“รถมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นมาในโลกแห่งวิศวกรรม เกือบจะเป็น
เวลาเดียวกับรถยนต์ที่ใช้พลังขับเคลื่อนแบบสันดาปภายในทั่วไป    เพียงแต่ว่ารูปทรงใน
ระยะแรก ต้องอาศัย”รถพ่วง”เข้ามาเสริมบ้าง….อาศัยล้อที่ 3 เข้ามาช่วยบ้าง  เพื่อการทรง
ตัวดีขึ้น….”

        ปรากฏการณ์ของวงการวิศวกรรมศาสตร์ในด้านยานยนต์ที่เราถือเป็นปัจจัยที่ 5 อยู่
ในเวลานี้ อาจกล่าวได้ว่า  เป็นการก้าวเดินครั้งสำคัญของนักคิดค้น และนักวิจัยในสมัย
แรกๆ  ที่พยายามจะใช้แรงกลจากเครื่องจักรเข้ามาเสริมและเพิ่มขีดความสามารถใน
การเคลื่อนที่แทนแรงของสัตว์ ซึ่งมีขีดจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง

         โดยระยะแรกๆ นั้น เจมส์ วัตต์  ได้สร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาเป็นตัวต้นกำลังดังที่
เราได้เรียนรู้กันมาในยุคของการศึกษาระดับมัธยมต้นโดยที่เครื่องจักรพลังไอน้ำทุกเครื่อง
ล้วนมีชิ้นส่วนขนาดค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนักมาก ขีดจำกัดในการใช้งานของเครื่องยนต์
ชนิดนี้จึงถูกนำไปใช้ในยานพาหนะขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการสมดุลในน้ำหนักที่ค่อนข้าง
มากของตัวต้นกำลัง เช่นรถจักรไอน้ำที่เราคุ้นตามาแต่ยุคบุกเบิก หรือเรือกลไฟที่เราเคย
ใช้งานเพื่อขนถ่ายสินค้าตามลำน้ำกันนั่นเอง

         ยังไม่มีข้อความใดที่ระบุและยืนยันได้ว่า เครื่องจักรไอน้ำถูกนำมาเป็นตัวต้นกำลัง
ในรถจักรยานยนต์เลยแม้แต่คันเดียวนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

        
ในช่วงปลายของ ค.ศ. 1884 นั้นน่าเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกถึงการเสนอผลงาน
”พิมพ์เขียว” แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็กที่จะมีการ
พัฒนาสำหรับการนำมาติดตั้งในรถจักรยานยนต์เป็นครั้งแรก (รถจักรไอน้ำเครื่องยนต์
สันดาปภายนอก ส่วนเครื่องยนต์ในยุคปัจจุบันเครื่องเครื่องยนต์สันดาปภายใน) โดยทุน
สนับสนุนของมหาเศรษฐีชาวอังกฤษชื่อ” Edward Butler “ ด้วยเครื่องยนต์ ที่ใช้คาบูเรเตอร์
เป็นตัวผสมอากาศเป็นครั้งแรก โดยใช้คอยล์จุดระเบิดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสันดาปภาย
ในห้องเผาไหม้ (ในระยะเวลาดังกล่าวนั้น เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะของ OTTO ก็กำลังอยู่
ในขั้นวิจัยระยะสุดท้าย….โดยทางประเทศเยอรมันนีก็กำลังตั้งความหวังในการสร้างรถ
จักรยานยนต์คันแรกอยู่ด้วยทีมงานของ Gottlieb Daimler และ Karl Benz ซึ่งต่อมาทั้งคู่
สามารถสร้างได้สำเร็จ แต่เสียดายที่รถต้นแบบถูกไฟไหม้ไปพร้อมๆ กับโรงงานในปีค.ศ.
1903)

        ในการดำเนินงานและออกแบบพร้อมการวิจัยของวงการผู้ผลิตรถในระดับบุกเบิก
นั้น ล้วนพยายามที่จะย่อขนาดของเครื่องยนต์ให้เล็กลงมากที่สุด เพื่อให้พอเหมาะกับขนาด
ของยานยนต์ที่มีขนาดย่อส่วนลงมาจากรถยนต์หลายเท่า ซึ่งในหลายนักวิจัย ได้พยายาม
พัฒนาเครื่องแบบ 2 จังหวะมาหลายขั้นและหลายตอน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมที่จะเลือก
มาใช้งานและทางเลือกสำหรับนักลงทุนในยุคนั้น

        ในช่วงปี ค.ศ. 1892  นั้นเอง “เฟลิกซ์ ธีโอดอร์ มิลเล่อร์”  นักค้นคว้าชาวอังกฤษ  ก็
สร้างปรากฏการณ์ให้โลกวิศวกรรมพิศวงในแนวความคิดของเขา ที่นำเอาเครื่องยนต์แบบ 5
สูบ(ในวงการวิศวกรรมยานยนต์เรียกกันว่าสูบดาว) ส่งกำลังโดยตรงจากห้องข้อเหวี่ยงลงสู่
ดุมของวงล้อโดยตรง โดยมิลเลอร์ตั้งชื่อรถของเขาว่า” Stellar” ซึ่งก็มีความหมายว่าดวงดาว
เช่นเดียวกัน

