| |
ไฟฟ้า
ไม่ใช่ไฟแน๊นซ์ เพราะฉะนั้นยานพาหนะทุกชนิด จำเป็นจะต้องมีระบบไฟฟ้า
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ
การใช้งาน
. แม้ว่ายานยนต์ชนิดนั้น ไม่มีความจำเป็นในการใช้แสงสว่าง
แต่อย่างน้อยสำหรับวงจรจุดระเบิด ระบบไฟก็
ยังเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ตามกลวัตรของการทำงานเช่นกัน
.
นานๆ
เราจึงจะมาพบกันในคอลัมน์เกี่ยวกับงานของช่างใน riding-thai
นะครับ
ทั้งนี้ ก็เนื่องจากตัวผู้เขียนเอง ไม่ค่อยจะได้อยู่
ประจำกองบก.เหมือนคนอื่นเขา
.ประกอบกับยังมีคอลัมน์อื่นๆที่มีความสำคัญกว่าคอลัมน์ที่เรากำลังเขียนถึง
.และเมื่อจังหวะของการ
นำเสนอ และโอกาสอำนวย
. เราก็กลับมาพบกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
. ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นแนวทางให้แฟนๆ ของเรา มีทางออกและทางเลือก
สำหรับการดูแล-รักษารถที่ตัวเองรักอย่างใกล้ชิดไปตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป
เราเคยเสนอแนะเรื่องของการตรวจเช็ครถก่อนเดินทางมาแล้วในห้อง
"คอลัมน์ขับขี่ปลอดภัย มาแล้ว คราวนี้จะเป็น
เรื่องของระบบไฟในตัวรถจักรยานยนต์กันบ้าง เพราะระบบไฟฟ้านั้น
แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเครื่องยนต์กลไกแต่อย่างใด แต่มัน
คือตัวแปรระดับสำคัญที่ผู้ใช้รถทั่วไปจะมองผ่านมันไม่ได้
..ประมาณว่าระบบไฟฟ้านั้น
มีความสำคัญเทียบเท่ากับระบบขับเคลื่อนใน
กลวัตรการทำงานของเครื่องยนต์แบบเคียงบ่าเคียงไหล่เลยก็ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก
เพราะอย่างน้อยการจุดระเบิดใน
กลัวตรรอบงานของมันก็จะต้องมีการนำเอาประจุไฟฟ้าไปเป็นตัวเริ่มต้นการจุดระเบิดด้วยเช่นเดียวกัน
ในวงจรไฟฟ้าของรถจักรยานยนต์นั้น
เราสามารถแบ่งความสำคัญของมันออกไปได้ เป็น 3 ส่วนคือ
1
วงจรจุดระเบิด
2
วงจรแสงสว่าง
3
วงจรสัญญาณในตัวรถ
ทั้ง
3 วงจรนี้ จะทำงานเกี่ยวพันโดยแยกความรับผิดชอบกันเป็นช่วงๆ เช่นในวงจรแสงสว่าง
ระบบไฟชาร์จ จะทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้า
เข้าไปกักเก็บเอาไว้ในหม้อแบตเตอรี่ ก่อนที่จะส่งกระแสไฟผ่านไปยังขั้นหลอดไฟหน้าและไฟหลัง
ตามความจำเป็นสำหรับการใช้งานใน
ยามค่ำคืน
ส่วนวงจรจุดระเบิดนั้น
ในรถบางรุ่นจะแยกตัวของมันไปเป็นเอกเทศโดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบสำรองไฟในแบเตอรี่
และส่วนมาก
จะมีอยู่ในรถจักรยานยนต์ประเภทสูบเดี่ยวเสียเป็นส่วนมาก
.เราเรียกวงจรจุดระเบิดแบบนี้ว่าแม็กนีโต
สำหรับวงจรอำนวยการเพื่อใช้สัญญาณในตัวรถนั้น
เราจะแบ่งรายละเอียดของมันได้เป็นส่วนย่อยอีก 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนเพื่อ
ความปลอดภัย เช่นระบบให้เสียง-แตร
หรือระบบไฟเบรค เป็นต้น
ส่วนระบบไฟที่เป็นส่วนเสริมและอำนวยความสะดวกก็จะได้แก่
ระบบไฟเลี้ยวและระบบไฟบอกเกียร์เป็นต้น
ซึ่งในบรรทัดต่อไปนี้
เราจะชี้นำให้คุณๆได้รู้จักกับระบบไฟและวิธีแก้ไขในระดับที่สามารถดูแลรถได้เองโดยไม่ต้องเสียเวลาไปให้ช่างตามร้านรับซ่อมช่วย
