอล์นั่นอย่างหนึ่งละ….หรือ
ไบโอดีเซลซึ่งมีการทดลองนำร่องใช้น้ำมันมะพร้าวแทนกันไปบ้างแล้วในหลายพื้นที่

          คราวนี้ดูตัวอย่างที่ผมจะลองเขียนชี้นำให้เกษตรกรของเราลองนำไปพิจารณาดู
บ้าง หรือหากมีท่านผู้รู้ในสายเกษตรคนใด จะช่วยนำไปต่อยอดในแนวความคิดนี้บ้างก็
จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยเราแบบเอนกอนันต์เลยทีเดียว…นับตั้งแต่ช่วยรัฐบาลลดภาระ
ในการจ่ายเงินตราออกนอกประเทศอย่างหนึ่ง แล้วยังได้อานิสงส์ไปถึงเกษตรกรอีกส่วน
หนึ่งด้วย

          เพราะขึ้นชื่อว่างานการเกษตรทุกชนิดนั้น ปัจจัยสำคัญของการผลิตก็คือ จะต้อง
อาศัยผืนดินและผลพลอยได้จากฤดูกาล เป็นตัวกำหนด เช่นการทำนาข้าว ส่วนมากแล้ว
หากผืนดินส่วนใดไม่ได้อยู่ในที่ราบลุ่ม ชาวนาก็จะต้องตั้งตาคอยหน้าฝนเป็นหลักใหญ่
และเมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยว หากมีฝนหลงฤดูตกลงมา ก็จะทำให้นาข้าวเสียหาย หรือเมล็ด
ข้าวมีความชื้นสูงกว่ากำหนด…..กำหนดที่จะเอาไปจำนำหรือเอาไปสีขายเป็นข้าวจ้าวได้

          เมื่อสินค้าทางการเกษตรของตัวเองยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ตามขั้นตอน….ผลที่ตามมา
ก็คือ การกู้หนี้ยืมสิน จนดอกเบี้ยบานทบต้นต่อไปอีก

          นี่เป็นวัตรจักรของพี่น้องชาวเกษตรกรของเราต้องพบกับทางตันในแบบวังวนต่อ
ไม่รู้จบสิ้น….ไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยมาแล้ว

          เช่นเดียวกับพี่น้องชาวเกษตรรายอื่นๆ ที่ต้องตกอยู่ในลักษณะนี้แบบเช่นเดียวกัน
ซึ่ง หน่วยงานและนักวิชาการทางด้านเกษตรกรรม กำลังหาคำตอบเหล่านี้อยู่อย่างเงียบๆ

          แต่สำหรับตัวผมเองแล้ว เห็นว่ายังมีทางออกอีกสายหนึ่ง สำหรับชาวสวนมะพร้าว
และสวนปาล์มน้ำมัน ที่ประสพปัญหาเรื่องของการกดราคาและความไม่แน่นอนของตลาด
โดยการนำสินค้าที่ดูท่าว่าจะหมดค่า ไม่สมเหตุสมผลกับแรงกายที่พี่น้องชาวสวนของเรา
ได้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตลงไปหลายชั่วอายุคนให้ดีขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

          นั่นคือการนำน้ำมันมะพร้าวไปแปรรูปขายทดแทนน้ำมันดีเซล ซึ่งประเทศไทย
เรายังต้องการพลังงานชดเชยในส่วนนี้อยู่อีกมากมาย…..มากเสียจนกระทั่งเรากล้ากล่าว
ได้ว่า ไม่ว่าชาวสวนมะพร้าวหรือชาวสวนปาล์มน้ำมันจะผลิตกันได้ตลอดทั่วประเทศ ก็
ยังไม่พอสำหรับการป้อนให้ผู้บริโภคได้ทัน เพราะปัจจุบันประเทศไทยเรายังต้องซื้อและ
กลั่นน้ำมันดีเซลเพื่อไว้ใช้งานวันละหลายล้านลิตร….เป็นหลายล้านลิตรที่ทำให้เงินไทย
ของเราต้องเสียดุลย์ไปยังต่างประเทศแบบไม่รู้จบ