        อย่างไรก็ตาม   ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอังกฤษยุคบุกเบิกในปลาย
ศตวรรษที่ 18 Mr. John Boyd Dunlop ซงเป็นลูกชายของบริษัทผู้ผลิตยางดันล็อป ได้
เข้ามามีบทบาทเสริมในด้านการผลิตยานยนต์ด้วยอีกแรงหนึ่ง

        ส่วนประเทศอิตาลีเอง ก็จัดว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมในระดับต้นๆของยุค
บุกเบิก โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางระบบไฟฟ้าและการใช้รหัสส่งโทรเลขทางไกลนั้น
นักค้นคว้าชาวอิตาลีจะมีผลงานนำเสนอต่อวงการวิศวกรรมให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

        เช่นเดียวกับการค้นคิด เพื่อให้ได้มาซึ่งยานพาหนะประเภท”จักรยานติดเครื่องยนต์”
นั้น Mr Enrico Bernardi ได้นำเอาเครื่องยนต์ตัดหญ้ามาเป็นตัวต้นกำลังขับ-ผลักดัน
ให้รถจักรยานธรรมดากลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของประเทศอิตาลีใน
ช่วงปีค.ศ. 1893 โดยเครื่องยนต์ชนิดนี้ให้แรงม้าสุทธิเพียงครึ่งแรงม้า ที่รอบเครื่อง 280 –
500 รอบ/นาที

        ขยับขึ้นมาอีก  2  ปี    การพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็ก  เพื่อนำมาติดตั้งในพาหนะ
ระดับย่อย ก็เริ่มได้จุดลงตัว โดย Mr De Dion สามารถนำเอาเครื่องยนต์แบบสูบเดี่ยว 4
จังหวะลงมาติดตั้งในรถ 3 ล้อขนาดเล็กได้สำเร็จโดยเครื่องยนต์ต้นแบบชุดนี้ ยังไม่มี
คาบูเรเตอร์ แต่ใช้กรรมวิธีในการดึงเอาไอระเหยจากน้ำมันเบ็นซิน ป้อนเข้าไปในห้องเผา
ไหม้ในจังหวะดูด…..ส่วนผู้ที่สร้างระบบจุดระเบิดสำหรับใช้กระตุ้นจังหวะงานของหัวเ
ทียนดำเนินงานโดย Mr Robert Bosch ซึ่งต่อมาได้พัฒนาระบบไฟฟ้าทุกชนิดเพื่อใช้ใน
อุตสาหกรรมยานยนต์จนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการรถยนต์และพาหนะเกือบ
ทุกชนิดไปในปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคปัจจุบัน

        ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ใช้วงล้อเดี่ยวและสามารถผลิตลงสู่ตลาดโลกในยุคนั้น
ได้สำเร็จ เป็นผลงานคละเคล้าอยู่หลายประเทศ เช่นอังกฤษ-เยอรมันนี-อิตาลีและฝรั่งเศส
ทางด้านประเทศเยอรมันนี น่าจะเป็นผลงานเ ด่นๆของ”เดมเลอร์และเบ็นซ์”ก่อนที่จะ
ยุบตัวลงในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากต้องปรับผังของโรงงานออกมาสร้าง
ยุทธปัจจัยต่างๆเพื่อสนับสนุนกองทัพ ส่วนทางด้านอังกฤษ มีผลงานเด่นของ” Raleigh”
ที่เริ่มผลิตรถจักรยานขายเป็นอุตสาหกรรมมาก่อน แล้วจึงนำเครื่องยนต์มาติดตั้งเอาไว้ที่
แผงคอหน้ารถจักรยานในปีค.ศ. 1899 ด้วยรูปทรงที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในที่สุด…

        จากยุค 1900 มาจนถึง 2004 นับเป็นเวลากว่า 100 ปีเศษที่วงการอุตสาหกรรม
ยานยนต์ก้าวเดินต่อมาด้วยแนวความคิดอันหลากหลายของวิศวกรหลายชาติ และหลาย
ประเทศ รวมมาถึงชนชาติญี่ปุ่น 1 เดียวในเอเซียที่เริ่มก้าวเข้าสู่วงการผู้ผลิตรถลงสู่ตลาด
โลกในช่วงหลังของปีค.ศ. 1950 ….ชื่อของรถจากประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มดับรัศมีแนวความ
คิดเดิมๆของบริษัทยักษ์ใหญ่ของทวีปยุโรปลงอย่างสิ้นเชิง

        และแน่นอนว่าชื่อของฮอนด้า-ยามาฮ่า-ซูซูกิและคาวาซากิ คือ 4    ในกระแสของ
ความนิยมในระดับสูงสุดที่ยังเหลือผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ลงป้อนตลาดโลกอยู่เพียงไม่
กี่แห่ง จากจำนวนเกือบร้อยยี่ห้อที่มีการผลิตรถในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะสงบลง….