“คราวนี้เป็นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของอุบัติเหตุ
ที่อยู่ในข่าย…รู้เท่าไม่ถึงการ…..อันเป็นปัญหาหมักหมมที่แก้กันไม่ตก..”

          ผ่านเข้าหน้าฝนและเริ่มจะเข้าหน้าหนาวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า….เทศกาลงาน
ฤดูหนาวก็จะกลับมารับช่วงต่อไปตามครรลองของธรรมชาติ…..เป็นฤดูท่องเที่ยวของ
คนไทยเราอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนว่า คนในบ้านเราที่ใช้รถจักรยานยนต์ ก็คงจะสนุกสนาน
ไปกับวิถีชีวิตแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

          ย้อนกลับมาถึงเรื่องราวของการขับขี่รถที่เราได้เขียนเตือนเพื่อนสมาชิกก่อนๆ
หน้านี้ไปแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อรถสำหรับการใช้งานที่เหมาะกับชีวิตของแต่ละ
บุคคลขั้นที่ 1 …แล้วต่อด้วยเรื่องของการแต่งกายให้เหมาะสมกับการขี่รถ….จากนั้นก็
เป็นเรื่องของการ”ขับอย่างดี-ขี่อย่างเซียน”แนะนำเคล็ดลับในการใช้รถใช้ถนนอย่าง
ละเอียด

          คราวนี้จะเป็นการแยกแยะในเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น หรือที่
เราเรียกกันว่า”รู้เท่าไม่ถึงการณ์”….เป็นการแยกประเด็นของปัญหาให้ใกล้จุดยิ่งขึ้นไป
อีกขั้นหนึ่ง……

          กล่าวกันอย่างกว้างๆ แล้วปัญหาของอุบัติเหตุนั้น ส่วนมากจะคาบกึ่งอยู่ระหว่าง
พฤติกรรมของมนุษย์ประเภท….”รู้เท่าไม่ถึงการ”…เชื่อมต่อด้วย….”เลินเล่อ”… แล้วพุ่ง
เข้าสู่จุดสูงสุด….ตรงคำที่ถูกเหมากองเอาเสมอว่า….”ประมาท”

          อะไรคือนิยามของคำว่า…รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และอะไรคือเลินเล่อ…และอะไรคือ
ความประมาท…เราลองมาพิจารณาดูต้นตอของสิ่งเหล่านี้กันดีกว่า…ว่าสิ่งที่เราเขียน
ให้อ่านกันในบรรทัดต่อไปว่า”อะไร คืออะไร”

          เราลองจินตนาการแบบง่ายๆ ในกรณีที่ผู้ปกครองของเด็ก นิยมปล่อยให้เด็กทำ
ในสิ่งที่ตนเองอยากกระทำ เช่นพ่อ…หรือแม่ ยอมให้ลูกตัวเล็กๆ ยืนเกาะหลังผู้ขับขี่….
ไม่ว่าจะเป็นการตามใจเด็ก หรือไม่อยากขัดใจเด็กก็แล้วแต่

 

          ตรงนี้น่าจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ชีวิตของคนไทยยังเสี่ยงและมั่วสุมอยู่กับ
อุบัติเหตุแบบใกล้ชิด โดยไม่สามารถแยกแยะความถูกต้องได้อย่างชัดเจนส่วนหนึ่ง…
และอีกส่วนหนึ่งคือการอ่อนด้อยทางประสพการณ์….โดยเฉพาะกับการที่จะต้องมี
ยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลังในการขับเคลื่อน

          คำว่าอ่อนด้อยในประสบการณ์ที่กล่าวนั้น มีสาเหตุซ้ำซ้อนอยู่ในตัวของมันเอง
อีกหลายแง่หลายมุม จนยากที่ประชากรในชนบทจะสามารถถ่ายทอดกันด้วยคำพูด
และการสั่งสอนได้ด้วยของจริงหรือแปลเป็นบทเรียนให้ผู้อื่นทำตามได้เป็นประเด็น
สำคัญ


          เพราะครึ่งต่อครึ่ง จะเสียชีวิต ….ส่วนผู้ที่ยังมีชีวิตรอดออกมาจากอุบัติเหตุมาได้
นั้น มักจะพิการหรือทุพลภาพ จนเจ้าตัวไม่กล้าออกมาเผชิญหน้ากับความจริง…หรือ
อาจไม่ยอมรับความจริงที่เจ้าตัวไปก่อปัญหามาก็ได้เช่นกัน

          ส่วนมากแล้วมักจะโทษสิ่งแวดล้อมหรือคู่กรณี…หรือไม่ก็โทษผีโทษเคราะห์
กรรมไปแบบไม่มีข้อกำหนดในแนวความคิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

สรุปแล้วก็คือ การอ่อนด้อยทางประสพการณ์ชีวิตนั้น เป็นองค์ประกอบควบคู่ไป
กับความประมาทเป็นสิ่งสำคัญที่สุด....อันจะโยงไปถึงตัวอุบัติเหตุในภายหลัง…เพราะ
เจ้าตัวไม่สามารถใช้ประสบการณ์อันจำกัดนั้น แยกพฤติกรรมของตนเองได้อย่างเด่นชัดนั่นเอง….

