“ปัจจุบัน สถิติอุบัติเหตุจากการจราจร ดูจะเป็นหนึ่งในตัวปัญหาสำคัญของ
การสูญเสียที่ยังหาตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ว่ามันจะไปหยุดลงที่ตรงไหน แต่การที่
รัฐบาลเริ่มเอาจริงกับการจัดระเบียบของสังคมการใช้รถ น่าจะเป็นอีกทางหนึ่ง
ที่มีส่วนเสริมให้อุบัติภัยลดลงอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น…..แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง
ก็คือ  ปัจจุบันของจำนวนรถจักรยานยนต์ที่มียอดสะสมอยู่ถึง  1 6 ล้านคัน   ทั่ว
ประเทศ…..คนไทยเรามีใบขับขี่กันเพียง 7 ล้านคนเท่านั้นเอง……”

         น่าจะเป็นการสานต่อของเจตนารมย์ที่ดีของการจราจรในยุคสังคมเสื่อมต่อ
ไปอีกเรื่อยๆ เมื่อรัฐบาลหันมาจับทางในการจัดระเบียบสังคมขึ้นอย่างเต็มตัวใน
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การตรวจเข้มสถานบันเทิงทั่วราชอาณาจักรด้วยการ
สั่งปิดการให้บริการไม่เกินตี 2 ของวันใหม่ ซึ่งถือเป็นเวลาอันพอเหมาะพอควรของ
ประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเต็มใบในช่วงที่สังคมกำลังมัวซัวเต็มที่….
ล่าสุดก็มีการปิดพับและปิดบาร์เกินเวลา ตี 2 ไปแล้วเกือบ 10 แห่ง

         หลายคนมองไปที่เป้าหมายที่กล่าวนี้อย่างชื่นชม ในขณะที่มีผู้เสียประโยชน์
บางส่วน เริ่มแสดงอาการต่อต้าน

          แต่จะอย่างไรก็ตาม ด้วยวิจารณญาณของวิญญูชนจะพึงมี เสียงสะท้อนของ
สังคมส่วนรวมต่างยอมรับในสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามต่อสู้กับ ”ความเคยได้” ของ
กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม จนสามารถหักล้างกันได้อย่างสิ้นเชิง…..แน่นอนว่านั่นคือการ
เดินมาอย่างถูกทางของท่าน มท.1 อย่างตรงตัว...รวมไปถึงการบุกทะลายบ่อนการ
พนันอย่างต่อเนื่อง…..ไม่แน่อีกเหมือนกันว่า เรื่องของยาบ้าจะหมดไปจากสังคม
เมืองไทยในอีก 3 เดือนตามที่ท่านนายกฯขีดเส้นตายเอาไว้ในช่วงต้น

         หันกลับมาดูสังคมของคนใช้รถบ้าง เราก็จะพบว่า สังคมส่วนนี้ก็เช่นกันที่
ต้องการ ”ผู้นำ” ที่มีโลกทัศน์และวิสัยทัศน์กว้างกว่าเจ้าพนักงานตำรวจจราจร
ผู้รับผิดชอบในแต่ละท้องที่…..ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เนื่องจากสังคมแบบไทยๆ เราเป็น
สังคมแบบบ้านนอกที่ยังถือความอรุ่มอหร่วยเป็นปัจจัยสำคัญ

         และในที่สุดแห่งความอะลุ้มอล่วยนั้น  ก็กลายเป็นดาบสองคมแห่งความ
เคยชินไปในที่สุด โดยเราจะเห็นกันได้ง่ายๆ จากการพยายามฝ่าสัญญาวิปลาสไฟ
แดงบ้าง …..การขับขี่รถย้อนศร และรวมไปถึงการขับรถประเภทซาเล้ง สวนกระแส
การไหลของการจราจรก็มีให้เห็นอย่างเจนตา โดยผู้กระทำการดังกล่าว มิได้
สำเหนียกถึงความผิดหรือความถูกในการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น