          คงถึงเวลาแล้ว ที่นักวิชาการทางด้านเกษตรกรรมจะต้องร่วมมือกับกระทรวง
วิทยาศาสตร์และการพลังานแห่งชาติ ช่วยกันคิดค้นและพัฒนา เพื่อเป็นทางออกให้แก่
เกษตรกรชาวสวนปาล์ม รวมไปถึงชาวสวนมะพร้าวด้วย หรือหากยังไม่มีนักวิชาการราย
ใดและหน่วยงานใดก้าวเข้ามารับผิดชอบ ก็คงจะเป็นเรื่องของชาวสวนเองที่ควรรวมตัว
กันตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ เพื่อผลิตและจำหน่ายน้ำมัน ”ไบโอดีเซล” ไว้ใช้กันเองในกลุ่ม
หรือจะขยายตลาดออกไปจนกระทั่งกลายเป็น”หนึ่งผลิตภัณฑ์-หนึ่งตำบล”ก็ยังไหว

          ในเบื้องต้นนี้ เราจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ในตัวของน้ำมันดีเซลเอง
นั้น จะให้ค่าความร้อนในการลุกไหม้โดยบรรยากาศทั่วไป ประมาณ 3,000 BTU/ปอนด์
ส่วนน้ำมันก๊าดจะให้ค่าของความร้อนสูงกว่า และมีจุดวาบไฟต่ำกว่าน้ำมันดีเซล เฉลี่ย 1
เท่า

          ส่วนน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันปาล์ม จะให้ค่าความร้อนใกล้เคียงกับน้ำมันโซล่า
แต่จะดีกว่าน้ำมันโซล่า ตรงที่น้ำมันจากพืชผลทางการเกษตรนี้ เผาไหม้ได้หมดจดกว่า
น้ำมันดีเซล โดยเราจะสังเกตเห็นได้จาก การทดลองนำน้ำมันดีเซลไปเติมในตะเกียง
แบบชาวบ้านทั่วไปใช้กันตามชนบทนั้น เมื่อเทียบกับน้ำมันมะพร้าวแล้ว น้ำมันดีเซล
จะมีควันดำอย่างเห็นได้ชัด และน้ำมันมะพร้าวจะให้แสงขาวกว่าน้ำมันดีเซล

          ตรงนี้เราอาจอนุมานได้ว่า น้ำมันมะพร้าวกลับจะมีค่าความร้อนสูง ซึ่งหมายถึง
การให้แรงม้าได้สูงกว่าน้ำมันดีเซลอีกต่างหากด้วยเช่นกัน

          จุดเสียที่น้ำมันมะพร้าวจะมีให้เห็นก็มีอยู่ประการเดียวก็คือ น้ำมันมะพร้าวจะข้น
หนืดเมื่อถูกความเย็น ทำให้อาจจะมีปัญหาบ้างพอสมควร เมื่อนำไปใช้กับระบบเผาไหม้
ของเครื่องยนต์ ซึ่งหากจำเป็นจริงๆ แล้ว เราอาจจะต้องใช้หม้ออุ่นน้ำมันก่อนที่จะส่งเข้า
ไปยังระบบหัวฉีด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการดัดแปลง เพราะรถยนต์ที่ใช้แก๊ส
หรือรถสามล้อ ”ตุ๊กๆ” ก็ต้องใช้หม้ออุ่นแก๊สด้วยเช่นกัน

          หันมาพิจารณาทางน้ำมันปาล์มบ้าง เราก็จะพบว่า ในการนำน้ำมันพืชมาเป็น
น้ำมันสำหรับทอดอาหารนั้น บริษัทผู้ผลิตน้ำมันปรุงอาหารเกือบทุกราย ต่างยืนยันว่า
ผลิตภัณฑ์ของตัวเองไม่เป็นไข แม้จะเอาเก็บไว้ในที่มีอุณหภูมิต่ำถึง 0
องศาก็ตามที

          เป็นไปได้อย่างค่อนข้างสูง หากมีการนำเอาน้ำมันทั้งสองชนิดมาผสมกัน|ตาม
สัดส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งจะทำให้น้ำมัน”ไบโอดีเซล”ชนิดนี้ ไม่เป็นไขในอุณหภูมิปกติ
และสามารถนำมาชดเชยกับการบริโภคน้ำมันดีเซลในปัจจุบันได้ดี อย่างควบคู่กันไป

          หรือหากยังหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้ดีพอ การนำเอาน้ำมันก๊าดเข้ามาเป็นส่วนผสม
ในน้ำมันมะพร้าวเพื่อเป็นตัวทำละลายไข ในสัดส่วนเพียง 10 %นั้น ก็ถือได้ว่า สาวสวน
มะพร้าวและชาวสวนปาล์ม ยังมีทางออกที่สวยหรูให้กับตัวเองอีกทางหนึ่ง

          ไม่แน่นักว่า หากรัฐฯจะสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่มัน หันทิศทางมาช่วยกันผลิต
น้ำมันปาล์ม เพื่อป้อนให้กับโรงกลั่น”ไบโอดีเซล”แทนการทำเกษตรกรรมอื่นๆ ประเทศ
ไทยและชาวสวนของเรา อาจจะลืมตาอ้าปากกันถ้วนหน้าก็เป็นได้

การประหยัดด้วยการลดค่าอ็อคเทน

          ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง สำหรับการนำเชื้อเพลิงทดแทนชนิดอื่นเข้า
มาชดเชยเนื้อน้ำมันเบ็นซิน ในกรณีที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีค่าตัวสูงอย่างผิดปกติ เช่นการ
ใช้น้ำมันก๊าดผสมลงไปในน้ำมันเบ็นซินในอัตราส่วน 30 % และหากมีความจำเป็น
จริงๆแล้ว เราจะสามารถผสมน้ำมันก๊าดลงไปในเนื้อของเบ็นซินได้ถึง 50 % ทีเดียว
แต่ทั้งนี้ก็มีข้อแม้เพิ่มเติมเข้ามาด้วยเช่นกัน เช่นกำลังม้าและรอบเครื่องยนต์จะลดลง
บ้าง ตามสัดส่วนของการผสมน้ำมันทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันแต่หากเทียบราคาที่
แตกต่างกันถึงลิตรละ 5-6 บาท ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องเสี่ยงหากเราจะเลือกผสมน้ำมันทั้ง
สองอย่างเข้าด้วยกันดังที่บอกไปแล้ว


          
เช่นหากน้ำมันเบ็นซินมีราคาสูงถึงลิตรละ 20 บาท ส่วนน้ำมันก๊าดมีราคาขาย
เพียงลิตรละ 12 บาท….เมื่อเติมน้ำมันเบ็นซิน 2 ลิตรและน้ำมันก๊าด 2 ลิตร ราคารวม
ของน้ำมันทั้งสองอย่างจะอยู่ที่ 64 บาท…..ในขณะที่หากจะเติมน้ำมันเบ็นซินทั้งหมด 4
ลิตร เป็นเงิน 80 บาท

          ยิ่งเป็นสัดส่วนมากหลายลิตรขึ้นไป อัตราความแตกต่างก็จะห่างมากยิ่งขึ้น
เช่นกัน

          หากจะมีคำถามว่า”เราจะสามารถใช้น้ำมันผสมอย่างถาวรเลยได้ไหม??”
คำตอบก็คือได้….และหากความจำเป็นเหล่านั้นมาถึงจริงๆ เราก็สามารถหาแรงม้า
เข้ามาเพิ่มเติมในแบบถาวรได้เช่นกัน นับตั้งแต่การเพิ่มแรงอัดในกระบอกสูบให้สูง
ขึ้นซึ่งจะส่งผลให้แรงม้าเพิ่มขึ้นได้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเราก็จะได้จากการตั้ง
จังหวะไฟจุดระเบิดให้แก่ขึ้น…..กลายเป็นแรงม้าสมบูรณ์แบบที่เกือบจะไม่แตกต่าง
ไปจากเครื่องยนต์เดิมที่มิได้ผสมเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดมากนัก

น้ำมันยามยากสำหรับเกษตรกร

          สำหรับเกษตรกรที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลแบบสูบเดียว เป็นต้นกำลังในการ
ขับ เคลื่อนเครื่องมือทางการเกษตรนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยหากเราจะนำเมล็ดทาน
ตะวันมากลั่นเพื่อใช้แทนน้ำมันดีเซล หรือการใช้น้ำมันมะพร้าวนำมากรองให้สะอาด
หรือน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ มาทดแทนน้ำมันดีเซลได้อย่างไม่ยากลำบากอะไรนัก

          วิธีทดสอบว่าน้ำมันชนิดไหนจะนำมาเติมในเครื่องยนต์ดีเซลได้ก็คือ ให้นำ
น้ำมันดังกล่าว ใส่ตะเกียงกระป๋องแบบชาวบ้าน แล้วจุดไฟดู…..ถ้าตะเกียงติดไฟ
แสดงว่าน้ำมันชนิดนั้นให้ค่าความร้อนและจุดวาบไฟเท่ากับน้ำมันดีเซล…..เติม
เครื่องยนต์ได้แน่นอน

          ส่วนน้ำมันอีกชนิดหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นน้ำมันยามยากของเกษตรกร โดยไม่มีคน
นึกถึงก็คือ” น้ำมันพืชที่ใช้แล้ว”

          น้ำมันพืชที่ใช้แล้วและถูกเททิ้งแบบไม่เห็นคุณค่าของมันที่เราพบเห็นได้อย่าง
ง่ายๆก็คือ น้ำมันทอดไก่…น้ำมันทอดแคบหมู….น้ำมันทอดปาท่องโก๋….และน้ำมันอื่นๆ
ที่ใช้งานเพียงแค่เป็นตัวเชื่อมความร้อนจากเตาไฟ เพื่อทำให้อาหารสุกนั่นเอง

          น้ำมันประเภทนี้เมื่อถูกใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง จะเริ่มมีกลิ่นเหม็นหืน…หรือ
น้ำมันมีสีไหม้ดำ….จะต้องมีการเปลี่ยนทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย…..ลองประเมินดูว่าใน
กระทะใบบัว 1 ใบนั้น จะบรรจุเอาน้ำมันพืชไว้กี่ลิตร

          …สมมติว่าเราขอซื้อเขาได้ลิตรละ 2 บาท…

          วิธีการง่ายๆ ที่จะนำน้ำมันเหลือทิ้งพวกนี้มา ”รีไซเคิ้ล” ใช้ประโยชน์จนถึงจุด
สูงสุดของมันก็ไม่ยากจนเกินไปนัก…..เพียงแต่ไปหาซื้อไส้กรองน้ำมันเครื่องของรถยนต์
มาใบหนึ่ง….. จัดหากระบอกวัสดุสำหรับใส่ไส้กรองให้พอเหมาะ… เทน้ำมันเหลือใช้
ประเภทที่กล่าวลงไป….. กรองเอาสิ่งสกปรกออกไปขึ้นตอนหนึ่งก่อน

          ตรงนี้เราเรียกกว่า ”กรองหยาบ”

          ส่วนต่อจากนั้นไป ก็ซื้อไส้กรองน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซลกรองละเอียดเข้าไป
อีกชั้นหนึ่ง…..รวมเป็นการกรอง 2 ชั้น (และในตัวเครื่องยนต์เองก็มีไส้กรองละเอียด
อยู่เองอีก  1  ชั้น)   เท่านี้ก็สามารถเอามาเติมในเครื่องยนต์เอนกประสงค์เพื่อการ
เกษตรได้ในราคาเริ่มต้นที่ลิตรละ 2.50 บาท (เป็นค่าไส้กรองทั้งสองชิ้น) ……ครั้งต่อๆ
ไปราคาก็จะลดลงเหลือเพียง 2 บาทเท่ากับราคาซื้อน้ำมันเก่านั่นเอง….

          ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันต่อไป…..นี่คือวัตรจักรของสรรพสัตว์ที่อยู่บนผืนโลก
ใบเดียวกันนี้……..