          น่าจะคล้ายๆ กับเด็กทารกที่ยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ไฟที่ลุกโชนอยู่ตรงปลาย
ตะเกียงนั้น คือความร้อนที่อาจทำอันตรายอย่างสาหัสให้กับตนเองได้….เมื่อเอื้อมมือ
ออกไปสัมผัส


          คำว่าอุบัติเหตุนั้น….มนุษย์ไม่มีสิทธิ นำมันมาใช้ด้วยตนเองได้….ถ้าไม่ประมาท
หรือเลินเล่อ….อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างให้เห็นในข้างต้นนั้นแล้วอย่างแน่นอน

ลองพิจารณาดูอีกตัวอย่างหนึ่ง

          สมมุติว่าคุณไม่ยินยอมให้ลูกยืนเกาะหลัง….แต่ให้มานั่งข้างหน้า…ไม่ว่าจะนั่ง
ส่วนหน้าของเบาะคนขับ หรือจะมีเบาะเสริมสำหรับเด็กก็แล้วแต่….

          นี่คือความรอบคอบระดับต้นที่คุณสามารถป้องกันอุบัติเหตุจากการเลินเล่อได้ 1
ส่วน

          แต่คุณเคยประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าไปอีกก้าวหนึ่งหรือไม่ว่า หากรถที่คุณ
ขับตามหลังไปนั้น จะมี”วัสดุอะไรบางอย่าง”ปลิว-กระเด็นออกมาจากรถคันหน้า
….แล้วชิ้นส่วนนั้นๆฟาดโครมเข้าให้ที่หัวของเด็ก…..ลองนึกดูแบบเปิดกว้างว่า
ความเป็นไปได้มีขนาดไหน?

          1 เศษฝุ่นที่ปลิวอยู่ในอากาศ เข้าตาเด็ก…

          2 ขี้บุหรี่จากรถคันหน้า….รวมไปถึงก้นบุหรี่กระเด็นเข้าไปในอกเสื้อของเด็กหรือตัวคุณเอง

          3 หินและทรายจากรถบรรทุกปูนหล่น จากรถบรรทุกสิ่งก่อสร้าง

          4 ปลายท่อไอเสียหัก….ชิ้นส่วนบางชิ้นจากตัวรถกระเด็นออกมาทางด้านหลัง

          5 ขวดยาชูกำลังหรือขวดเบียร์ที่คนขับ-คนนั่ง ดื่มหมดแล้วโยนทิ้งลงถนนด้วย
ความสะเพร่า

          ยกตัวอย่างให้เห็นเพียง 5 ชนิด แล้วคูณด้วย 2 สำหรับถนนที่มีรถวิ่งสวนทางมา
ด้วย….ยังไม่รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง ประเภทไก่-สุนัข-แมว-วัว-ควาย…นก…และรถ
อีแต๋น…รวมไปถึงยานพาหนะอื่นที่ไม่ได้กล่าว…

.          อย่านึกว่าเป็นเรื่องเกินเลยไปจากความจริงตามตัวอย่างที่เขียนมาให้คุณ
พิจารณากันในฉบับนี้ เพราะทั้งหมดนั้น ผู้เขียนเคยประสพมาแล้วทั้งสิ้น

          แล้วมีทางออกบ้างไหมสำหรับในกรณีที่จะให้เด็กเป็นผู้โดยสารรถไปด้วย….ใน
เมื่อยืนข้างหลังก็ห้าม….และให้นั่งข้างหน้าก็มีอันตราย

          ทางออกสำหรับกรณีอย่างนี้ คงจะอยู่ที่ความเหมาะสมและความเป็นจริงใน
หลายๆด้าน ที่คุณควรจะพิจารณาเอาเอง….เพราะเราได้ชี้นำให้คุณเห็นภาพอันลาง
เลือนในสมอง ให้ออกมาเป็นภาพอย่างชัดเจนแล้ว…เช่น ควรจะให้เด็กนั่งหลังต่อจาก
คนขับ….แล้วมีผู้ใหญ่นั่งประกบต่อท้าย….หรือหากจำเป็นที่จะต้องให้เด็กนั่งด้านหน้า
จริงๆ เพราะไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น คุณก็จะต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีก 1
เท่า และพยายามขับรถให้ห่างจากรถคันหน้า ไม่น้อยกว่า 20 เมตร(ครึ่งเสาไฟฟ้า)

          ความรอบคอบ และการเตรียมตัวที่ดีเท่านั้น ที่จะทำให้เราแยกคำว่าอุบัติเหตุให้
ออกมาจากคำว่า”ประมาท”และ”เลินเล่อ”ได้อย่างชัดเจน

          ทั้งหมดอยู่ที่ตัวคุณ…และจิตวิญญาณที่จะต้องสร้างสำนึกแห่งความปลอดภัย
เอาไว้ตลอดเวลาเมื่อจะใช้ยานพาหนะ…..