         หันมาพิจารณาในรายละเอียดของตัวปัญหา    ที่จะทำให้เกิดอุบัติภัยใน
รูปแบบต่างๆนั้น หากพิจารณากันให้ดี เราก็จะพบว่า กฎจราจรที่ตราเอาไว้ใช้กัน
นั้น ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานมาจากการเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
โดยความปลอดภัยในอดีต กับความปลอดภัยในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนกันอย่างค่อน
ข้างมาก นับตั้งแต่ถนนหนทางที่ตัดผ่านโยงใยไปหลายทิศทางอย่างทั่วถึง ทำให้การ
เดินทางไป-มาสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับยานยนต์ทุกรูปแบบ ต่างได้รับการ
พัฒนาให้มีสมรรถนะสูงกว่ารถในสมัยแรกๆอยู่หลายเท่าตัว แน่นอนว่าข้อเสียที่
ตามมาก็คือ”อุบัติเหตุ”นั่นเอง

         จากปัญหาที่เขียนนำมาให้เห็นกันนั้น ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบใน
ด้านการจราจร เริ่มหันมาพิจารณาถึงความหย่อนยานที่ปรากฏออกมาเป็นข่าว
พร้อมการให้ข้อสรุปถึงการ”จัดระเบียบการจราจร”ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ด้วย
การเพิ่มโทษและมีการบันทึกความผิดเป็นแต้มสะสมในหลายระดับ นับตั้งแต่ความ
ผิดพื้นฐาน ชนิดว่ากล่าวตักเตือน ไปจนถึงการติดสติ๊กเกอร์ระบุแต้มความผิด ไปจน
ถึงการยึดใบขับขี่เป็นจุดสูงสุด..และมาตรการล่าสุดก็คือการระดมจับผู้ใช้โทรศัพท์
ในขณะขับขี่ยานพาหนะ

         ลองย้อนกลับมาดูในรายละเอียดของการดำเนินการในช่วง 1 ปี  ที่ผ่าน
มาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เราก็จะพบว่า หลังจากผ่านรัฐบาลเกียร์ว่างมา 1 ปีเต็มเจ้าหน้าที่
ผู้เกี่ยวข้องก็เริ่มหย่อนยานในระเบียบข้อบังคับที่รัฐบาลชุดเดิม(อดีตท่านนายก
ทักษิณ)ดำเนินงานไปแล้วลงมาอย่างเห็นได้อย่างเด่นชัด....เช่นการตัดแต้มคะแนน
ความผิดทางกฎจราจรนั้น จะยังมีใครจำกันได้ไหมว่า.....เขาตัดแต้มกันในระดับ
ไหน.....หากจำไม่ได้-ตรงนี้เราจะขอย้ำเตือนให้เห็นกันอีกครั้งหนึ่งคือ

         การบันทึกคะแนนจะแยกฐานความผิด เป็น 16 ข้อหา แบ่งเป็น 4 ระดับ
คือ ความผิดที่ถูกบันทึกครั้งละ 10 คะแนน ได้แก่ข้อหาขับรถกีดขวางการจราจรและ
ขับรถบนทางเท้า,

         บันทึก 20 คะแนน……ทำผิดข้อหา แซงด้านซ้ายไม่ปลอดภัยแซงรถในที่คับขัน
จอดรถในทางไม่เปิดไฟ แท็กชี่ไม่รับผู้โดยสาร หรือทิ้งผู้โดยสาร,
         ถูกบันทึกความผิดครั้งละ 30 คะแนน ทำผิดข้อหา ขับรถขณะหย่อนความ
สามารถขับรถประมาทหวาดเสียว ขับรถผิดปกติวิสัย ขับรถก่อความเดือดร้อนกับผู้อื่น
และขับรถเร็วกินกว่ากฎหมายกำหนด
         และที่หนักสุดโดนบันทึก 40 คะแนนคือข้อหา ไม่หยุดรถหลังเส้นให้หยุดรถ ขับ
รถขณะเมาสุรา เฉี่ยวชนผู้อื่นแล้วหลบหนี และแข่งรถในทาง(คือใช้ถนนเป็น
สนามแข่งขัน)……เรื่องนี้ตำรวจทำถูกทางแล้ว

         ส่วนความผิดอื่นๆก็จะลดหลั่นกันลงไป…..คงไม่ต้องนำมากล่าวอ้างอิงให้เสีย
พื้นที่…..เพียงแต่เราเริ่มจะรู้สึกว่า…ตำรวจทำงานกันแบบ ”ไฟไหม้ฟาง” หรือทำงานใน
ลักษณะ ”สนองนโยบาย” ด้วยการกระทำให้ผ่านไปเพียงวันๆ เท่านั้น

         กล่าวคือ…   ในช่วงที่กำลังเร่งระดมการจัดระเบียบนั้น    เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะยก
ขบวนออกมาตั้งด่านกันเกือบจะทุกท้องที่….   แต่เป้าหมายแทนที่จะกระจายน้ำหนักไป
แบบ ”ทำตัวให้เป็นกลาง”…..ใครผิดก็สมควรจับและดำเนินการไปตามโทษานุโทษ ที่ตั้ง
เป้าหมายกันเอาไว้แล้ว

         การณ์กลับปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาเน้นจับเฉพาะรถจักรยานยนต์…
บางท้องที่จับกันแบบ ”ไร้เหตุผล”

         กล่าวคือ ตามตัวบทกฎหมายนั้น มีการระบุเอาไว้ว่า ”ให้รถจักรยานยนต์” หรือ
รถที่วิ่งช้ากว่า…..ให้วิ่งชิดขอบทาง….

         ตรงนี้เองที่เป็นช่องโหว่…..ที่จริงไม่น่าจะเรียกกว่าช่องโหว่ ทางกฎหมาย….
เพราะเจตนาของตัวบทกฎหมายคงมิได้หมายถึงว่า รถจักรยานยนต์จะไม่สามารถ
วิ่งแซงรถที่จอดอยู่ทางด้านซ้ายของถนนได้

         เช่นรถเมล์ที่จอดคาป้าย…..  หรือรถรับจ้างที่กำลังจอดรับ-ส่งผู้โดยสารอยู่
นั้น…..เจตนาของกฎหมาย คงมิได้หมายความว่า “รถจักรยานยนต์จะแซงผ่านรถที่
จอดอยู่ไม่ได้”……หากกฎหมายตีความให้รถจักรยานยนต์ไม่สามารถแซงผ่านรถ
จอดได้…..ถนนก็คงจะเกิดจลาจล…..เพราะรถจักรยานยนต์จะต้องจอดรถรอให้รถเมล์
ออกจากป้ายไปตลอดระยะทางของการเดินทาง….ลองนึกเล่นๆอีกทีหนึ่งก็ได้….หาก
รถเมล์จอดเสียอยู่ล่ะ….มิต้องรอให้ซ่อมรถเมล์เสร็จก่อนหรืออย่างไร…ลองพิจารณา
กันดู

         แต่ในการดำเนินงานจริงๆ….    ตำรวจจราจร จะถือโอกาสที่ รถจักรยาน
ยนต์แซงรถที่จอด….”จับ” ในข้อหา ”ขับรถไม่ชิดขอบทาง”… …ทั้งๆ ที่เมื่อผู้ขับได้
แซงผ่านรถจอดไปแล้ว และก็กลับมาขับในเส้นทางด้านซ้ายของถนนก็ตามที……

         จะเห็นได้ว่า นี่คือความไม่จริงใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
อย่างเห็นได้ชัด…. นับเป็นการขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างไม่น่าให้อภัย….

         ก่อนที่จะจัดระเบียบการจราจร……รัฐบาลจะต้องหันไปจัดระเบียบตำรวจ
จราจรก่อนจะดีกว่า…..ภาพรวมที่ออกมาจะดีกว่านี้…..

         สิ่งที่เราอยากจะร้องขอไปทางเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอีกส่วนหนึ่งก็คือ…
.”กรมการขนส่งทางบก” ซึ่งมีหน้าที่ออกใบอนุญาติขับขี่ให้กับประชาชนทั่วไปที่
เข้ามายื่นขอสอบใบอนุญาตินั้น…..  น่าจะส่งข้อมูลเข้าไปให้ฝ่ายนิติบัญญัติฝ่าย
รัฐบาลบ้าง….  เช่นการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขอสอบทำใบขับขี่ รถยนต์
ประเภทรถโดยสาร หรือรถบรรทุกนั้น…… ควรกำหนดคุณวุฒิทางการศึกษา ไม่
ต่ำกว่ามัธยม.5 หรือ ปวช.เป็นอย่างน้อย