ตรวจเช็คให้ อันเป็นการฝึกทักษะของตัวคุณเองส่วนหนึ่ง และเป็นการประหยัดเงินประหยัดเวลาของคุณได้อีกส่วนหนึ่งการตรวจเช็ค
ความจำเป็นในการตรวจเช็คระบบไฟต่างๆในตัวรถนั้น
เราจะสังเกตเห็นได้ง่ายๆจากการใช้งานประจำวันที่คุณดำเนินอยู่
เช่นใน
กรณีที่เมื่อคุณบีบแตรเพื่อให้สัญญาณขอทางนั้น ให้ลองสังเกตดูว่า
เสียงแตรยังสดใสอยู่หรือไม่?หากเสียงแตรยังสดใสอยู่ก็หมายความ
ว่า ระบบแตรใช้ได้ และระบบแบเตอรี่สำรองยังใช้การได้ดี
คราวนี้ทดสอบใหม่
ด้วยการลองเหยียบเบรค
แล้วบีบแตรดู
.. หากเสียงแตรไม่ชัดเจนและไม่สดใสเท่าเดิม
ก็หมายความว่า
แบตเตอรี่ของรถ“ เริ่มเสื่อมแล้ว
. ให้ตรวจเช็คแบตเตอรี่ว่า
น้ำกลั่นแห้งหรือไม่ ถ้าน้ำกลั่นแห้ง จัดการเติมให้ได้ในระดับ
MAX แต่ถ้าน้ำกลั่นยังอยู่ในระดับปกติ ก็หมายความว่าแบตเตอรี่เสื่อมแน่นอน
เตรียมสำรองเงินพร้อมที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ได้แล้ว
ระบบไฟเสริมความปลอดภัย
ระบบเสริมความปลอดภัยในตัวรถจักรยานยนต์นั้น
ส่วนที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น จะอยู่ที่ระบบไฟเบรค เพราะไฟเบรคจะ
เป็นผู้ส่งสัญญาณให้ผู้ที่ขับรถตามมาข้างหลัง ได้ทราบว่า เรากำลังจะหยุดรถ
หรือกำลังจะเลี้ยว ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า หากเราจะเลี้ยว
รถ ผู้ขับขี่รถก็จำเป็นจะต้องเบรคให้ตัวรถช้าลงก่อน และต่อจากนั้น
การให้สัญญาณไฟเพื่อแล้วซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็จะตามมาในวินาที
ต่อไป
การตรวจเช็ค
ทำนองเดียวกับการตรวจเช็คเสียงแตรและแบตเตอรี่
ให้ลองเปิดไฟเลี้ยวดูก่อน
.สังเกตดูว่าจังหวะของไฟเลี้ยวทั้งซ้ายและขวา
มีจังหวะกระพริบเท่ากันหรือไม่
..หากไฟเลี้ยวมีจังหวะกระพริบเท่ากันให้ลองเหยียบเบรคในขณะที่ไฟเลี้ยวข้างใดข้างหนึ่งยังทำงานอยู่
สังเกตดูว่าแสงสว่างของไฟเลี้ยวลดลงหรือไม่
หากแสงสว่างของไฟเลี้ยวด้อยลง
ให้ตรวจเช็คน้ำกลั่น เช่นเดียวกับการทดสอบระบบ
แตร
จากนั้นลองย้อนกลับไปอ่านในพารากร๊าฟแรกที่เราเขียนเอาไว้ว่า
ให้สังเกตจังหวะไฟของทั้งคู่ซ้ายและขวามีจังหวะกระพริบเท่ากัน
หรือไม่อีกครั้งหนึ่ง
..ตรงนี้เป็นจุดแยกสำคัญที่จะเจาะลึกลงไปอีกอาการหนึ่งคือ
ปกติแล้วจังหวะของไฟเลี้ยวจะกระพริบประมาณวินาทีละ
2 ครั้ง เพราะฉะนั้นให้ลองสังเกตดูว่าไฟเลี้ยวด้านใด (ซ้ายหรือขวา)
กระพริบช้ากว่า 2 ครั้งต่อวินาที ก็หมายความว่า ไฟเลี้ยวด้านที่กระพริบช้ากว่าปกติ
ได้มีการเปลี่ยนหลอดไฟแบบวัตต์สูงกว่ามาตรฐาน
กำหนด
.เช่นตามสเป็คประจำรุ่น ระบุให้ใช้หลอดไฟเลี้ยวขนาด 5 W
แต่คุณหาหลอดแบบ 5 W ไม่ได้ โดยนำหลอดแบบ 3W มาใส่
แทน
.อย่างนี้จะทำให้ไฟกระพริบผิดจังหวะไป
หรืออีกนัยหนึ่ง
หากหลอดไฟเลี้ยวทางด้านใดด้านหนึ่ง (หน้าหรือหลังในด้านเดียวกัน)
เปิดค้างโดยไม่ยอมกระพริบ ก็หมายความ
ว่าหลอดไฟคู่ของมัน (หน้าหรือหลังอย่างใดอย่างหนึ่ง) หลอดขาด
จัดการหาหลอดใหม่มาเปลี่ยนได้เลย
หาเวลาว่างในวันหยุดตรวจสอบของคุณให้สมบูรณ์และพร้อมที่จะใช้งานได้อย่างเต็มสภาพ
ก็เท่ากับว่าคุณเองได้เพิ่มทักษะตัวเอง
ไปแล้วอีกขั้นหนึ่ง
.อะไรไม่สำคัญเท่ากับการที่คุณได้ขี่รถดีๆ
สุขภาพจิตของคุณก็จะดีไปด้วย
|
|
|