         ประเภท ป.4 หรือพออ่านออกเขียนได้….ก็ควรจะหมดไปได้แล้ว

         เพราะการควบคุมรถในระดับของการรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสารที่ฝาก
ชีวิตเอาไว้กับคนขับนับเป็น 10 และหลายสิบนั้น…..จำเป็นที่จะต้องเฟ้นหาผู้
ขับขี่ที่มีวุฒิภาวะค่อนข้างสูง….    และควรกำหนดอายุขั้นต่ำเอาไว้ไม่น้อยกว่า
25-30 ปี เพราะคนที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิในระดับนี้ “น่าจะมีจิตสำนึกแห่งความ
ปลอดภัย” สูงกว่าบุคคลที่มีการศึกษาเพียงการอ่านออก-เขียนได้เท่านั้น

         โดยเฉพาะยิ่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ด้วย….นับเป็นสิ่งจำเป็นในระดับที่ต้อง 
”เฟ้นหา”…..เพราะอุบัติเหตุร้ายแรงที่ปรากฏเป็นสถิติอยู่ น่าจะเป็นตัว
บ่งชี้ได้เป็นอย่างดี

         นี่มิใช่การกีดกันทางด้านวิชาชีพของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ…
.แต่เป็นการยกระดับของพนักงานผู้รับผิดชอบในชีวิตและทรัพย์สินของสังคม
เมืองไทยได้เป็นอย่างดี…..ดีจนผู้ได้รับใบอนุญาติใบขับขี่ควรภูมิใจ ที่ผ่านการ
กลั่นกรองจากหน่วยงานของรัฐฯมาแล้วอย่างตรงประเด็นที่สุด

         จากประสบการณ์ของผู้เขียน    ซึ่งเคยเข้าไปสอบใบอนุญาตขับขี่
รถ ”ประเภท 3 “ (เป็นใบขับขี่ที่สามารถขับรถเทรลเลอร์ได้) นั้น…..ตลอดระยะ
เวลา 3 วันที่เข้าไปอบรมก่อนที่จะมีสิทธิ์เข้าห้องสอบนั้น…..ผู้เขียนได้เห็น
พฤติกรรมของพนักงานขับรถเมล์…กระเป๋ารถเมล์ที่เข้าไปอบรมพร้อมๆ กัน
และก็ได้พบว่า ”ทุกคนไม่มีความพร้อม” ที่จะเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะขนาด
ใหญ่เลยแม้แต่น้อยนิด

         กล่าวคือ ในช่วง 3 วันที่มีการอบรมเทคนิคการบังคับรถ และกฎหมายการ
จราจรทางบกนั้น….กลุ่มผู้เข้ารับการอบรม ”ซึ่งใส่เครื่องแบบ” ของพนักงานขับรถ
”ข.ส.ม.ก.” ประมาณ 10 คน และมีหลายวัยนั้น…..ไม่เคยที่สนใจฟังรายละเอียด
ของเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เข้ามาให้ความรู้….รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง
ยศ ร.ต.อ.เลยแม้แต่น้อย…..

         ทุกคนในกลุ่มที่กล่าว จะทำตัวเหมือนกับยังอยู่ในอู่รถที่ตัวเองสังกัดอยู่…
.เช่นการสูบบุหรี่…หรือการวิพากย์วิจารณ์มวย…ตะโกนข้ามโต๊ะ.ฯลฯ

         และที่ร้ายที่สุดก็คือในช่วงบ่าย หลังการพักเที่ยงไปแล้ว กลุ่ม ”คนไร้จิต
สำนึก”เหล่านี้….จะซื้อเหล้าผสมน้ำแดง หรือเป็บซี่….เข้ามาดื่มกันในห้องแบบไม่
อายผีสางเทวดาหน้าไหนทั้งสิ้น

         ส่วนผู้บรรยายในแต่ละชุดนั้น ก็คงจะชินชากับความประพฤติของคนสมอง
เปล่าเหล่านี้มาทั้งตาปีตาชาติ….การณ์ก็คือต่างคนต่างไม่เดือดร้อน….

         ผู้บรรยายก็พูดไปแบบนกแก้วนกขุนทอง…..ส่วนคนฟังก็คือคนดื่มเหล้า ที่
คุยกันลั่นห้องแบบไม่สนใจซึ่งกันและกัน…เป็นไปแบบปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…..

         นี่คือมหันต์ภัยใกล้ตัวที่เราไม่อยากเห็นในสังคม”คิดใหม่-ทำใหม่”ครับ